xs
xsm
sm
md
lg

ศูนย์กันก่อนท่วม โชว์ 4 ต้นแบบ “WATER SMART COMMUNITIES – คนเปลี่ยนน้ำ น้ำเปลี่ยนอนาคต” บนเวที “Water Resilience Forum” ครั้งที่ 3 พร้อมชี้ทาง พลิก “ความเสี่ยงด้านน้ำ” สู่ “โอกาสทางเศรษฐกิจ”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านน้ำที่รุนแรงและถี่ขึ้น ทั้งน้ำท่วมฉับพลัน น้ำทะเลหนุน ฝนถล่ม วิกฤตการณ์ “ฝนสุดขั้ว” และ “ฝนแช่” รวมถึงปัญหาภัยแล้ง อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงรุนแรงของสภาพภูมิอากาศ และการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อชีวิต เศรษฐกิจ และเสถียรภาพของประเทศ โดยที่ผ่านมา การจัดการปัญหาน้ำเป็นการแก้ไขระยะสั้น แยกส่วน และไม่ต่อเนื่อง ขาดกลไกกลางในการเชื่อมโยงข้อมูล และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทำให้การป้องกันล่าช้า ไม่ทันต่อความรุนแรงของความเสี่ยง ประเทศต้องสูญเสียงบประมาณมหาศาลในการฟื้นฟู โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและพื้นที่เมือง ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ

คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงริเริ่มจัดตั้ง “ศูนย์กันก่อนท่วม” (Water Resilience Center) แพลตฟอร์มกลางระดับโลก เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านน้ำล่วงหน้า ด้วยความร่วมมือกับ MIT Urban RISK Lab แห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) สหรัฐอเมริกา และการสนับสนุนจากภาคเอกชน อาทิ ธนาคารกรุงเทพ เอสซีจี ไทยเบฟ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กลุ่มเซ็นทรัล ฯลฯ โดยมี 4 หน้าที่หลัก ได้แก่ 1. เชื่อมโยงข้อมูลและงานวิจัยบนฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ (Science-based) 2.ประสานงานความร่วมมือและเสริมพลังการทำงานของทุกภาคส่วน (Collaboration) 3.สื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลง (Communication for Change) และ4.เสริมพลังชุมชนสู่เมืองยั่งยืน (Sustainable Community)
 
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยไม่ได้ขาดต้นแบบความสำเร็จในการจัดการน้ำในระดับชุมชน แต่ยังขาดเวทีที่เชื่อมโยงความสำเร็จเหล่านั้น ให้ขยายผลสู่การเปลี่ยนแปลงของทั้งประเทศ ดังนั้น เมื่อเร็วๆ นี้ “ศูนย์กันก่อนท่วม” จึงจัดเวทีเสวนา “Water Resilience Forum” ครั้งที่ 3 ในหัวข้อ “WATER SMART COMMUNITIES – คนเปลี่ยนน้ำ น้ำเปลี่ยนอนาคต” เพื่อร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และเชื่อมโยงบทเรียนจากชุมชน ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และเยาวชน สู่การขับเคลื่อน Water Smart Communities ทุกจังหวัดของประเทศไทย รวมทั้ง เป็นเวทีกลางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเชื่อมโยงทุกภาคส่วน ร่วมกันมองโจทย์เรื่องน้ำ เพื่อผลักดันแนวคิด “Water Economy” เปลี่ยน “ความเสี่ยงด้านน้ำ” ให้เป็น “โอกาสทางเศรษฐกิจ” ของประเทศในระยะยาว

โดยนำ 4 ชุมชนต้นแบบมาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ ในเวทีเสวนาในช่วง “Water Heroes : Voices from WATER SMART COMMUNITIES คนเปลี่ยนน้ำ น้ำเปลี่ยนอนาคต”

 เกษรา ใจดี เลขานุการกองทุนกลุ่มผู้ใช้น้ำทุ่งเจ้า โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่เชียงดาว เ
๐ ชุมชนทุ่งเจ้า เชียงดาว จ.เชียงใหม่
คนต้นน้ำ สานพลังสร้างอนาคต


