สำนักงบประมาณรัฐสภาเกาหลีใต้ (NABO) เปิดรายงานฉบับใหม่ ระบุว่าหากประเทศมีสเตเบิลคอยน์สกุลวอนใช้งานจริง ร้านค้าทั่วประเทศอาจประหยัดค่าธรรมเนียมรับชำระเงินได้ตั้งแต่ 275 ล้านดอลลาร์ไปจนถึง 3.8 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ขึ้นอยู่กับอัตราการเปลี่ยนผ่านจากบัตรเครดิตไปสู่การชำระเงินบนบล็อกเชน แต่ปัญหาใหญ่คือ เกาหลีใต้ยังไม่มีสเตเบิลคอยน์สกุลวอนสักเหรียญเดียวให้ใช้งานจริง เพราะธนาคารกลางเกาหลีใต้กับคณะกรรมการกำกับบริการทางการเงินยังคงขัดแย้งกันอย่างหนักเรื่องสิทธิ์การออกเหรียญ ขณะที่ตลาดสเตเบิลคอยน์โลกมูลค่ากว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ ถูกครอบงำโดยเหรียญสกุลดอลลาร์สหรัฐเกือบเบ็ดเสร็จ คำถามคือ เกาหลีใต้จะไขว่คว้าโอกาสนี้ทันเวลาหรือไม่
ธุรกิจร้านค้าในเกาหลีใต้แบกรับต้นทุนค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตมาเป็นเวลานาน และล่าสุดหน่วยงานภาครัฐเองก็ออกมายอมรับตัวเลขที่ชวนสะเทือนวงการการเงิน สำนักงบประมาณรัฐสภาเกาหลีใต้ หรือ NABO ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยงานวิเคราะห์การคลังของรัฐสภา เผยแพร่รายงานเมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2569 ประเมินว่าหากมีการนำสเตเบิลคอยน์สกุลเงินวอนมาใช้ในระบบชำระเงินจริง ร้านค้าทั่วประเทศจะสามารถลดภาระค่าธรรมเนียมรายปีได้ระหว่าง 3.7 แสนล้านวอน (ราว 275 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ไปจนถึง 5.15 ล้านล้านวอน (ราว 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากพอจะเขย่าโครงสร้างธุรกิจบัตรเครดิตทั้งระบบ
ช่องว่างค่าธรรมเนียมที่ทำให้ตัวเลขนี้เป็นไปได้ ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน ปัจจุบันค่าธรรมเนียมรูดบัตรเครดิตในเกาหลีใต้อยู่ที่ประมาณ 1.3-1.5% ต่อรายการ ขณะที่การชำระเงินผ่านสเตเบิลคอยน์บนบล็อกเชนมีต้นทุนเพียง 0.1-0.3% เท่านั้น เพราะระบบดังกล่าวตัดตัวกลางที่เครือข่ายบัตรเครดิตต้องพึ่งพาออกไปทั้งหมด NABO ใช้ข้อมูลประมาณการยอดใช้จ่ายผ่านบัตรในประเทศของปี พ.ศ. 2568 มาเป็นฐานคำนวณ แล้วจำลองสถานการณ์หลายรูปแบบตามสมมติฐานที่แตกต่างกัน
ตัวเลขที่น่าสนใจคือ กรณีระมัดระวังที่สุด หากมีเพียง 5% ของยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเปลี่ยนไปใช้สเตเบิลคอยน์ ร้านค้าจะประหยัดได้ราว 275 ล้านดอลลาร์ต่อปี ส่วนตัวเลขเพดานสูงสุดที่ 3.8 พันล้านดอลลาร์ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสัดส่วนการใช้จ่ายย้ายไปอยู่บนบล็อกเชนถึง 30% และค่าธรรมเนียมสเตเบิลคอยน์ลดลงเหลือใกล้เคียง 0.1% ซึ่งเป็นสมมติฐานเชิงบวกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ส่วนกรณีฐานซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างสองขั้วนี้ ประเมินว่าเมื่ออัตราการยอมรับขยับจาก 5% ไปสู่ 30% การประหยัดจะไต่ระดับจากราว 445 ล้านดอลลาร์ไปจนถึง 2.68 พันล้านดอลลาร์
