บอร์ดอีวีไฟเขียวหลักการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ไฟฟ้าครั้งสำคัญ เปลี่ยนแนวคิดจาก “ส่งเสริมการใช้” สู่ “ส่งเสริมการสร้างมูลค่าในประเทศ” โดยเชื่อมภาษีกับการลงทุน การผลิต และการใช้ชิ้นส่วนไทย หวังยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ฐานการผลิตระดับโลก ขณะที่ตลาดรถยนต์ไทยกำลังเข้าสู่ยุค xEV เต็มตัว หลังยอดจดทะเบียนรถไฟฟ้าและรถพลังงานทางเลือกทะลุกว่า 55% ของตลาดรถใหม่
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง หลังคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) เห็นชอบหลักการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า โดยใช้ “การสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจในประเทศไทย” เป็นตัวกำหนดระดับภาษี เพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจากฐานการประกอบและจำหน่าย ไปสู่ฐานการผลิตและส่งออกที่มีห่วงโซ่อุปทานครบวงจร
ในการประชุมบอร์ดอีวีเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ที่ผ่านมานายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน โดยเห็นชอบหลักการสำคัญในการปรับภาษีรถยนต์ไฟฟ้าให้สะท้อนระดับการลงทุน การผลิต การจ้างงาน และการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้น
สำหรับสาระสำคัญของแนวทางใหม่ คือ การลดบทบาทของการนำเข้ารถสำเร็จรูปเพื่อทำตลาดในระยะยาว และหันมาให้แรงจูงใจกับผู้ประกอบการที่ลงทุนตั้งโรงงาน ผลิตรถ และพัฒนาซัพพลายเชนในประเทศไทยอย่างจริงจัง
ภายใต้โครงสร้างภาษีใหม่ รถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศโดยไม่มีฐานการผลิตในไทยจะต้องเผชิญภาระภาษีสูงขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตที่มีโรงงานในประเทศและสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีมากกว่า โดยเฉพาะผู้ที่สามารถใช้ชิ้นส่วนสำคัญและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตในประเทศในสัดส่วนสูง
ส่วนแนวคิดดังกล่าวเป็นทิศทางนโยบายใหม่ของรัฐบาลที่ต้องการให้ประเทศไทยไม่เป็นเพียง “ตลาดปลายทาง” ของรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า แต่เป็นฐานการผลิตที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมชิ้นส่วน แบตเตอรี่ และเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่อย่างครบวงจร
นอกจากการปรับภาษีแล้ว บอร์ดอีวียังเห็นชอบตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุด เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว ได้แก่ คณะอนุกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์สมัยใหม่และชิ้นส่วน ซึ่งจะดูแลตั้งแต่การพัฒนาซัพพลายเชนจนถึงการจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้ว และคณะอนุกรรมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการชาร์จไฟฟ้า เพื่อเร่งขยายเครือข่ายสถานีอัดประจุให้เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต
สำหรับความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดรถยนต์ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) อยู่ที่ 126,950 คัน เพิ่มขึ้นถึง 88% จากปีก่อน ขณะที่รถยนต์กลุ่ม xEV ซึ่งรวม BEV, HEV และ PHEV มีสัดส่วนรวมกันถึง 55% ของยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ทั้งหมด
ทั้งนี่ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดรถยนต์ไทยได้ก้าวข้ามช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่าน และกำลังเข้าสู่ยุคที่รถพลังงานทางเลือกกลายเป็นกระแสหลักของอุตสาหกรรม
ด้านการลงทุน ข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2569 ระบุว่า บีโอไอได้อนุมัติส่งเสริมกิจการด้านยานยนต์ไฟฟ้าและธุรกิจเกี่ยวเนื่องรวม 189 โครงการ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนกว่า 151,372 ล้านบาท โดยกลุ่มแบตเตอรี่มีสัดส่วนการลงทุนสูงที่สุด รองลงมาคือการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญ
ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากญี่ปุ่นซึ่งมีฐานการผลิตในประเทศไทย ทั้งมิตซูบิชิ ฮอนด้า มาสด้า และอีซูซุ ยังประกาศแผนลงทุนเพิ่มเติมรวมกว่า 50,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่และเทคโนโลยีไฟฟ้าหลากหลายรูปแบบ
การเดินหน้าปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงมาตรการด้านรายได้ของรัฐ แต่เป็นการกำหนดทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในอีกหลายสิบปีข้างหน้า ว่าประเทศไทยจะสามารถรักษาสถานะ “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” เอาไว้ได้หรือไม่ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงจากจีน เวียดนาม และประเทศผู้ผลิตรถยนต์รายใหม่ในภูมิภาค
โจทย์สำคัญจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนน แต่คือการสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่แข็งแรงพอให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนจากการนำเข้ารถใช้น้ำมัน มาเป็นการนำเข้ารถไฟฟ้าเท่านั้น