“ฝายทุ่งเจ้า” บ้านโรงวัว ตำบลเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นฝายการเกษตรที่ส่งน้ำไปยังพื้นที่เพาะปลูกของชุมชน แต่เมื่อฝายที่ทำจากไม้ไผ่ได้รับความเสียหายจากน้ำป่าไหลหลาก จนไม่สามารถยกระดับน้ำเข้าสู่คลองส่งน้ำได้ ชาวบ้านจึงต้องใช้กระสอบขวางลำน้ำเป็นการแก้ปัญหาชั่วคราว “เกษรา ใจดี” เลขานุการกองทุนกลุ่มผู้ใช้น้ำทุ่งเจ้า โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่เชียงดาว เล่าถึงที่มาของปัญหาและจุดเริ่มต้นของความร่วมมือ

ต่อมาชุมชนจึงประสานความร่วมมือกับ อบต.เชียงดาว มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เพื่อปรับปรุงฝายเดิมให้แข็งแรงขึ้น ด้วยการทำโครงสร้างฝายคอนกรีต ขนาดกว้าง 10 เมตร ทับฝายเดิม และเสริมกล่องเกเบี้ยนริมตลิ่ง โดยคนในพื้นที่มีส่วนร่วมตั้งแต่แจ้งปัญหา สำรวจพื้นที่ ไปจนถึงร่วมลงแรงปรับปรุงฝายรวม 140 แรงงาน

หลังการปรับปรุง ชุมชนยังร่วมกันกำหนด กฎระเบียบการใช้น้ำ ตั้งคณะกรรมการน้ำ และเตรียมจัดตั้งกองทุนน้ำ เพื่อให้คนในพื้นที่สามารถบริหารจัดการและดูแลระบบน้ำได้ต่อเนื่อง และเมื่อโครงการแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคม 2569 คาดว่า ฝายจะช่วยผันน้ำประมาณ 310,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี สู่พื้นที่เกษตรประมาณ 543 ไร่ ครอบคลุม 82 ครัวเรือน เพิ่มโอกาสในการเพาะปลูก และคาดว่าจะ สร้างรายได้เพิ่มให้ชุมชนประมาณปีละ 1 ล้านบาท

เพราะสุดท้าย “ฝาย” ช่วยจัดการน้ำ แต่ “คน” คือผู้ทำให้การจัดการน้ำนั้นยั่งยืน นี่จึงไม่ใช่เพียง “การซ่อมฝาย” แต่คือ “การสร้างระบบบริหารจัดการน้ำ” โดยชุมชนร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมใช้ และร่วมดูแล เพื่อสร้างทั้งความมั่นคงด้านน้ำและความเข้มแข็งของชุมชนไปพร้อมกัน

  ปัญญา โตกทอง ปราชญ์ชาวบ้านชุมชนแพรกหนามแดง
๐ ชุมชนแพรกหนามแดง สมุทรสงคราม
เปลี่ยน “ความขัดแย้ง” เป็น “ความร่วมมือ”


ปัญญา โตกทอง ปราชญ์ชาวบ้านชุมชนแพรกหนามแดง เล่าว่า กว่า 20 ปีที่ชุมชนแพรกหนามแดง จ.สมุทรสงคราม ต้องเผชิญความขัดแย้งเรื่องการจัดการน้ำ พื้นที่
ฝั่งน้ำจืดใช้ประโยชน์จากน้ำเพื่อทำนา ทำสวน และเลี้ยงปลาน้ำจืด ขณะที่พื้นที่ฝั่งน้ำเค็มพึ่งพาน้ำสำหรับการเลี้ยงกุ้งและสัตว์น้ำ เมื่อการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำเพื่อแก้ปัญหาให้ฝั่งหนึ่ง กลับสร้างผลกระทบให้อีกฝั่ง ปัญหาเรื่อง “น้ำ” จึงค่อยๆ กลายเป็นความขัดแย้งระหว่าง “คน”

เขาและเครือข่ายประชาคมคนรักแม่กลอง จึงเริ่มเปลี่ยนวิธีคิดจากการหาว่า “ใครผิด” มาเป็นการชวนคนทั้งสองฝั่งกลับมามอง “ปัญหา” ร่วมกัน ภายใต้แนวคิดสำคัญว่ามองปัญหาเป็นศัตรูไม่ใช่มองคนเป็นศัตรู

จากคนที่เคยอยู่ต่างฝั่ง จึงเริ่มกลับมาพูดคุย เปิดเวที เก็บข้อมูล และใช้งานวิจัยชุมชน เพื่อทำความเข้าใจทั้งธรรมชาติของน้ำและความต้องการของคนในพื้นที่ จนองค์ความรู้จากชาวบ้านถูกนำมาต่อยอดเป็น “ประตูระบายน้ำบานหับเผย” ที่เปิด–ปิดตามธรรมชาติของน้ำ ช่วยให้การจัดการน้ำสอดคล้องกับระบบนิเวศและวิถีของชุมชนมากขึ้น ช่วยลดความขัดแย้งเรื่องการใช้น้ำ ระหว่างชาวบ้านฝั่งน้ำจืด และฝั่งน้ำเค็ม-น้้ำกร่อย เกื้อหนุนอาชีพ สร้างรายได้ และเศรษฐกิจชุมชนที่ยั่งยืน

แต่สิ่งสำคัญกว่านวัตกรรม คือกระบวนการที่ทำให้คนต่างฝั่งน้ำกลับมาสร้างทางออกร่วมกัน จากความรู้ของคนในพื้นที่ ผสานกับงานวิจัยและความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ จนแนวทางดังกล่าวถูกนำไปต่อยอดและขยายผลในพื้นที่อื่น

ชุมชนแพรกหนามแดงจึงเป็นอีกหนึ่งต้นแบบ “การจัดการน้ำอย่างยั่งยืน” ที่อาจไม่ได้เริ่มจากการทำให้ทุกคนคิดเหมือนกัน แต่คือการทำให้ “คนที่คิดต่าง” สามารถกลับมามองปัญหาเดียวกัน และร่วมกันสร้างทางออกที่เหมาะกับพื้นที่ เพราะเมื่อเลิกมอง “คน” เป็นปัญหา ทำให้ความขัดแย้งที่ยาวนานเปลี่ยนเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือได้

 คนึงนิตย์ ชะนะโม เกษตรกรรุ่นใหม่  ผู้ก่อตั้ง  “ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี จังหวัดบุรีรัมย์”
๐ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี บุรีรัมย์
จาก “การจัดการน้ำ” สู่ “การจัดการทรัพยากร”

“ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี จังหวัดบุรีรัมย์” ศูนย์การเรียนรู้
ต้นแบบเกษตรอัจฉริยะบนพื้นที่ 500 ไร่ บ้านลุงม่วง ต.โคกล่าม อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ที่ผสานพลัง
ภูมิปัญญาชาวบ้านกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ สร้างความมั่นคงทางอาหารและอาชีพที่ยั่งยืนให้ชุมชน ก่อตั้งโดย คนึงนิตย์ ชะนะโม เกษตรกรรุ่นใหม่

เธอเล่าว่า จุดเริ่มต้นจากการกลับมาเรียนรู้พื้นที่บ้านเกิด ผ่านความสัมพันธ์ของ “ดิน น้ำ ข้าว” ทดลองปลูกและเลือกพันธุ์ข้าวให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ พร้อมเรียนรู้ การบริหารจัดการพื้นที่และน้ำ โดยใช้ระบบ “แก้มลิง” เก็บกักน้ำไว้ใช้ในการเกษตรและรับมือกับภาวะภัยแล้ง ควบคู่กับการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในระบบน้ำและการเพาะปลูก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต

จากการเรียนรู้และลงมือทำในพื้นที่ของตัวเอง ความรู้ค่อยๆ ขยายจาก “คนเดียว” สู่ “เครือข่าย” เกิดการรวมกลุ่มชาวนาไทอีสาน เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ อนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์ข้าว ก่อนต่อยอดสู่พื้นที่เรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ เปิดโอกาสให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ตั้งแต่การปลูก แปรรูป ไปจนถึงการสร้างรายได้จากผลผลิต

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการจัดการน้ำเพื่อการเกษตร แต่คือการนำ “น้ำ” มาเป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญของ
การสร้างชุมชนเข้มแข็ง เมื่อคนในพื้นที่มีทั้งความรู้ สามารถจัดการทรัพยากรให้เหมาะกับพื้นที่ มีความมั่นคงทาง
อาหาร สร้างรายได้ และส่งต่อองค์ความรู้ระหว่างกัน จึงช่วยเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตัวเอง และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น

จาก “คนหนึ่งคน” สู่ “เครือข่าย” จาก “การจัดการน้ำ” สู่ “การจัดการทรัพยากร” และจาก “องค์ความรู้ในพื้นที่” สู่ “ความเข้มแข็งของทั้งชุมชน”


