xs
xsm
sm
md
lg

ธปท. ผนึกภาคการเงิน คุมเงินสด–ทอง–คริปโต สร้างคอขวดสกัดเงินเทา-คอร์รัปชัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ธปท.ผนึกภาคการเงิน ยกระดับมาตรการสกัด “เงินเทา” จากพนันออนไลน์ สแกม ธุรกิจผิดกฎหมายและคอร์รัปชัน เดินหน้าปิดช่องทางฟอกและเคลื่อนย้ายเงิน ตั้งแต่ถอนเงินสดก้อนใหญ่ ซื้อขายทองคำ แลกเงินตราต่างประเทศ ไปจนถึง USDT พร้อมยกระดับ KYC–CDD–EDD จ่อเชื่อมข้อมูลระหว่างธนาคาร ผู้ให้บริการชำระเงิน และหน่วยงานรัฐ หวังสร้าง “คอขวด” ทำให้เงินผิดกฎหมายเข้า–ออกระบบการเงินได้ยากขึ้น

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท. และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลร่วมกันขับเคลื่อน "กรอบความร่วมมือเพื่อป้องกันธุรกรรมผิดกฎหมายในภาคการเงิน(Framework for Safeguarding the Financial Sector from Illicit Activities)" ที่สะท้อนเจตนารมณ์ในการป้องกันเชิงรุกไม่ให้ภาคการเงินตกเป็นเครื่องมือ ทางผ่าน หรือช่องทางสนับสนุนการกระทำ ผิดกฎหมายทุกประเภท เพื่อสร้างระบบการเงินที่มั่นคง ปลอดภัย น่าเชื่อถือ ปกป้องประชาชนจากความเสียหายจากการใช้ระบบการเงินในทางที่ผิด

หลักการสำคัญของกรอบความร่วมมือ คือ การที่ทุกหน่วยงานต้องกำหนดให้ทิศทาง นโยบาย และธรรมาภิบาลองค์กรในการป้องกันไม่ให้มีการใช้ระบบการเงินในทางที่ผิด และถือเป็นส่วนหนึ่งของการกำกับ ดูแลกิจการองค์กร รวมทั้งกำหนดแนวทางการป้องกันให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีมาตรฐาน ขั้นตำที่เหมาะสมกับแต่ธุรกิจและต้องปรับปรุงมาตรการให้เหมาะสมกับบริบทที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง

นายวิทัย กล่าวอีกว่า ธปท.เดำเนินการเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง และตัวเลขจากการทำงานที่ประสบความสำเร็จ ทั้งยอดความเสียหายต่าง ๆ ลดลงเรื่อย ๆ อย่างชัดเจน ซึ่งต้องขอบคุณสถาบันการเงินทุกแห่งที่ร่วมกันทำงาน แต่วันนี้ปัญหาของประเทศไทยกว้างขึ้นกว่าเดิม เราจึงขยายบทบาทและพยายามแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง 4 เรื่อง โดย 1 ใน 4 เรื่องที่พยายามดำเนินการ คือเรื่อง “เงินเทา” ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเงินที่มาจากการพนันออนไลน์ ธุรกิจผิดกฎหมาย หรือเงินที่เกี่ยวเนื่องกับการคอร์รัปชัน

ที่ผ่านมา เราดำเนินการเรื่องการกำกับการถอนเงินสดหรือธนบัตร หลังจากเห็นปัญหาตั้งแต่เรื่องการเลือกตั้ง จึงเข้าไปจำกัดปริมาณการใช้เงินสด ขณะที่ธุรกรรมจำนวนมากเปลี่ยนมาผ่านระบบ QR ทำให้การใช้เงินสดลดลง จากนั้นเราเข้าไปกำกับการถอนเงินสด โดยการถอนเกิน 5 ล้านบาท ต้องทำ Intelligence หรือการตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติม

