ระหว่างที่ตำรวจไทยกำลังประสานอินเตอร์โพลขอออกหมายแดงตามล่าตัว และผู้เสียหายนับสิบนับร้อยรายยังรอความยุติธรรมจากคดีฉ้อโกงคริปโตที่ประเมินความเสียหายทะลุ 1,300 ล้านบาท นายวรวัฒน์ นาคแนวดี หรือ "แอ็คมี่" กลับเลือกเดินหน้าเปิดเกมระดมทุนรอบใหม่ ผ่านการไลฟ์สดจากต่างแดน พร้อมสินค้าตัวใหม่ในชื่อเหรียญ JET นี่ไม่ใช่แค่ความหน้าด้านของคนคนหนึ่ง แต่คือกระจกสะท้อนว่าระบบบังคับใช้กฎหมายคริปโตของไทยยังมีรูรั่วระดับจักรวาล
คัมแบ็กกลางวงล้อมคดี
ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา นายวรวัฒน์กลับมาไลฟ์สดเทรดผ่านช่องยูทูบ AcmeTraderist ในซีรีส์ "TRADE FOR ACT 5TH" ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 22 พฤศจิกายนนี้ นับเป็นการกลับมาไลฟ์เทรดครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปี ในไลฟ์ดังกล่าว "ลิงดำ" ออกมายอมรับเองว่าช่วง 2 ปีที่หายไปนั้นไปพำนักอยู่ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานก่อนหน้าที่ระบุว่าเขาเดินทางออกนอกประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 และเชื่อว่าไปอยู่ที่ดูไบ
ที่น่าตกใจกว่าคือ ในไลฟ์เดียวกัน "ลิงดำ" ยังคงพูดในฐานะผู้ก่อตั้งเหรียญ ACT อย่างเต็มปาก อ้างว่ามีผู้ถือเหรียญราว 169,000-170,000 คน พร้อมประกาศว่า ACT จะไม่มีวันนำเข้าจดทะเบียนซื้อขายบนกระดานเทรดแบบรวมศูนย์เลย โดยให้เหตุผลว่าเพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการยืนยันตัวตนและการอายัดเงิน พูดง่ายๆ คือประกาศต่อหน้าสาธารณะว่าจะเล่นเกมนี้แบบไม่ให้เจ้าหน้าที่ตามอายัดทรัพย์ได้ตลอดไป
เกมใหม่ ชื่อ "JET" หาเงินใหม่ แต่กลไกเดิม
ไฮไลต์ของไลฟ์คัมแบ็กครั้งนี้ คือการเปิดขายเหรียญดิจิทัลตัวใหม่ชื่อ JET แบบพรีเซลในราคา 0.65 ดอลลาร์ต่อเหรียญ ตั้งเป้าราคาเปิดเทรดไว้ที่ 1 ดอลลาร์ โดยวางกลไกให้กำไรจากการไลฟ์เทรดถูกนำไปสมทบซื้อเหรียญ ACT และ JET สะสมต่อเนื่องตลอด 3 เดือน ฟังดูเป็นแคมเปญการลงทุนธรรมดา แต่ต้องไม่ลืมว่านี่คือการระดมเงินจากประชาชนรอบใหม่ ในขณะที่คดีเดิมเกี่ยวกับเหรียญ ACT และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องยังไม่จบ และผู้ร่วมขบวนการ 3 รายที่ถูกจับกุมในไทย รวมถึงพี่ชายของนายวรวัฒน์เอง ก็ยังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม
ย้อนไทม์ไลน์คดีพันล้าน จาก 1000x.live ถึงหมายแดง
