กรมพัฒนาธุรกิจการค้าโชว์ผลงานพัฒนาร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น ปี 69 ส่งเสริมความรู้การทำธุรกิจยุคใหม่จำนวน 2,622 ราย ผลักดันเป็นสมาร์ทโชห่วยได้ 102 ร้านค้า และพัฒนาเป็นร้านค้าส่งค้าปลีกต้นแบบอีก 31 ร้านค้า เผยยังได้ดึงร่วมกิจกรรม ไทยช่วยไทย x Local Low Cost เพิ่มโอกาสขายสินค้า ช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนด้วย
นายสถาพร ร่วมนาพะยา รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานแถลงผลการดำเนินงานการพัฒนาธุรกิจค้าส่งค้าปลีก ปี 2569 “ก้าวใหม่ ค้าปลีกไทย : รวมใจ เติบโต ไปด้วยกัน” ณ ชั้น 6 ศูนย์ประชุมกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ว่า ในปีงบประมาณ 2569 กรมได้ดำเนินโครงการสร้างโอกาสและพัฒนาศักยภาพธุรกิจค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น ผ่าน 2 กิจกรรมสำคัญ ได้แก่ กิจกรรมสมาร์ทโชห่วย พลัส และกิจกรรมพัฒนาร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นต้นแบบ เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง นำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
โดยโครงการกิจกรรมสมาร์ทโชห่วย พลัส ได้มุ่งพัฒนาผู้ประกอบการโชห่วยและร้านค้าปลีกรายย่อย พร้อมเสริมสร้างองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการบริหารธุรกิจยุคใหม่ด้วยการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริงและสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยปี 2569 มีผู้ประกอบการที่ผ่านการพัฒนาและเสริมสร้างความรู้จำนวน 2,622 ราย รวมตั้งแต่ปี 2560-69 มีจำนวน 26,554 ราย และยังได้พัฒนาร้านค้าให้เป็นสมาร์ทโชห่วยด้วยการปรับภาพลักษณ์ร้านค้าให้มีความทันสมัย จำนวน 102 ร้านค้า รวมที่ผลักดันแล้วทั้งหมด 8,027 ร้านค้า ครอบคลุม 4 ภูมิภาค
สำหรับกิจกรรมพัฒนาร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นต้นแบบ ได้มุ่งยกระดับร้านค้าท้องถิ่นจากการดำเนินธุรกิจรูปแบบเดิม สู่การมีระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ มีมาตรฐาน และสามารถพัฒนาได้อย่างเป็นระบบ โดยในปี 2569 ได้คัดเลือกร้านค้า 31 ร้านค้า เข้าสู่กระบวนการพัฒนาและให้คำปรึกษาเชิงลึก เพื่อให้สามารถนำคำแนะนำไปปรับใช้ได้จริงและเหมาะสมกับบริบทของแต่ละธุรกิจ และรวมผลการดำเนินการจนถึงปัจจุบัน ได้พัฒนาร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นสู่ ร้านค้าต้นแบบรวมทั้งสิ้น 390 ร้านค้า ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ โดยมุ่งให้ร้านค้าต้นแบบเป็นทั้งต้นแบบและพี่เลี้ยงถ่ายทอดประสบการณ์และองค์ความรู้แก่ร้านค้ารายย่อยในพื้นที่ เกิดการขยายผลจากหนึ่งร้านสู่เครือข่ายร้านค้า และยกระดับธุรกิจค้าส่งค้าปลีกในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่ถือเป็นไฮไลต์ของปีนี้ คือ กิจกรรมไทยช่วยไทย x Local Low Cost โดยได้เชื่อมโยงร้านค้าส่งค้าปลีกกว่า 100 ร้านค้า รวมกว่า 800 สาขาทั่วประเทศเข้าด้วยกัน เพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่ร้านค้าท้องถิ่น เพิ่มช่องทางการเข้าถึงผู้บริโภค และเปิดโอกาสให้ร้านค้าท้องถิ่นมีส่วนร่วมในกิจกรรมส่งเสริมการค้าในระดับประเทศ และช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ซึ่งคาดการณ์การเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 70 ล้านบาท
นายสถาพรกล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ ยังมีกิจกรรมที่ช่วยต่อยอดองค์ความรู้และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยได้รับความร่วมมือจาก 3 หน่วยงาน ได้แก่ บริษัท ธีร์แพลน จำกัด นำเสนอการออกแบบผังร้านและการจัดเรียงสินค้า หรือ Planogram เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพื้นที่ขาย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ depa นำเสนอมาตรการสนับสนุนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้ในธุรกิจ ภายใต้โครงการ AI Transformation รวมถึงแพลตฟอร์มการซื้อขายสินค้าออนไลน์ “รวมมิตร” ซึ่งช่วยเชื่อมโยงผู้ผลิต ร้านค้าส่ง และร้านค้าปลีก เพิ่มช่องทางการซื้อขายและอำนวยความสะดวกในการสั่งซื้อ
ขณะเดียวกัน ยังมีกิจกรรมเสวนาในหัวข้อ “ยกระดับธุรกิจค้าปลีกด้วย AI และเทคโนโลยี” โดยผู้ประกอบการและผู้มีประสบการณ์ตรง ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดและแนวทางการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและนำไปปรับใช้กับธุรกิจได้จริง
“ผลการดำเนินงานในปี 2569 ได้สะท้อนความมุ่งมั่นของกรมในการพัฒนาคน พัฒนาร้านค้า และพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นสามารถปรับตัว ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสทางการตลาดได้มากขึ้น โดยเป้าหมายของกรม ไม่ใช่เพียงให้ร้านค้าอยู่รอด แต่ต้องสามารถเติบโตและแข่งขันได้ไปพร้อมกับชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้ จะเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนธุรกิจส่งค้าค้าปลีกไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็ง”นายสถาพรกล่าว