xs
xsm
sm
md
lg

“พิพัฒน์”หารือ JETRO หนุนขนส่งทางราง เร่งแก้คอขวด'แหลมฉบัง–ICD' เพิ่มศักยภาพคาร์โก้สุวรรณภูมิ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“พิพัฒน์” หารือ JETRO–หอการค้าญี่ปุ่น สะท้อนมุมมองนักลงทุน เสนอไทยเร่งแก้คอขวดโลจิสติกส์ “แหลมฉบัง–ICD เพิ่มศักยภาพคาร์โก้ “สุวรรณภูมิ” เพิ่มสัดส่วนการขนส่งสินค้าทางราง เสริมความเชื่อมั่นลงทุนไทย

วันที่ 3 กันยายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้การต้อนรับ Mr. ABE Ichiro ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น กรุงเทพฯ (JETRO Bangkok) พร้อมคณะผู้บริหารหอการค้าญี่ปุ่น–กรุงเทพฯ (JCC Bangkok) เข้าพบหารือแนวทางสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนญี่ปุ่นในประเทศไทย และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในไทย โดยมีหน่วยงานเกี่ยวข้องร่วมหารือ

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่สำคัญของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน กระทรวงคมนาคมจึงให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของภาคธุรกิจญี่ปุ่น โดยเฉพาะประเด็นระบบคมนาคม การขนส่งสินค้า และโลจิสติกส์ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อต้นทุนและการตัดสินใจลงทุน

ในการหารือ JETRO Bangkok ได้นำเสนอผลสำรวจแนวโน้มเศรษฐกิจของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทยช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จากบริษัทกว่า 500 แห่ง พบว่าดัชนีแนวโน้มธุรกิจ (DI) อยู่ที่ -6 และคาดว่าครึ่งปีหลังอยู่ที่ -7 โดยภาคธุรกิจยังเผชิญความท้าทายจากต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนโลจิสติกส์ แม้บางอุตสาหกรรมได้รับปัจจัยบวกจากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ การลงทุนเครื่องจักร และเทคโนโลยี AI

ภาคธุรกิจญี่ปุ่นได้เสนอให้ไทย เร่งเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ โดยเฉพาะการเชื่อมโยง “ท่าเรือแหลมฉบัง–ICD ลาดกระบัง–ระบบราง” รวมถึงการเพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อลดต้นทุนและระยะเวลาการขนส่ง และเพิ่มความแน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้เร่งแก้ปัญหาคอขวดด้านโลจิสติกส์ โดยท่าเรือแหลมฉบังอยู่ระหว่างแก้ปัญหาความแออัดและการจราจรของรถบรรทุก ทั้งการจัดพื้นที่ การปรับปรุงถนนสายหลักภายในท่าเรือ และการบริหารจัดการตู้คอนเทนเนอร์เปล่าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


@รฟท.ตั้งงบ 55 ล้านบาทปรับปรุงพท. ICD -เร่ง PPP ผู้ให้บริการ

ขณะเดียวกัน จะผลักดันการเพิ่มสัดส่วนการขนส่งสินค้าทางรางระหว่าง ICD ลาดกระบังกับท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อลดการพึ่งพารถบรรทุก ลดต้นทุน ลดการจราจรและการปล่อยคาร์บอน โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้จัดสรรงบประมาณประมาณ 55 ล้านบาท ปรับปรุงพื้นที่โดยรอบ ICD พร้อมเร่งกระบวนการจัดหาผู้ประกอบการตามรูปแบบ PPP เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการในระยะยาว

สำหรับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีแผนเพิ่มขีดความสามารถด้าน Cargo และเขตปลอดอากร (Free Zone) ทั้งการพัฒนาอาคารขนถ่ายสินค้าแห่งที่ 3 การขยายพื้นที่รองรับผู้ประกอบการ และเตรียมนำระบบ Electronic Delivery Order (EDO) ในรูปแบบ One-Stop Service รวมถึง Digital Warehouse และระบบอัตโนมัติมาใช้ เพื่อลดขั้นตอนและเพิ่มความรวดเร็วในการขนส่งสินค้า


นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต้องเชื่อมโยง “บก–ราง–น้ำ–อากาศ” เป็นระบบเดียวกัน กระทรวงคมนาคมจึงอยู่ระหว่างพัฒนา Transport Data Center (TDC) เพื่อบูรณาการข้อมูลด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ สนับสนุนการบริหารโครงข่ายให้มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยนายพิพัฒน์เห็นว่าการเดินหน้าสู่ยานยนต์พลังงานสะอาดควรดำเนินควบคู่กับการรักษาความแข็งแกร่งของฐานการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนในประเทศไทย พร้อมสนับสนุนเทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยมลพิษ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและไทยยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันในฐานะฐานการผลิตยานยนต์สำคัญของภูมิภาค

กระทรวงคมนาคมพร้อมรับฟังข้อเสนอจาก JETRO และนักลงทุนญี่ปุ่น และจะเร่งแก้ปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการขนส่งและโลจิสติกส์อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเชื่อมท่าเรือแหลมฉบัง ICD ลาดกระบัง ระบบราง และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อให้การขนส่งรวดเร็วขึ้น ลดต้นทุน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน พร้อมทำงานร่วมกับภาคเอกชนญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางคมนาคมและโลจิสติกส์ของภูมิภาคอย่างยั่งยืน