หลังจากนั้น เราเข้าไปดูเรื่องการซื้อขายทองคำ เพราะนอกจากเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งเกินจริงแล้ว เรายังเชื่อว่าทองคำอาจเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนเงินสดให้กลายเป็นทรัพย์สิน จึงขอให้มีการรายงานธุรกรรมที่มีมูลค่าสูง เพื่อให้สามารถแชร์ข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจ หรือ ปปง. ผลที่เกิดขึ้นคือ ปริมาณธุรกรรมทองคำในส่วนดังกล่าวลดลงอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังเข้าไปกำกับการซื้อขายเงินตราต่างประเทศที่มีมูลค่าเกิน 800,000 บาท เพราะเราเชื่อว่าเมื่อช่องทางการใช้เงินสดถูกจำกัดลง จะมีหลายกรณีที่นำเงินสดไปเปลี่ยนเป็นทองคำ เงินตราต่างประเทศ หรือ USDT (ยูเอสดีที ซึ่งเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลประเภท Stablecoin หรือเหรียญที่ออกแบบให้มูลค่าอ้างอิงกับดอลลาร์สหรัฐ) เรื่องนี้กำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับที่เกี่ยวข้องต่อไป และเชื่อว่าเมื่อมีกฎเกณฑ์ออกมา ธุรกรรมซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีลักษณะผิดปกติจะลดลง

อีกเรื่องหนึ่งคือการยกระดับ KYC กระบวนการ CDD การตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับและ EDD (การตรวจสอบลูกค้าอย่างเข้มข้นเพิ่มเติม) ในกรณีที่พบว่าลูกค้ามีพฤติกรรมการทำธุรกรรมผิดปกติ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราต้องการยกระดับให้ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมการเงิน

ขณะเดียวกัน เรายังทำงานร่วมกับสถาบันการเงินในการจัดทำ “24 แพตเทิร์น” หรือ 24 รูปแบบพฤติกรรมธุรกรรม เพื่อช่วยตอบโจทย์ของ ปปง. ว่า ธุรกรรมที่เข้าข่ายต้องสงสัยมีลักษณะอย่างไร เพื่อให้มีมาตรฐานและแนวทางว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ทั้งหมดคือสิ่งที่ดำเนินการมา ตลอดช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา

ส่วนสิ่งที่กำลังจะทำต่อจากนี้ คือยกระดับทั้งหมดขึ้นมาให้ภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาคการเงินเข้ามาทำงานร่วมกัน ครอบคลุมผู้ประกอบการ 24 ประเภทใบอนุญาต และ 11 สมาคมหรือชมรม

“เราไม่ประสงค์ให้ภาคการเงินถูกใช้เป็นเครื่องมือ เป็นทางผ่าน หรือเป็นช่องทางสนับสนุนธุรกรรมผิดกฎหมายและเงินเทาทั้งหลายลองนึกภาพว่า หากเป็นเงินเทาจากการพนันออนไลน์ แล้วไม่สามารถหลอกให้คนโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารได้ หรือแม้จะทำได้ก็ทำได้เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนที่บัญชีจะถูกปิด หรือไม่มีผู้ให้บริการรับชำระเงิน ไม่ว่าจะเป็นบัตรหรือช่องทางโอนเงินให้กับธุรกิจพนันเหล่านี้ ก็จะทำให้การดำเนินการยากขึ้นเช่นเดียวกับเงินที่มาจากการฉ้อโกงหรือหลอกลวงหากสามารถถูกอายัดหรือปิดกั้นได้อย่างรวดเร็ว เงินที่เข้ามาในบัญชีก็จะถอนออกได้ยากขึ้น เมื่อถอนเงินสดยาก การนำเงินสดไปเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินอื่น เช่น USDT ทองคำ หรือทรัพย์สินประเภทอื่น ก็จะยากขึ้นตามไปด้วย”