ช่วงตัวเลขที่กว้างถึงขนาดต่างกันกว่าสิบเท่านี้ คือประเด็นที่ควรให้น้ำหนักไม่น้อยไปกว่าตัวเลขเพดานสูงสุดเอง เพราะมันสะท้อนชัดเจนว่ารายงานฉบับนี้เป็นแบบจำลองบนสมมติฐาน ไม่ใช่การวัดผลจากของจริงที่เกิดขึ้นแล้ว การอ้างอิงตัวเลข 3.8 พันล้านดอลลาร์เป็นจุดขายหลักโดยละเลยเงื่อนไขเบื้องหลัง จึงมีความเสี่ยงที่จะทำให้สาธารณชนเข้าใจคลาดเคลื่อนจากความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ
ประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้มีน้ำหนักมากกว่าการทดลองเชิงนโยบายทั่วไปคือ เกาหลีใต้ยังไม่มีสเตเบิลคอยน์สกุลวอนใช้งานจริงแม้แต่เหรียญเดียว ขณะที่ตลาดสเตเบิลคอยน์โลกซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 3.123 แสนล้านดอลลาร์ ณ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569 ถูกครอบงำโดยเหรียญผูกค่าเงินดอลลาร์สหรัฐถึง 98.8% โดยเฉพาะ USDT (เทเธอร์) และ USDC (ยูเอสดีคอยน์) ที่รวมกันแล้วครองส่วนแบ่งมากกว่า 84% ของตลาดทั้งหมด และเทเธอร์เพียงเหรียญเดียวก็มีมูลค่าตลาดใกล้ 1.83 แสนล้านดอลลาร์ นี่คือสิ่งที่ NABO เรียกได้ว่าเป็นภาวะผูกขาดสกุลเงินหนึ่งเดียวในตลาดที่ควรจะกระจายความเสี่ยง และเป็นเหตุผลที่ทำให้แนวคิดสเตเบิลคอยน์สกุลวอนถูกมองว่าเป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่เรื่องต้นทุนธุรกรรม
อุปสรรคที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีหรือแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ แต่อยู่ที่ความขัดแย้งเชิงอำนาจระหว่างสองหน่วยงานกำกับดูแลหลักของเกาหลีใต้ ธนาคารกลางเกาหลีใต้ยืนกรานว่าผู้ออกสเตเบิลคอยน์ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของธนาคารพาณิชย์ โดยกำหนดสัดส่วนการถือหุ้นขั้นต่ำที่ธนาคารต้องถือครองไม่น้อยกว่า 50% บวกหนึ่งหุ้น เพื่อรักษาบทบาทของสถาบันการเงินดั้งเดิมให้เป็นแกนกลางของระบบ ขณะที่คณะกรรมการกำกับบริการทางการเงิน มองต่างมุมโดยผลักดันให้เปิดกว้างสำหรับผู้เล่นรายใหม่มากขึ้น ด้วยเหตุผลว่าข้อจำกัดที่เข้มงวดเกินไปจะเป็นการบั่นทอนนวัตกรรมของประเทศ ความขัดแย้งนี้สะท้อนอยู่ในร่างกฎหมายพื้นฐานสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเป็นกรอบกฎหมายที่จะวางโครงสร้างการกำกับดูแลสเตเบิลคอยน์และสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งระบบ แต่จนถึงขณะนี้ยังคงค้างอยู่ในกระบวนการพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติ ตราบใดที่ข้อพิพาทนี้ยังไม่ได้ข้อยุติ สเตเบิลคอยน์สกุลวอนก็ยังเป็นเพียงแนวคิดเชิงนโยบาย ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่จริงในตลาด
รายงานของ NABO ไม่ได้นำเสนอเฉพาะด้านบวกของการประหยัดต้นทุน แต่ยังชี้ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่รอบคอบไม่แพ้กัน ความเสี่ยงแรกคือ หากเงินฝากในธนาคารไหลออกไปสู่สเตเบิลคอยน์ในปริมาณมาก จะบั่นทอนบทบาทของธนาคารพาณิชย์ในฐานะตัวกลางปล่อยสินเชื่อให้ระบบเศรษฐกิจ ความเสี่ยงที่สองคือ ในกรณีที่เกิดการไถ่ถอนคืนพร้อมกันจำนวนมาก ผู้ออกเหรียญอาจถูกบีบให้ต้องเทขายสินทรัพย์สำรองอย่างเร่งด่วน ซึ่งอาจทำให้เหรียญหลุดจากการตรึงมูลค่า (depeg) และสั่นคลอนความเชื่อมั่นของตลาดโดยรวม นอกจากนี้ หากปริมาณการใช้บัตรเครดิตลดลง ก็จะกระทบรายได้ค่าธรรมเนียมของบริษัทบัตรเครดิตโดยตรงเช่นกัน รายงานยังเตือนด้วยว่า ความเชื่อมโยงระหว่างสเตเบิลคอยน์กับตลาดการเงินอื่นอาจยิ่งลึกซึ้งขึ้นในช่วงที่เกิดแรงกระแทกจากภายนอก เช่น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือการแข็งค่าอย่างรุนแรงของเงินดอลลาร์สหรัฐ
