“พาณิชย์”จัดทำลายของกลางคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญากว่า 2 ล้านชิ้น มูลค่าเสียหายกว่า 2,100 ล้านบาท เผยเป็นผลงานจับกุมของหน่วยงานพันธมิตร ทั้งตำรวจ กรมศุลกากร ดีเอสไอ และเจ้าของสิทธิ์ ครอบคลุมสินค้าปลอม ตั้งแต่เครื่องแต่งกาย นาฬิกา กระเป๋า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อะไหล่ยานยนต์ ยา เครื่องสำอาง อาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค ยันเดินหน้าจับกุม ปราบปรามต่อเนื่อง ปกป้องเจ้าของสิทธิ์ สร้างความเชื่อมั่นคู่ค้า
ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีทำลายของกลางคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่คดีถึงที่สุดแล้ว ณ หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ กองทัพบก เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ ว่า รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการปกป้องคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา โดยมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ์ เพื่อเดินหน้าปราบปรามการละเมิดอย่างจริงจัง ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งการทำลายของกลาง ถือเป็นขั้นตอนสำคัญของกระบวนการบังคับใช้กฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญา ที่จะต้องดำเนินการอย่างโปร่งใสภายใต้พันธกรณีในกรอบองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าละเมิดหมุนเวียนกลับสู่ตลาด และช่วยสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยในการคุ้มครองสิทธิ์ของเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศคู่ค้า นักลงทุน และภาคธุรกิจว่าไทยมีกลไกในการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่มีประสิทธิภาพเป็นรูปธรรม
สำหรับพิธีทำลายของกลางในปีนี้ มีจำนวนของกลางที่นำมาทำลายรวม 2,085,705 ชิ้น เพิ่มขึ้น 36.45% เมื่อเทียบกับปี 2568 ที่มีจำนวนของกลาง 1,528,524 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 2,145,916,400 บาท เพิ่มขึ้น 138.19% เมื่อเทียบกับปี 2568 ที่มีมูลค่าความเสียหาย 900,912,800 บาท ซึ่งเป็นผลจากการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในการจับกุมและตรวจยึดสินค้าละเมิดจากช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท อาทิ เครื่องแต่งกาย นาฬิกา กระเป๋า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อะไหล่รถยนต์ ยา เครื่องสำอาง อาหารและเครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน
“ของกลางเหล่านี้จะถูกนำไปทำลาย ณ โรงงานที่มีระบบมาตรฐานจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001:2015 ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อให้กระบวนการทำลายเป็นไปอย่างเหมาะสมและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน”
ดร.ปิยนุชกล่าวว่า การยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้สอดรับกับมาตรฐานสากล จำเป็นต้องเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ควบคู่กับการทำงานเชิงรุกร่วมกับประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งในรายงานการจัดสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301 พิเศษ ประจำปี 2569 ไทยยังคงอยู่ในบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง (WL) โดยรายงานดังกล่าวได้สะท้อนถึงพัฒนาการที่เข้มแข็งของไทยในการยกระดับการปราบปรามสินค้าละเมิด รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ด้านการเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาแก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ เพื่อส่งเสริมบรรยากาศการค้าที่เป็นธรรม
ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานตาม IP Work Plan ซึ่งเป็นแผนงานที่จัดทำร่วมกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ ที่มีการละเมิดสูง เพื่อลดการจำหน่ายสินค้าละเมิด คุ้มครองผู้บริโภคจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ตลอดจนสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่โปร่งใสและดึงดูดการค้าการลงทุนเข้าสู่ประเทศ
“กระทรวงพาณิชย์ขอขอบคุณหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตลอดจนภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ์ และหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ที่ร่วมบูรณาการข้อมูล การข่าว การสืบสวนสอบสวน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างใกล้ชิด จนนำไปสู่การจับกุมและตรวจยึดสินค้าละเมิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยตัดวงจรการจำหน่ายสินค้าละเมิดอย่างเป็นรูปธรรม และต้องขอขอบคุณภาพประชาชน ที่เป็นส่วนสำคัญที่สุดในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างยั่งยืน โดยการ “ไม่ซื้อ ไม่ขาย และไม่สนับสนุนสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทุกรูปแบบ” และหากท่านใดพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสมาที่ กองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-4702 หรือสายด่วน 1368”ดร.ปิยนุชกล่าว