xs
xsm
sm
md
lg

พพ.ผนึกเกษตร-สิ่งแวดล้อม  ดันไทยสู่ “เกษตรคาร์บอนต่ำ” ดึง “นวัตกรรมพลังงานสะอาด” ลดต้นทุนพลังงานรับกติกาโลก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



เมื่อ “ต้นทุนพลังงาน” กลายเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ของภาคเกษตร ขณะที่ “คาร์บอน” กำลังกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ของการค้าและการลงทุน ภาคเกษตรไทยจึงไม่อาจมองเรื่องการผลิต การลดต้นทุน และการลดก๊าซเรือนกระจกแยกออกจากกันได้อีกต่อไป    จึงเป็นความท้าทายสำคัญของภาคเกษตรกรรมในปัจจุบัน ที่แนวโน้มราคาพลังงานจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและการขนส่งสินค้าเกษตร รวมถึงกฎเกณฑ์การส่งออกในตลาดโลก ที่จะมีผลต่อความสามารถในการแข่งขัน

เกมใหม่จึงไม่ใช่เพียงการทำเกษตรให้ได้ผลผลิตมากขึ้น แต่ต้องทำให้ “ผลิตได้คุ้มขึ้น ใช้พลังงานน้อยลง และปล่อยคาร์บอนลดลง” ไปพร้อมกัน  นี่คือที่มาของการจับมือครั้งสำคัญระหว่างกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กับ 7 หน่วยงานด้านเกษตรและสิ่งแวดล้อม วางกรอบความร่วมมือ 5 ปี เพื่อเชื่อม “พลังงาน–เกษตร–สิ่งแวดล้อม” เข้าด้วยกัน และวางรากฐานสู่ เกษตรคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Agriculture)

จากทิศทางดังกล่าว หน่วยงานภาครัฐ โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน  (พพ.)   ได้บูรณาการความร่วมมือ (MOU) ในโครงการ“การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และพลังงานทดแทนในภาคเกษตร” กับ 7 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หรือ สส. เพื่อขับเคลื่อนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและพลังงานทดแทนในภาคเกษตรอย่างเป็นระบบ

• จาก “ลดค่าไฟ” สู่การออกแบบระบบผลิตใหม่

หัวใจของความร่วมมือครั้งนี้ พพ. ไม่ได้มองเพียงการนำโซลาร์เซลล์หรือเทคโนโลยีประหยัดพลังงานไปติดตั้งในพื้นที่เกษตร แต่ต้องการนำเรื่อง “พลังงาน” เข้าไปอยู่ในกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่การวิเคราะห์ว่ากิจกรรมการเกษตรแต่ละประเภทใช้พลังงานมากน้อยเพียงใด เทคโนโลยีใดเหมาะกับพื้นที่ ไปจนถึงการเลือกใช้พลังงานทดแทนและเครื่องจักรประสิทธิภาพสูง เพื่อให้การลงทุนด้านพลังงานตอบโจทย์ทั้ง ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
 
นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดี พพ. กล่าวสะท้อนถึงเป้าหมายในความร่วมมือครั้งนี้ว่า  “โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้องค์ความรู้ด้านพลังงานเชื่อมกับภาคเกษตรและเกิดผลในพื้นที่จริง ทั้งการลดต้นทุนด้านพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ภายใต้แนวทางดังกล่าว พพ. จะเข้ามาตั้งแต่การให้ข้อมูลและสาธิตเทคโนโลยี ให้คำปรึกษา ตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้พลังงาน ก่อนเลือกเทคโนโลยีพลังงานทดแทนที่เหมาะสม รวมถึงส่งเสริมการใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์การเกษตรประสิทธิภาพสูง ตลอดจนอุปกรณ์ที่มีฉลากแสดงประสิทธิภาพด้านพลังงาน

•ความท้าทายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านภาคเกษตร คือ “ไม่มีเทคโนโลยีสูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับทุกพื้นที่”

การใช้พลังงานในนาข้าวแตกต่างจากสวนผลไม้ ระบบปศุสัตว์ หรือบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ดังนั้น การขับเคลื่อนจึงต้องอาศัยข้อมูลและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของแต่ละหน่วยงานมาประกอบกัน  สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรจะสนับสนุนข้อมูลสถิติ ดัชนีเศรษฐกิจ ผลการศึกษาและการวิเคราะห์ เพื่อใช้วางแผนและประเมินผลมาตรการด้านพลังงาน ขณะที่กรมวิชาการเกษตร จะเชื่อมงานวิจัยและนวัตกรรมด้านพืชเข้ากับเทคโนโลยีพลังงานที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กรมส่งเสริมการเกษตร  จะเป็นกลไกสำคัญในการนำเทคโนโลยีไปขยายผลสู่เกษตรกร กลุ่มแปลงใหญ่ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร และวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ

ส่วนภาคปศุสัตว์จะมุ่งไปที่การจัดการฟาร์มและการนำของเสียจากสัตว์มาใช้ประโยชน์ เช่น การผลิตก๊าซชีวภาพ ขณะที่ภาคประมงจะเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ  สำหรับผลผลิต “ข้าว” ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคการผลิตสำคัญของไทย กรมการข้าว    จะนำข้อมูลและงานวิจัยด้านการผลิตมาเชื่อมกับพลังงานทดแทน เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และส่งเสริมรูปแบบการทำนาที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

เป้าหมายจึงไม่ใช่การผลักดันเทคโนโลยีแบบเดียวกันไปทั่วประเทศ แต่จะร่วมกันคัดเลือกพืชเศรษฐกิจ พืชสวน พืชไร่ พื้นที่ปลูกข้าว ฟาร์มปศุสัตว์ และสถานเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีศักยภาพ ก่อนออกแบบแนวทางและเทคโนโลยีให้เหมาะกับกิจกรรมและพื้นที่นั้น ๆ
 
