xs
xsm
sm
md
lg

กกร.ปรับเป้าGDPปี69โตเพิ่ม2.1-2.5% ตั้งคณะทำงานData Center ย้ำเป็นธุรกิจที่สำคัญต่อการพัฒนาอุตฯS-Curve

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กกร.ปรับประมาณการณ์GDPปี69โต 2.1-2.5%ดีขึ้นจากเดิม 1.5-2% และการส่งออก 12-16%โตขึ้นจากเดิม8-10% พร้อมตั้งคณะทำงาน Data center เพื่อทำงานประสานกับหน่วยงานรัฐ เก็บรวบรวมข้อมูลและร่วมขับเคลื่อนธุรกิจData Centerให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติ ยันData Centerมีความจำเป็นในการพัฒนาอุตฯS-Curve ของไทยและการมุ่งสู่การเป็นฮับด้านต่างๆ ชี้อยากให้มองเปรียบเทียบเหมือนโรงไฟฟ้ามีการจ้างงานไม่มาก


นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เป็นประธานการแถลงคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตดีกว่าที่ประเมินไว้ มาจากแรงส่งของการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวสูงกว่าคาด ดังนั้นกกร. ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกเป็น 12%-16% จากเดิม 8%-10% และ ปรับประมาณการ GDP เป็น 2.1%-2.5% จากเดิม 1.6%-2.0% แต่คงอัตราเงินเฟ้อเท่าเดิมคือ 2.5-3%

ซึ่งแรงส่งจากการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนสู่เศรษฐกิจในประเทศลดลงอย่างชัดเจน จากอดีตการส่งออกที่เติบโตเฉลี่ยราว 14% และการลงทุนที่เติบโต 10% เคยสอดคล้องกับ GDP ที่ขยายตัวเฉลี่ยราว 6-7% บ่งชี้ว่าไทยสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ (Domestic Value Capture)ลดลงและมีการใช้Local Contentน้อยลง เนื่องจากการพึ่งพา Import Content ที่สูง ขณะที่การลงทุนระลอกใหม่สร้างการจ้างงานได้จำกัดเมื่อเทียบกับอดีต


ขณะที่ประเทศไทยจำเป็นต้องรักษาการอยู่ในเรดาร์การลงทุนของโลก และต้องเร่งต่อยอดให้เต็มศักยภาพ ตัวอย่างเช่น Data Center ซึ่งทุกการลงทุน 100 MW คิดเป็นมูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท ต้องเร่งสร้าง Ecosystem ให้เกิดเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ อาทิ ขยายการลงทุน PCB ที่ได้รับการอนุมัติโดย BOI การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด น้ำ การยกระดับภาคอุตสาหกรรมไปสู่ smart manufacturing และการเตรียมความพร้อมด้านบุคคลากร โดยมีส่วนร่วมจากสถาบันการศึกษา ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างเต็มศักยภาพเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อให้เกิด real impact ต่อเศรษฐกิจในประเทศ

ดังนั้น กกร. จึงได้แต่งตั้งคณะทำงาน Data center โดยต้องทำงานประสานกับกระทรวงต่างๆ ทั้งกระทรวงแรงงาน พลังงาน พาณิชย์ สภาพัฒน์ ฯลฯเพื่อรวบรวมและนำข้อมูลมาชนกันเพื่อให้เห็นภาพทั้งระบบ และร่วมขับเคลื่อนธุรกิจนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติ

ส่วนกรณีที่ที่ระบุว่า Data Centerมีการจ้างงานน้อย อยากให้เปรียบเทียบData Centerเหมือนกับโรงไฟฟ้า ที่มีพนักงานไม่มากเช่นกัน และเป็นธุรกิจที่จำเป็นต้องมี เพราะปัจจุบันAI เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตอยู่แล้ว


นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า หากให้Data Center ไปลงทุนที่อื่น ถือว่าไทยตกรถ ซึ่งData Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในการพัฒนาอุตสาหกรรมS-Curve ใหม่ๆของไทย หากไทยต้องการเป็นฮับต่างๆจำเป็นต้องมีข้อมูล หมายถึงว่าจำเป็นต้องมีData Center