หากสามารถมีข้อมูลและสามารถแชร์ข้อมูลระหว่างกันได้ จากเดิมที่แต่ละธนาคารดำเนินการของตัวเอง ก็จะเปลี่ยนเป็นการแชร์ข้อมูลระหว่างธนาคาร และหวังว่าต่อจากนี้จะสามารถแชร์ข้อมูลระหว่างธนาคารพาณิชย์ ธนาคารของรัฐ ธนาคารต่างประเทศ ผู้ให้บริการรับชำระเงิน และผู้ประกอบธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ)รวมถึงสามารถส่งต่อข้อมูลไปยัง ปปง. ป.ป.ช. ตำรวจ และหน่วยงานกำกับที่เกี่ยวข้องได้ด้วย ซึ่งหากเราสามารถยกระดับเรื่องนี้ได้ ประเทศก็จะดีขึ้น ปัญหาเหล่านี้จะลดลง

ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือพวกเราทั้งหมดอาจไม่มีอำนาจเข้าไปปราบปรามหรือจับกุม แต่เราสามารถสร้างความยากลำบากและสกัดกั้นไม่ให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้ง่าย สามารถสร้าง “คอขวด” เพื่อทำให้การทำธุรกรรมเหล่านี้มีความยากลำบากมากขึ้นแน่นอนว่าเราไม่สามารถทำให้เรื่องไม่ดีเหล่านี้หมดไปทั้งหมด แต่ผมเชื่อว่าจะสามารถทำให้ปริมาณลดลงได้มาก

นายวิทัย กล่าวทิ้งท้ายว่า นอกจากนี้ หน่วยงานที่เข้าร่วมจะนำความเชี่ยวชาญด้านข้อมูล เทคโนโลยี และศักยภาพที่เป็นจุดแข็งมาใช้ประโยชน์สูงสุดในการเฝ้าระวัง ตรวจจับ และตอบสนองต่อความเสี่ยง ที่สำคัญ คือ แต่ละหน่วยงานจะร่วมมือและแลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ รูปแบบการกระทำผิด สัญญาณเตือนภัย รวมถึงแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อให้รับมือกับธุรกรรมทุจริตที่ซับซ้อนและมักอาศัยช่องว่างทางกฎหมายระหว่างหน่วยงานเป็นเครื่องมือได้ดีขึ้น ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการข้างต้น ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้สุจริตการเข้าถึงบริการทางการเงิน การแข่งขันที่เป็นธรรม และการส่งเสริมนวัตกรรมอย่างสมดุลควบคู่ไปด้วย

ในส่วนของ ธปท. จะยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลทั้งระบบ การตรวจสอบลูกค้าและคู่ค้า การใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และองค์ความรู้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการเฝ้าระวังและตรวจจับธุรกรรมที่มีความเสี่ยงรวมถึงเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกียวข้องเพื่อปิดช่องโหว่ของการกระทำผิด พร้อมพัฒนามาตรการ ต่าง ๆ ให้เท่าทันกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความรู้เท่าทันให้แก่ประชาชนเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยของระบบการเงินไทยและความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะยาว

สำหรับผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับของ ธปท. ที่จัดทำกรอบความร่วมมือในครั้งนี้มีทั้งหมด 11 หน่วยงาน ได้แก่ สมาคมธนาคารไทย (TBA) สมาคมธนาคารนานาชาติ (AIB) สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ (GFA) สมาคมการค้าผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไทย (TEPA) สมาคมแลกเปลี่ยนเงินตรา ต่างประเทศและบริการทางการเงิน (TAFEXS) รวมถึง 6 สมาคมและชมรมของกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-bank lender) จะร่วมกันดำเนินการในด้านต่าง ๆ อาทิ ยกระดับการทำ KYC/CDD/EDD ตรวจสอบธุรกรรมเงินสดที่มีความเสี่ยงสูง นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในการตรวจจับธุรกรรม ที่ผิดปกติแบบเชิงรุก พัฒนาระบบฐานข้อมูลบุคคลเสี่ยงและเชื่อมต่อกับระบบ Central Fraud Registry (CFR) จัดทำคู่มือการปฏิบัติงานด้านมาตรการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML/CFT) ของอุตสาหกรรม ตลอดจนใช้เครือข่ายชุมชนสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินแก่กลุ่มเปราะบาง เป็นต้น