๐ ทรงวาด เปลี่ยนสู่ย่านสร้างสรรค์
แลนด์มาร์กใหม่ด้านท่องเที่ยว

เกียรติวัฒน์ ศรีจันทร์วันเพ็ญ ผู้นำกลุ่มเมดอินทรงวาด (Made in Song Wat) เล่าว่า “ทรงวาด” ย่านเก่าแก่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เติบโตมากับการค้าและการขนส่งทางน้ำ ขณะเดียวกัน การอยู่ติดแม่น้ำทำให้ชุมชนต้องเผชิญปัญหาน้ำท่วม โดยเฉพาะน้ำหนุนและน้ำเจ้าพระยาล้นตลิ่ง เคยมีน้ำทะลักเข้าท่วมขังช่วงน้ำทะเลหนุนสูง ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือน ร้านค้า และธุรกิจในพื้นที่

แม้ช่วงหลายปีที่ผ่านมา กทม. ได้พัฒนาท่อระบายน้ำขนาดใหญ่บริเวณ ถ.ทรงสวัสดิ์ ถ.เยาวราช และ 
ถ.เจริญกรุง เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมขังเรื้อรังและระบายน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาโดยตรง การสร้างแนวป้องกันน้ำท่วม โดยได้รับความร่วมมือจากชุมชนริมน้ำในพื้นที่ ซึ่งดำเนินการแล้วประมาณ 90% รวมถึงการติดตามระดับน้ำเพื่อเตรียมพร้อมรับมือน้ำหนุน ช่วยให้ผลกระทบจากน้ำท่วมลดลงและน้ำสามารถระบายได้รวดเร็วกว่าในอดีต แต่การปรับตัวของทรงวาดไม่ได้เกิดขึ้นกับเรื่อง “น้ำ” เพียงอย่างเดียว ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ทำให้ธุรกิจในย่านได้รับผลกระทบอย่างมาก กระทั่งเมื่อการระบาดเริ่มคลี่คลาย เทรนด์การท่องเที่ยวแบบ Slow Life ในย่านเมืองเก่า (Old Town) กลับมาได้รับความนิยม

ดังนั้น ผู้ประกอบการกว่า 10 ร้านค้าในย่าน ได้รวมตัวกันผลักดันให้ทรงวาดเป็นแลนด์มาร์คใหม่ ผ่านแนวคิด Old Meets New นำต้นทุนเดิมทั้งอาคารเก่า ธุรกิจดั้งเดิม ศาสนสถาน ซึ่งมีทั้งวัดพุทธ ศาลเจ้าจีน และมัสยิดอิสลาม รวมถึงวัฒนธรรม มาผสมผสานและต่อยอดกับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ทั้งคาเฟ่ แกลเลอรี ร้านอาหารสมัยใหม่ ที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่เข้าด้วยกัน รวมถึงการจัดงาน "Song Wat Week" และเทศกาลแสงไฟประจำปีอย่าง "Awakening Song Wat" ที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ ฟื้นชีวิตให้ย่านทรงวาดกลับมาคึกคักและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ
ให้กับย่านอีกครั้ง

ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 130 ร้านค้า มีนักท่องเที่ยวมาเยือนประมาณ 5,000 คนต่อวัน ส่วนในวันหยุดหรือช่วงจัดกิจกรรมมีนักท่องเที่ยวมากกว่าวันละ 10,000 คน สร้างรายได้ทั้งย่านราว 10-40 ล้านบาทต่อเดือน และหากในอนาคต สามารถออกแบบโครงสร้างป้องกันน้ำได้มากกว่าแค่ “กันน้ำ” แต่ออกแบบให้เชื่อมกับพื้นที่สาธารณะ การเดินเท้า และกิจกรรมทางเศรษฐกิจริมแม่น้ำ จะเป็นการมองไกลกว่าการแก้ปัญหา แต่เป็นการสร้างโอกาสใหม่อีกด้วย

ย่านทรงวาดจึงเป็นอีกหนึ่งต้นแบบ Water Resilience ที่ทำให้เห็นว่า “การอยู่กับน้ำไม่ใช่แค่การป้องกันความเสี่ยง แต่คือการปรับตัวให้ชุมชนยังใช้ชีวิต รักษาอัตลักษณ์ และเติบโตไปพร้อมกับน้ำได้”

รองศาสตราจารย์ ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
๐ จาก “Water Resilience” สู่ “Water Economy”
กทม.พร้อมรับมือด้วยข้อมูลอัจฉริยะ ย้ำให้ทุกคนเป็น Active Citizen

นอกจากนี้ การเสวนาในหัวข้อ “ประเทศไทยจะทำอย่างไรให้ทุกจังหวัดก้าวสู่การเป็น Water Smart Community” ประกอบด้วย 3 หน่วยงานสำคัญ เพื่อให้เห็นแนวทางในอนาคตและการขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรม นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงการบริหารจัดการน้ำในกรุงเทพมหานครว่า ความเสี่ยงจากน้ำท่วมของกรุงเทพฯ มาจาก 3 ปัจจัยหลักคือ น้ำฝน น้ำเหนือ และน้ำหนุน ขณะที่พื้นที่ของกรุงเทพฯ อยู่ในระดับต่ำ แต่มี “ระบบป้องกัน” ปิดล้อมน้ำจากแม่น้ำไม่ให้เข้าสู่เมืองพร้อมกับมีการสูบน้ำออก เพื่อไม่ให้น้ำท่วม ซึ่งการระบายน้ำ สำหรับน้ำฝนทั้งหมดเป็นการระบายลงคลอง แล้วสูบออกแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีทั้งหมด 14 คลองหลัก นอกจากนี้ ยังมี “อุโมงค์ระบายน้ำ” 5 แห่ง ที่เป็นเหมือนทางด่วนให้น้ำจากคลองหลัก เช่น คลองแสนแสบ คลองลาดพร้าว สามารถไหลออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาได้โดยตรง

อีกส่วนสำคัญคือ มีการเก็บ “ข้อมูลจุดท่วม” และสถิติน้ำฝนในช่วงเดือนกันยายน 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่มีปริมาณฝนหนักถึง 800 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 เท่า ในช่วง 30 ปี จึงสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาใส่ในแผนที่ได้ถึง 737 จุด แบ่งเป็น จากน้ำฝน 617 จุด และจากน้ำเหนือกับน้ำหนุน 120 จุด ทำให้ได้ข้อมูลสำคัญเป็นพื้นฐานในการจัดการน้ำต่อมา และมีการใช้ข้อมูลใหม่มาประกอบการบริหารจัดการ เช่น การอุดตันของบางจุดซึ่งเป็นผลกระทบจากการก่อสร้างรถไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม กทม.มีการงานแผนและจัดทำโครงการต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาและเตรียมรับมืออย่างเต็มที่ โดยแต่ละโครงการมีเป้าหมายชัดเจน เช่น ถนนรัชดาบริเวณหน้าศาลอาญาซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่มีการท่วมซ้ำซาก จะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างเห็นผลในปีนี้ เป็นต้น ขณะที่ ปัญหาจากน้ำเหนือสามารถคาดการณ์ได้เพราะรู้ล่วงหน้า

“โดยสรุปคือเราวิเคราะห์ปัญหาจากข้อมูล การใช้เครื่องมือหรือเทคโนโลยีต่างๆ เพิ่มขึ้น เช่น เรดาร์เพื่อการพยากรณ์ที่ทันสถานการณ์มากขึ้น และระบบเซ็นเซอร์วัดระดับน้ำในคลอง เพื่อนำมาประกอบการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แต่ย้ำว่าการเป็น Active Citizen ของทุกคนที่ช่วยกันแจ้งข้อมูลมายังส่วนกลางมีความสำคัญมากเช่นกัน”

 ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน.
๐ สสน.เสริมแกร่งชุมชน ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ด้าน ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. กล่าวถึงระบบบริหารการจัดการน้ำที่จะช่วยให้ชุมชนต่างๆ จัดการน้ำได้อย่างทันท่วงทีว่า “เราให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขณะที่ ประเทศไทยต้องสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลไปกับอุทกภัย และผู้คนกว่า 8 ล้าคนที่ได้รับผลโดยตรง พร้อมทั้งวิกฤตการณ์ climate change ที่ทำให้เกิดน้ำท่วมและน้ำแล้งรุนแรง ส่งผลให้ทุกคนต้องปรับตัว ที่ผ่านมา สสน.มีการรวบรวมข้อมูลจาก 56 หน่วยงาน ภายใต้ 13 กระทรวง เพื่อนำมาทำ 12 แบบจำลองโดยละเอียด สามารถชี้เป้าในระดับตำบล ให้ชุมชนสามารถนำข้อมูลไปจัดการได้ทันที”

“พร้อมทั้ง แพลทฟอร์ม Thai Water ที่รวบรวมข้อมูลสำคัญทำให้ประชาชนเข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายๆ ประกอบกับแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการจัดการทรัพยากร ด้วยการคิดอย่างมีเหตุผล ค้นหาต้นตอของปัญหา และมีกติกาในการจัดการ ซึ่งท้ายที่สุดจะมีภูมิคุ้มกัน ด้วยการนำองค์ความรู้มาปรับใช้ ทำให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน”

“หลายชุมชนที่เราทำงานด้วยสามารถพัฒนาคน พัฒนาพื้นที่ และยกระดับคุณภาพชีวิต เราจัดกลุ่มเป้าหมายเป็น 3 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ กลุ่มที่สามารถดูแลตนเองได้ในระดับหมู่บ้านเกิดขึ้นแล้ว กลุ่มที่ดูแลในระดับตำบล และกลุ่มที่ดูแลในระดับเครือข่ายลุ่มน้ำ ซึ่งวันนี้มีกว่า 1,800 หมู่บ้านทั่วประเทศ โดยกว่า 400 หมู่บ้านมีความพร้อมในเรื่องเครือข่ายเตือนภัย และจะขยายไปในอนาคต”

“มีตัวอย่างหนึ่งในความสำเร็จของการร่วมมือกันคือ การร่วมกับอบจ.ที่จังงหวัดแพร่ วิเคราะห์แก้ปัญหาน้ำในพื้นที่ได้สำเร็จ จากชุมชนยากจนที่สุดกลายเป็นชุมชนที่สร้างเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคง ส่วนแนวทางต่อไปคือการนำนวัตกรรมให้เข้าถึงประชาชน โดยมีการนำข้อมูลทั้งหมดมาจัดการร่วมกัน ฐานข้อมูลเดียวกัน เข้าถึงได้ทุกคน ขณะที่ โมเดลการแก้ปัญหาได้สำเร็จมีครบแล้ว เช่น พื้นที่ป่าต้นน้ำ พื้นที่แหล่งน้ำ พื้นที่ท่วม-แล้งซ้ำซาก เป็นต้น รวมถึง มีการสร้างเศรษฐกิจชุมชนเพื่อเป็นแหล่งทุนให้ชุมชนสามารถนำมาบริหารจัดการพื้นที่ของตนเอง และเป็นกองทุนเพื่อช่วยผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่อีกด้วย”

ดร.รอยบุญ ย้ำว่า “การที่คนใน 3จังหวัดชายแดนใต้สามารถบอกให้คนหาดใหญ่อพยพได้แพราะเรามีข้อมูลอยู่แล้ว โดยใช้ช้อมูลที่สสน.บอกโมเดลล่วงหน้า ซึ่งชี้เป้าว่าจะเกิดน้ำท่วมหาดใหญ่ โดยชุมชนมอนิเตอร์ต่อด้วยความเข้าใจ นี่คือสิ่งที่เราต้องการสื่อสาร ซึ่งอีกตัวอย่างที่ทำให้เห็นถึงความร่วมมือของรัฐ เอกชน และประชาชน คือการที่สสน.ได้รับโจทย์ให้แก้ปัญหาน้ำท่วมร่วมกับเทศบาลทุ่งสง โดยการทำระบบลุ่มน้ำตรัง ซึ่งน้ำที่หลากในลุ่มน้ำตรังมาจากต้นน้ำ จึงต้องคุยกับลุ่มน้ำก่อน โดยมีเอสซีจีสนับสนุนและไปเริ่มแก้ไขจากต้นทาง ซึ่งพบว่ามีปัญหาทั้งน้ำหลากและน้ำแล้ง เมื่อแก้ปัญหาแล้งทั้งพื้นที่ซึ่งเป็นการช่วยการประปาส่วนภูมิภาคไปในเวลาเดียวกัน”