 
•“คาร์บอน” จากเรื่องสิ่งแวดล้อม สู่เรื่องความสามารถแข่งขัน

อีกมิติที่ทำให้ความร่วมมือครั้งนี้มีความหมายมากกว่า MOU ทั่วไป คือการเชื่อมเรื่อง “พลังงาน” เข้ากับระบบจัดการก๊าซเรือนกระจกของประเทศ  โดย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิชอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ภาคพลังงานเป็นภาคส่วนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ขณะที่ภาคเกษตรอยู่ในอันดับ 2 แต่ตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ได้หมายความว่า “ภาคพลังงานหรือภาคเกษตรเป็นผู้ผิด” เพราะทั้งสองภาคส่วนต่างเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด

โจทย์ที่แท้จริง จึงอยู่ที่การทำให้ทั้งสองภาคส่วนสามารถเดินหน้าต่อได้ โดยปรับกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพและลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศไปพร้อมกัน โดยเฉพาะในภาคเกษตรที่นอกจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมแล้ว ยังมีประเด็นการปล่อยก๊าซจากดินที่มีการจัดการ ซึ่งมีปริมาณประมาณ 7 ล้านตัน การนำเทคโนโลยีพลังงานทดแทนและเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยบริหารจัดการฟาร์มและการเพาะปลูก จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการลดต้นทุนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

•จาก Net Zero สู่ “ความอยู่รอด” ของเกษตรกร

ในมุมของ สส. เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของไทยไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อสร้างภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมบนเวทีโลก แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพราะกติกาการค้าและการลงทุนกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับข้อมูลด้านคาร์บอนและความยั่งยืนมากขึ้น

ดังนั้น หากภาคเกษตรไทยยังผลิตแบบเดิมโดยไม่มีข้อมูลต้นทุนพลังงาน ไม่มีข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และไม่สามารถพิสูจน์ผลการลดคาร์บอนได้ อาจกลายเป็นข้อจำกัดต่อการเข้าถึงตลาดในอนาคต  การยกระดับเกษตรกรจึงไม่ใช่แค่เรื่อง “รักษ์โลก” แต่คือการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจให้กับคนในภาคเกษตรที่เกี่ยวข้องกับประชากรจำนวนมาก

•MRV จุดเปลี่ยนจาก “ทำแล้วบอก” เป็น “ทำแล้วพิสูจน์ได้”

อีกหนึ่งกลไกสำคัญที่จะถูกวางรากฐานภายใต้ความร่วมมือ 5 ปี คือระบบ MRV (Measurement, Reporting and Verification) หรือระบบการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบข้อมูลการลดก๊าซเรือนกระจก
 
สส. จะสนับสนุนองค์ความรู้ด้านนโยบาย แผน และมาตรการภายใต้ NDC รวมถึงการจัดทำฐานข้อมูลกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยและการลดก๊าซเรือนกระจก    ความสำคัญของ MRV อยู่ที่การทำให้ผลการดำเนินงานมี “ข้อมูลรองรับ” สามารถตรวจสอบและนำไปใช้ประกอบการกำหนดนโยบายได้ทั้งระดับพื้นที่และระดับประเทศ

พูดง่าย ๆ คือ จากเดิมที่อาจบอกได้ว่า “เทคโนโลยีนี้ช่วยลดพลังงาน” หรือ “กระบวนการนี้ช่วยลดคาร์บอน” ต่อไปต้องตอบให้ได้ว่า ลดได้เท่าไร วัดอย่างไร และมีหลักฐานอะไรยืนยันข้อมูลเหล่านี้ยังสามารถนำไปใช้ประกอบการรายงานต่อรัฐบาลและเวทีระหว่างประเทศได้อย่างเป็นระบบ

•5 ปีจากนี้ เกมเกษตรไทยต้อง “ผลิตให้คุ้ม–ใช้พลังงานให้เป็น–ลดคาร์บอนให้ได้”

ความร่วมมือระหว่าง 8 หน่วยงานจึงเป็นมากกว่าการลงนาม MOU แต่เป็นการวางโครงสร้างการทำงานร่วมกันระหว่าง 3 เรื่องที่ในอดีตอาจถูกขับเคลื่อนแยกส่วนกัน ได้แก่ พลังงาน เกษตร และสิ่งแวดล้อม

จากระดับนโยบายจะลงไปสู่พื้นที่จริง ตั้งแต่แปลงเกษตร ฟาร์มปศุสัตว์ โรงสี ระบบสูบน้ำ ไปจนถึงสถานเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ พร้อมเดินหน้าถ่ายทอดองค์ความรู้ รณรงค์การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และติดตามประเมินผลตลอดกรอบความร่วมมือ 5 ปี  ท้ายที่สุด “Low Carbon Agriculture” อาจไม่ใช่เพียงคำใหม่ของภาคเกษตร แต่กำลังกลายเป็น โจทย์การแข่งขันใหม่ของสินค้าเกษตรไทย

เพราะในโลกที่ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น กติกาคาร์บอนเข้มข้นขึ้น และตลาดต้องการข้อมูลที่ตรวจสอบได้ เกษตรกรที่สามารถ ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และพิสูจน์การลดคาร์บอนได้ จะไม่ได้เพียงช่วยลดโลกร้อน แต่กำลังเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยยืนอยู่ในห่วงโซ่การค้าโลกได้อย่างแข็งแรงมากขึ้น และนี่อาจเป็นเหตุผลว่า ทำไม “พลังงาน” จึงกำลังกลายเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของการปฏิรูปภาคเกษตรไทยในยุค Net Zero