เหยื่อที่เพิ่งเสียเงินให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ไปหนึ่งรอบ กลับต้องเจอกับดักซ้อนอีกชั้น จากมิจฉาชีพที่ตั้งเพจปลอมอวดอ้างว่า "ช่วยติดตามเงินคืนได้" หลอกซ้ำผ่านไลน์จนสูญเงินเพิ่มอีกกว่า 1.26 ล้านบาท ก่อนเงินก้อนนั้นจะถูกส่งต่อผ่านบัญชีม้าหลายทอดและแปลงสภาพเป็นคริปโทเคอร์เรนซีอย่างรวดเร็ว ล่าสุดสำนักงาน ปปง. สั่งอายัดสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่ารวมกว่า 83.7 ล้านบาท ตัวเลขที่มากกว่าความเสียหายที่แจ้งไว้ถึง 66 เท่า คำถามจึงไม่ใช่แค่ "ยึดได้เท่าไร" แต่คือ "เงินก้อนนี้มาจากเหยื่อกี่ราย" และเครือข่ายนี้โยงกับจุดพักเงินสีเทาแถวชายแดนกัมพูชาลึกแค่ไหน
จากรายงานของสำนักข่าวอิศรา สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ออกคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรมที่ ย. 187/2569 ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2569 อายัดสินทรัพย์ดิจิทัล 2 รายการ ในบัญชีซื้อขายคริปโตฯ ชื่อนายณัฐวุฒิ พร้อมดอกผล มูลค่ารวมประมาณ 83,718,711.35 บาท เป็นเวลาไม่เกิน 90 วัน มีผลถึงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 คดีนี้ต้นทางมาจากสถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก ที่สืบสวนเครือข่ายใช้เพจเฟซบุ๊กปลอมหลอกผู้เสียหายว่าสามารถติดตามเงินที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โกงไปคืนได้ เมื่อเหยื่อติดต่อผ่านไลน์ คนร้ายก็สร้างเรื่องว่าเงินของเหยื่อ "ถูกนำไปฟอกเงิน" หลอกให้โอนเงินตามคำสั่งรวม 16 ครั้ง มูลค่า 1,269,130 บาท
จุดที่น่าสนใจกว่าตัวเลขความเสียหายคือชั้นเชิงการฟอกเงิน เส้นทางการเงินชี้ว่าเครือข่ายนี้ใช้วิธีโอนต่อกันเป็นทอดๆ จากบัญชีรับโอนแถวแรกไปยังแถวสองในเวลาไล่เลี่ยกัน ก่อนสวิตช์เข้าสู่บัญชีผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อแปลงเป็นคริปโทเคอร์เรนซีทันที เป็นสูตรฟอกเงินมาตรฐานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ยุคใหม่ที่ใช้ความเร็วและจำนวนชั้นบัญชีม้าเป็นเกราะกันการตรวจสอบ ยิ่งกว่านั้น ปปง. ยังตรวจพบพิกัดการทำธุรกรรมบางบัญชีอยู่ในอาคารสูง 25 ชั้น และคาสิโนคราวน์ เมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ถูกจับตาซ้ำแล้วซ้ำเล่าในฐานะฐานปฏิบัติการของเครือข่ายสแกมข้ามชาติในภูมิภาคอาเซียน สะท้อนว่าเงินของเหยื่อคนไทยไม่ได้หมุนอยู่แค่ในประเทศ แต่ไหลออกไปพักตัวในพื้นที่ที่กฎหมายไทยเอื้อมไปไม่ถึงโดยตรง
ในทางกฎหมาย พฤติการณ์เข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และฟอกเงิน ตามมาตรา 3 และมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน 2542 ประกอบ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ 2556 ศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหาแล้ว และพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้อง แต่สิ่งที่ต้องย้ำคือคำสั่งอายัดครั้งนี้เป็นเพียง "มาตรการชั่วคราว" ไม่เกิน 90 วัน ไม่ใช่การริบทรัพย์ถาวร ผู้ถูกอายัดยังมีสิทธิยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งได้ภายใน 30 วันนับแต่วันรับแจ้ง กระบวนการจะต้องเดินหน้าเข้าสู่ชั้นศาลเพื่อริบทรัพย์เด็ดขาดอีกหลายขั้น ซึ่งกินเวลาไม่น้อย และในระหว่างนั้นทรัพย์สินดิจิทัลที่อายัดไว้ยังฝากไว้ในความดูแลของผู้ให้บริการแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงเรื่องการดูแลรักษาสินทรัพย์ระหว่างกระบวนการยังเป็นจุดที่สังคมควรตั้งคำถามไม่แพ้ตัวเลขที่ยึดได้
ประเด็นที่ควรตั้งข้อสังเกตต่อคือส่วนต่างมหาศาลระหว่างมูลค่าที่อายัด 83.7 ล้านบาท กับความเสียหายที่แจ้งไว้เพียง 1.26 ล้านบาท ตัวเลขนี้บ่งชี้ชัดว่าบัญชีเดียวกันน่าจะเป็นทางผ่านของเงินจากผู้เสียหายรายอื่นอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการแจ้งความ หรือคดีอื่นที่ยังไม่ถูกโยงเข้าด้วยกัน การไล่ตามเป็นรายคดีแบบนี้จึงเห็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ขณะที่ตัวเครือข่ายจริงอาจใหญ่กว่าที่ปรากฏในคำสั่งหลายเท่าตัว
ภาพรวมของคดีนี้ตอกย้ำแนวโน้มที่ ปปง. และตำรวจไทยเผชิญมาต่อเนื่อง นั่นคือคริปโทเคอร์เรนซีกลายเป็นช่องทางหลักในการฟอกเงินของแก๊งสแกมออนไลน์ เพราะโอนข้ามพรมแดนได้เร็ว ตรวจสอบยาก และมีจุดพักเงินในประเทศเพื่อนบ้านรองรับพร้อมเสมอ การที่ ปปง. ขยับเร็วขึ้นในการอายัดบัญชีซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลถือเป็นสัญญาณบวก แต่ตราบใดที่ฐานปฏิบัติการข้ามแดนอย่างปอยเปตยังลอยนวล ความร่วมมือระหว่างไทย-กัมพูชาในการปราบปรามยังไม่แน่นพอ เครือข่ายเหล่านี้ก็พร้อมงอกใหม่ในรูปแบบเดิม เปลี่ยนแค่ชื่อเพจกับหน้าม้าบัญชี
สำหรับประชาชน บทเรียนสำคัญของคดีนี้คือการเตือนสติเรื่อง "มิจฉาชีพซ้อนมิจฉาชีพ" ใครที่เคยตกเป็นเหยื่อคอลเซ็นเตอร์มาแล้ว มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกเล็งเป็นเป้าหมายรอบสองจากผู้แอบอ้างว่าช่วยติดตามเงินคืนได้ หน่วยงานรัฐไม่มีช่องทางที่ให้บุคคลภายนอกมาอาสาติดตามเงินคืนแบบส่วนตัวผ่านไลน์ หากพบเพจลักษณะนี้ควรตัดการติดต่อทันทีและแจ้งเบาะแสต่อ ปปง. หรือตำรวจโดยตรง ไม่ใช่หลงเชื่อโอนเงินซ้ำเข้าไปในวงจรฟอกเงินที่สุดท้ายไหลไปโผล่คาสิโนชายแดน