เรื่องทั้งหมดไม่ได้เพิ่งเริ่ม จุดแรกย้อนไปปี 2566 ที่สำนักงาน ก.ล.ต. กล่าวโทษนายวรวัฒน์ เจ้าของเพจ Acme Traderist ฉายา "วาฬบิทคอยน์" กรณีเปิดแพลตฟอร์ม 1000x.live โดยไม่ได้รับอนุญาต รูปแบบคือชักชวนอ้างผลตอบแทนสูงถึง 200 เปอร์เซ็นต์ผ่านกิจกรรมเทรดโชว์กำไรแบบก็อปปี้เทรด แต่พอถอนเงินจริงกลับทำไม่ได้ เมื่อแพลตฟอร์มแรกเริ่มถูกจับตา เครือข่ายก็ย้ายไปเปิด Wowbit พร้อมสร้างเหรียญ ACT Coin ขึ้นมาใหม่ ชักชวนให้ซื้อมาฝากออมโดยสัญญาดอกเบี้ยสูงลิ่ว
วันที่ 10 มีนาคม 2569 ตำรวจ บก.ปอศ. แถลงว่า มีผู้เสียหายแจ้งความแล้ว 61 ราย ความเสียหายเบื้องต้น 76 ล้านบาท และเชื่อว่ายอดจริงน่าจะทะลุหลักร้อยล้านบาท พร้อมประสานส่งข้อมูลไปยัง Interpol เพื่อขอออกหมายแดง ข้อหาที่นายวรวัฒน์ต้องเผชิญครอบคลุมทั้งพ.ร.ก.การกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และฉ้อโกงประชาชนโดยตรง ที่สำคัญคือ ก.ล.ต. เคยร้องทุกข์ดำเนินคดีเขาไว้แล้วถึง 2 คดีในปี 2568 คดีแรกส่งสำนวนถึงอัยการและออกหมายจับแล้ว ส่วนคดีที่สองมีผู้เสียหายประมาณ 40 ราย เสียหาย 10 ล้านบาท ก็ออกหมายจับแล้วเช่นกัน
สิ่งที่น่าขนลุกที่สุดคือ แม้มีหมายจับมาก่อนหน้านี้แล้ว ก็ยังมีประชาชนหลงเชื่อมาลงทุนต่อเนื่อง เพราะนายวรวัฒน์อ้างว่าหมายจับที่มีอยู่เป็นของปลอม พร้อมใช้ภาพถ่ายร่วมกับบุคคลสำคัญสร้างความน่าเชื่อถือ นี่คือตำราการหลอกลวงชั้นสูงที่อาศัยภาพลักษณ์บดบังข้อเท็จจริงทางกฎหมาย
ฟอกเงิน 549 ล้าน ผ่าน DeFi จับได้แค่เบี้ยล่าง ตัวการยังลอยนวล
เดือนกรกฎาคม 2569 คดีขยายผลหนักขึ้นไปอีก เมื่อตำรวจสอบสวนกลางเปิดปฏิบัติการ Operation Crypto Illusion ย้อนเส้นเงินไปตั้งแต่ 20 มีนาคม 2569 พบเงินหมุนเวียนในบัญชีนอมินีสูงกว่า 549 ล้านบาท โดยขบวนการใช้วิธีเดินสายถอนเงินสดกระจายหลายสาขาในวันเดียวกัน ก่อนแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลและฟอกผ่านระบบ DeFi เพื่ออำพรางเส้นทางการเงิน ปฏิบัติการนี้จับกุมผู้ต้องหาได้ 3 ราย ได้แก่ น.ส.จุฑามาศ นายอติชาต ผู้เป็นพี่ชายของแอ็คมี่ซึ่งถูกจับกุมขณะกำลังขึ้นเครื่องบินที่ท่าอากาศยานดอนเมือง และนายศักดินา ส่วนตัวการหลักอย่างนายวรวัฒน์และกรรมการบริษัท 1000X สัญชาติฟิลิปปินส์ยังคงหลบหนีอยู่ต่างประเทศ ที่น่าเจ็บใจคือ แม้ตรวจพบหลักฐานทางการเงินชัดเจนในดิจิทัลวอลเล็ตทั้งในและต่างประเทศ แต่ยอดเงินที่เหลือในวอลเล็ตกลับน้อยมาก ไม่ถึงหลักล้านบาท เงินของเหยื่อถูกโยกออกไปหมดแล้วก่อนเจ้าหน้าที่จะตามทัน
สังคมไทยตั้งคำถาม หน่วยงานรัฐ "ไร้น้ำยา?"
ทำไมคนที่มีคดีความชัดเจนถึงสามคดี ทั้งจาก ก.ล.ต. และตำรวจ ทำไมถึงยังไลฟ์สดขายผลิตภัณฑ์การลงทุนตัวใหม่ได้อย่างเปิดเผยจากต่างประเทศ โดยไม่มีกลไกใดสกัดกั้นแบบทันท่วงที คำตอบตรงไปตรงมาคือ ระบบกำกับดูแลคริปโตของไทยยังเป็นระบบตั้งรับ รอให้มีผู้เสียหายมาแจ้งความก่อนถึงจะขยับ ขณะที่ผู้กระทำผิดใช้ความเร็วของแพลตฟอร์มดิจิทัลและการอยู่นอกเขตอำนาจศาลไทยเป็นเกราะป้องกันตัวเองได้อย่างสบาย
การประกาศตรงๆ ว่าจะไม่ขึ้นเหรียญบนกระดานเทรดแบบรวมศูนย์เพื่อหนี KYC และการอายัด ไม่ใช่แค่กลยุทธ์ทางธุรกิจ แต่คือการวางแผนหลบเลี่ยงกฎหมายฟอกเงินอย่างเป็นระบบ ซึ่งหน่วยงานไทยควรตีความให้ชัดว่าเข้าข่ายเจตนาหลีกเลี่ยงมาตรการ AML หรือไม่
5 ข้อเสนอ ต้องล้อมคอกก่อนวัวหาย ไม่ใช่เอะอะอะไรก็จะถอดบทเรียน
1.สำนักงาน ก.ล.ต. ต้องมีระบบเฝ้าระวังเชิงรุกที่ตรวจจับผู้มีคดีความหรือถูกกล่าวโทษมาก่อน แล้วยังเคลื่อนไหวชักชวนลงทุนผ่านโซเชียลมีเดียหรือไลฟ์สตรีมมิ่ง พร้อมอำนาจสั่งระงับเนื้อหาเหล่านั้นผ่านความร่วมมือโดยตรงกับแพลตฟอร์มอย่างยูทูบและเฟซบุ๊ก ไม่ต้องรอผู้เสียหายรายใหม่มาแจ้งความก่อน
2.ต้องมีบัญชีดำสาธารณะแบบเรียลไทม์ รวบรวมชื่อบุคคลและเหรียญ/แพลตฟอร์มที่อยู่ระหว่างการสอบสวนหรือถูกกล่าวโทษจาก ก.ล.ต. เผยแพร่ให้ประชาชนตรวจสอบได้ง่ายก่อนตัดสินใจลงทุน ไม่ใช่รอให้คดีถึงชั้นศาลแล้วค่อยประกาศ
3.ตำรวจ ปอศ. และดีเอสไอ ต้องมีกรอบเวลาชัดเจนในการประสาน Interpol และหน่วยงานปลายทาง โดยเฉพาะสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่กลายเป็นจุดหมายยอดนิยมของผู้ต้องหาคดีการเงินไทยหลายราย เพื่อลดช่องว่างเวลาที่ผู้ต้องหาใช้หลบหนีหรือโยกย้ายทรัพย์สินก่อนถูกอายัด
4.ปปง. ต้องเร่งอายัดทรัพย์สินคู่ขนานกับการสืบสวน ไม่ใช่รอผลคดีเป็นทางการ บทเรียนจากคดีนี้ชัดเจนแล้วว่าเงินในวอลเล็ตหายไปเร็วกว่าที่กระบวนการอายัดจะตามทัน
5.ต้องผลักดันแนวปฏิบัติที่กำหนดให้แพลตฟอร์มไลฟ์สตรีมมิ่งมีหน้าที่ตรวจสอบและระงับบัญชีที่มีคดีฉ้อโกงการลงทุนซึ่งเป็นข่าวยืนยันแล้ว คล้ายมาตรการจัดการบัญชีม้าในคดีคอลเซ็นเตอร์ เพราะตราบใดที่ยังไลฟ์ขายของได้อย่างเสรี เหยื่อรายใหม่ก็จะเกิดขึ้นต่อเนื่องไม่มีวันจบ
ความเสียหายซ้ำซาก ที่หน่วยงานรัฐยังหลับไม่ตื่น
คดีแอ็คมี่ วรวัฒน์ ไม่ใช่แค่เรื่องของคนคนเดียวที่หนีคดี แต่คือบททดสอบว่าประเทศไทยพร้อมหรือยังที่จะสร้างระบบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไล่ทันความเร็วของอาชญากรรมข้ามพรมแดน ตราบใดที่ยังตอบคำถามนี้ไม่ได้ วันหนึ่งเหรียญ JET ก็จะเป็นแค่บทที่แล้วของเรื่องราวที่มีภาคต่อไปรอเหยื่อรายใหม่ถูกสังเวยเป็นเหยื่ออยู่เสมอ