“นอกจากนี้ ยังชวนให้ชุมชนสร้างรายได้แบบรายวัน รายเดือน รายปี ด้วยการทำเกษตรเพาะปลูกพืชพรรณต่างๆ ทำให้พื้นที่นี้มีระบบตั้งแต่การเตือนภัยระดับหมู่บ้าน ไปจนถึงเทศบาลเมืองทุ่งสง และทำงานร่วมกับจากต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เริ่มจากในปีแรกที่มีการจัดพื้นที่อพยพใหม่ มีระบบเตือน ระบบเฝ้าระวังในพื้นที่ มีการเตรียมพร้อม ทั้งท้องถิ่นและประชาชน ขณะที่ เทศบาลเมืองทุ่งสงซึ่งอยู่ปลายน้ำมีการทำผังน้ำในพื้นที่ร่วมกัน เมื่อน้ำหลากผ่านมาใช้เวลา 6 ชั่วโมงสามารถระบายลงได้ตามแผนการ”

“ในส่วนของเยาวชนมีส่วนร่วมกับสสน.มาตั้งแต่ 15 ปีก่อนจนถึงปัจจุบัน ตัวอย่างปัญหาน้ำท่วมป่าพะยอมมานานนับสิบๆ ปี แต่เมื่อเยาวชนมาช่วยกันนำวัชพืชต้นเหตุของปัญหาออกไป ทำให้ชุมชนรู้ว่าการเข้ามาร่วมมือกันแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้จริงและขยายผลไปยังชุมชนอื่นๆ ได้ด้วย ปัจจุบันมี 32 ชุมชนซึ่งได้รับการยกระดับเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดีในระดับต่างๆ และสามารถลดค่าใช้จ่ายของรัฐในการจ่ายค่าชดเชยความเสียหายได้ถึงกว่า 8,000 ล้านบาท ด้วยการคิดแบบมีเหตุผล คิดให้ตรงจุด ส่วนเทคโนโลยีวันนี้อยู่ใกล้ตัวคือในสมาร์ทโฟน ขอเพียงทุกคนเริ่มต้นทุกชุมชนในประเทศไทยจะเป็น Water Smart Community”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
๐ แนะมองคำตอบ แก้โจทย์สมัยใหม่

ในส่วน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า “แม้ว่าแต่ละชุมชนจะสามารถจัดการปัญหาได้ แต่การมองเป็นภาพใหญ่ก็มีความจำเป็น เช่น น้ำเหนือซึ่งหากพื้นที่ด้านบนหรือต้นน้ำมีการจัดการที่ดีจะช่วยให้พื้นที่ด้านล่างได้รับผลกระทบน้อยลง นอกจากนี้ พื้นที่แต่ละแห่งมีปัญหาแตกต่างกันทำให้การแก้ไขต่างกัน เช่น Rain Bomb ที่หาดใหญ่ หากเกิดในกรุงเทพฯ จะเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลแน่นอน แต่จะแก้ปัญหาด้วยวิศวกรรมอย่างเดียว เช่น สร้างเขื่อน เป็นไปไม่ได้ จึงน่าจะนำมาตรการ soft side เช่น การแจ้งเตือน มาร่วมแก้โจทย์หรือความเสี่ยงสมัยใหม่”

“อย่างไรก็ตาม หัวใจของความสำเร็จคือ ต้องคิดแบบองค์รวมเพื่อมองให้เห็นภาพใหญ่ และความร่วมมือในการบริหารจัดการ โดยสร้างกระบวนการกับคนขึ้นมา เพราะแม้ว่าการจัดการแบบ Top Down จะดี แต่หากการจัดการแบบ Bottom Up ไม่ดี จะแก้ปัญหาไม่สำเร็จ เช่น ปัญหาของจังหวัดนครปฐม เป็นต้น เพราะแม้จะนำโครงการเข้าไปช่วยแก้ไข และแก้โจทย์การทำงานแบบ Silo ได้แล้ว แต่ชุมชนไม่ร่วมมือกันจะไม่เกิดผลที่ยั่งยืน เมื่อโครงการจบการขับเคลื่อนก็หยุดไปด้วย จึงต้องสร้างกลไก สร้างคนและสร้างความรู้สึกการเป็นเจ้าของที่ต้องช่วยกันทำอย่างต่อเนื่องจริงจังด้วยใจ”

ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องราวและประสบการณ์ตรงจากส่วนหนึ่งของชุมชบต้นแบบ Water Smart Community พร้อมแนวทางการขับเคลื่อนจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ทุกจังหวัดในประเทศไทยสามารถก้าวสู่การเป็น Water Smart Community และการก้าวจาก “Water Resilience” สู่ “Water Economy” ได้อย่างยั่งยืน