เพื่อควบคุมความเสี่ยงเหล่านี้ NABO เสนอแนวทางกำกับดูแลที่ชัดเจนสามข้อ
ข้อแรกคือ ผู้ออกเหรียญต้องดำรงสินทรัพย์สำรองไม่น้อยกว่ามูลค่าเหรียญที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ และสินทรัพย์สำรองนั้นต้องจำกัดอยู่เฉพาะสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น เงินสดและพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นเท่านั้น
ข้อสองคือ จำกัดเพดานอัตราดอกเบี้ยที่จ่ายให้ผู้ถือครองเหรียญ เพื่อป้องกันไม่ให้สเตเบิลคอยน์กลายเป็นเครื่องมือดึงเงินฝากออกจากธนาคารมากเกินไป
ข้อสามคือ กำหนดให้เหรียญที่มีปริมาณการใช้งานสูงต้องถูกจัดเป็นสถาบันที่มีนัยสำคัญเชิงระบบ (systemically important) ซึ่งต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานเงินกองทุนและสภาพคล่องที่เข้มงวดกว่าเหรียญทั่วไป
ในแง่ทิศทางข้างหน้า เกาหลีใต้ยังมีแผนขยายขอบเขตของหลักทรัพย์แปลงรูปเป็นโทเคน (tokenised securities) ให้ครอบคลุมกว้างขึ้นภายในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2570 พร้อมเชื่อมโยงเข้ากับระบบชำระเงินด้วยสเตเบิลคอยน์ในอนาคต ซึ่งหากทำได้จริง จะเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ครบวงจรกว่าการมองสเตเบิลคอยน์เป็นเพียงเครื่องมือลดต้นทุนค่าธรรมเนียมร้านค้าเท่านั้น รายงานยังระบุด้วยว่าประสิทธิภาพของระบบจะยิ่งเพิ่มขึ้นอีก หากภาคธุรกิจสามารถใช้สัญญาอัจฉริยะ (smart contract) ในการอัตโนมัติกระบวนการชำระเงิน หรือใช้สเตเบิลคอยน์สำหรับการโอนเงินข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นจุดที่มีต้นทุนสูงเป็นพิเศษภายใต้ระบบธนาคารดั้งเดิม
สำหรับตลาดในภูมิภาคอาเซียนและไทย กรณีของเกาหลีใต้ถือเป็นบทเรียนเชิงนโยบายที่น่าจับตาไม่น้อย เพราะสะท้อนให้เห็นว่าการผลักดันสเตเบิลคอยน์สกุลเงินท้องถิ่นไม่ใช่เพียงประเด็นทางเทคโนโลยีการเงิน แต่เป็นสมรภูมิแย่งชิงอำนาจกำกับดูแลระหว่างธนาคารกลางกับหน่วยงานกำกับตลาดทุน ซึ่งเป็นความท้าทายที่หลายประเทศในภูมิภาครวมถึงไทยเองก็กำลังเผชิญในจังหวะที่แตกต่างกัน ขณะที่ตลาดคริปโตโลกยังคงถูกครอบงำโดยเหรียญผูกค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเกือบเบ็ดเสร็จ คำถามที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ว่าสเตเบิลคอยน์สกุลเงินท้องถิ่นจะประหยัดต้นทุนได้เท่าไร แต่อยู่ที่ว่าผู้กำหนดนโยบายแต่ละประเทศจะสามารถออกแบบกรอบกำกับดูแลที่สมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมกับการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินได้เร็วเพียงใด ก่อนที่โอกาสเชิงยุทธศาสตร์นี้จะถูกตลาดโลกที่เคลื่อนไหวเร็วกว่าแซงหน้าไปก่อน