ที่ผ่านมา บริษัทขนาดใหญ่ก็มี Data Centerในการเก็บข้อมูลอยู่แล้ว ดังนั้น Data Center จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่อดีตไม่ได้ถูกพูดถึง แต่เมื่อมีการคัดค้าน ก็กังวลว่าจะเข้ามาแย่งน้ำและไฟฟ้า เบื้องต้นพบว่าปริมาณไฟฟ้าในประเทศเพียงพอ แต่น้ำยังต้องรอดูข้อมูล คงต้องมีการจัดระบบน้ำและไฟกันใหม่


นายผยง กล่าวว่า ขณะนี้ปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กลับมายกระดับ เพิ่มแรงกดดันต่อราคาพลังงานโลกและสร้างความผันผวนในตลาดการเงิน โดยล่าสุด ณ ต้นเดือน ก.ย. 69 ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นแตะ 95 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล จากเดือนก.ค.69 อยู่ที่ 84 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล ท่ามกลางปริมาณน้ำมันสำรองโลกที่ลดลงต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี จากมาตรการจำกัดการส่งออกน้ำมันดีเซลที่ส่งผลให้เกิดปริมาณสต๊อกน้ำมันสำเร็จรูปสะสมในคลังสูงขึ้น จนโรงกลั่นจำเป็นต้องลดกำลังการผลิตลง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการกลั่นและปริมาณวัตถุดิบพลอยได้จากกระบวนการกลั่น (By-products) อาทิ Naphtha, Benzene, Toluene, Para-Xylene เป็นต้น ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี พลาสติก ยาง เคมีภัณฑ์ ยานยนต์ และบรรจุภัณฑ์ ดังนั้น จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งพิจารณาผ่อนคลายให้สามารถส่งออกน้ำมันได้ตามกลไกการค้าเสรี รวมทั้ง การบริหารสถานการณ์ร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ตามที่ กกร. ได้เสนอไปก่อนหน้านี้ ซึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญในการบริหารสมดุลการผลิต ลดผลกระทบต่อภาคการกลั่น และรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมไทย

กกร. มองเห็นความสำคัญในการยกระดับข้อมูลอุตสาหกรรมของประเทศ เพื่อให้เข้าใจการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในลักษณะ K-shape Economy มากขึ้น ซึ่ง กกร. ได้ติดตามประเด็น K-shape ของเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือน มิ.ย. 69 โดยเจาะลึกข้อมูลพบว่า K ขาบนกระจุกตัวในธุรกิจ New Economy ที่ได้อานิสงส์จาก Digital และ AI เช่น คอมพิวเตอร์และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทจีน สหรัฐฯ และสิงคโปร์ ขณะที่ K ขาล่างเป็นธุรกิจที่เผชิญการแข่งขันรุนแรงจากสินค้าต่างประเทศ เช่น ยานยนต์ ปิโตรเลียม และวัสดุก่อสร้าง

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาพบว่า ธุรกิจ SMEs ใน K ขาล่าง สัญชาติไทยที่อยู่ใน 7 อุตสาหกรรมภายใต้ “Reinvent Thailand” มีการผลิตลดลงเฉลี่ย 8% ขณะที่กิจการต่างชาติลดลงสูงถึง 19% โดยเฉพาะธุรกิจญี่ปุ่น

ทั้งนี้ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่ง Reinvent เศรษฐกิจ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและปรับตัวรับโอกาสจากจังหวะที่ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ สร้าง Trust & Confidence และดึงดูดการลงทุนระลอกใหม่ จึงเป็นที่มาของการจัดงาน “The Bangkok Business Summit 2026: Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” ที่ กกร. และพันธมิตรในภาคส่วนต่างๆ มีความพร้อมที่จะเปิดเวทีสำคัญนี้ในวันที่ 3 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจะเป็นเวทีผนึกกำลังภาครัฐ เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจไทยให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม