xs
xsm
sm
md
lg

ปชน.ซัด “ศุภจี” ขี้โม้ คุยโวทำตลาดล่วงหน้า รองรับผลผลิต แต่วันนี้มังคุดราคาต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“วริสา มีเจริญ” ทีมนโยบายเกษตร พรรคประชาชน โฟสต์เฟซบุ๊ก รับเรื่องร้องเรียนชาวสวนมังคุดนครศรีธรรมราช พัทลุง ราคามังคุดตกต่ำอย่างหนัก โวยรัฐไม่ทำอะไร ทั้งที่รู้ล่วงหน้าปีนี้มังคุดผลผลิตพุ่ง 75% เฉพาะนครศรีธรรมราช เพิ่ม 24% ถาม “ศุภจี” ไหนบอก ทำมาตรการเชิงรุก หาตลาดล่วงหน้า ไม่รอให้ผลผลิตล้นตลาด แต่วันนี้กลับเจอแค่มาตรการหน่อมแน้ม ดึงห้าง เอกชนซื้อ 500 ตัน เปิดลานประมูล 1 หมื่นตัน ดึงอินฟลูเอนเซอร์กระตุ้นบริโภค ไม่เห็นมีอะไรเป็นเชิงรุก อดสงสัยไม่ได้ ที่พูดไว้ หายไปกับสายลมหมดแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก วริสา มีเจริญ - Warisa Meecharoen ทีมนโยบายเกษตร พรรคประชาชน ได้โฟสต์ข้อความว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวสวนมังคุดนครศรีธรรมราชและพัทลุงว่ามังคุดราคาตกต่ำ พวกเขาได้ขอเข้าพบ ยื่นหนังสือต่อผู้แทนในพื้นที่ พร้อมทั้งได้พูดคุยกับบางหน่วยงานแล้ว สถานการณ์ราคามังคุดก็ยังไม่ดีขึ้น รวมถึงไม่ได้รับการตอบรับตามข้อเรียกร้องด้วย

ดิฉันจึงเริ่มตั้งคำถามว่า “มังคุดภาคใต้ราคาตกต่ำ” แล้วรัฐ…ทำอะไรบ้าง?

มังคุดภาคใต้ปี 2569 กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่ามีผลผลิตประมาณ 139,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 75% เฉพาะจ.นครศรีธรรมราชจะมีผลผลิต 49,091 ตัน เพิ่มขึ้น 24%

ดังนั้น รัฐรู้ล่วงหน้าแน่นอนว่ามังคุดจะเพิ่มขึ้น และออกสู่ตลาดมากในช่วง ส.ค.-ก.ย. จึงมีโครงการต่างๆที่ออกมาในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นทั้งลานประมูล การสนับสนุนกล่องและค่าส่ง งานขายผลไม้ อินฟลูเอนเซอร์ Live สด การนำผลผลิตกระจายออกนอกแหล่งเพาะปลูก

แต่คำถามสำคัญคือ สิ่งที่รัฐกำลังทำ ช่วยแก้ปัญหามังคุดราคาตกต่ำ…ได้จริงหรือ?

โดยเฉพาะเมื่อคุณศุภจี รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์มีแนวทางที่ย้ำบ่อยครั้งว่า “ทำมาตรการเชิงรุก หาตลาดล่วงหน้า ไม่รอให้ผลผลิตล้นตลาด“

ดังนั้น…เมื่อดิฉันนำหลักการที่คุณศุภจีท่องจนขึ้นใจนี้มาตรวจสอบการแก้ปัญหามังคุดใต้ ก็พบข้อสังเกต 4 ข้อค่ะ

1.มีแผนล่วงหน้า แต่ทำตอนผลผลิตพีคแล้ว วันที่ 11 มิถุนายน จังหวัดนครศรีธรรมราชประชุมกำหนดแผนบริหารผลไม้ และทราบแล้วว่ามังคุดจะเพิ่มเป็น 49,091 ตัน วันที่ 30 มิถุนายน สำนักงานเกษตรจังหวัดยังยืนยันอีกครั้งว่าผลผลิตจะออกมากในช่วงเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป แต่ลานประมูลเพิ่งเปิดวันที่ 17 และ 20 สิงหาคม จุดรับซื้อมังคุดดำและตกไซซ์เริ่มช่วงปลายเดือน ส่วนการเปิดพื้นที่ศาลากลางให้ชาวสวนขายมังคุดพรีเมียมเกิดขึ้นวันที่ 27 สิงหาคม เท่ากับรัฐมีข้อมูลและมีแผนจริง แต่กลไกที่ก่อให้เกิดการซื้อขายส่วนใหญ่กลับเริ่มเมื่อมังคุดเข้าสู่ช่วงพีกแล้ว

ดิฉันขอไม่นับการประชุมล่วงหน้าเป็นมาตรการเชิงรุกนะคะ และนี่ยังไม่นับว่ามังคุดภาคตะวันออกเคยราคาตกต่ำให้ถอดบทเรียนมาแล้วก่อนหน้านี้ สุดท้ายมังคุดใต้กลับดูเป็นเพียงปัญหาจิ๋ว ๆ ที่ไม่ได้รับความสนใจแก้ไข เท่ากับวันที่ “ซูเปอร์จี” ไปจันทบุรีเพื่อโปรโมต “มังคุดซูเปอร์จิ๋ว” เลยค่ะ

2.มังคุด 139,000 ตัน แต่มาตรการช่วยเหลือได้เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ กรมการค้าภายในประกาศว่าจะกระจายมังคุดผ่านงานแสดงสินค้า ห้าง หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรต่าง ๆ ประมาณ 500 ตัน เมื่อเทียบกับผลผลิตมังคุดใต้ 139,000 ตัน เท่ากับเพียง 0.36% ส่วนลานประมูล 3 จุดในนครศรีธรรมราชและชุมพร ตั้งเป้ารวบรวม 10,000 ตัน หรือเพียง 7.19% เท่านั้น กิจกรรมเหล่านี้ช่วยขายมังคุดได้เพียงบางส่วน ซึ่งอาจจะไม่ได้มีแรงมากพอเปลี่ยนราคาของตลาดได้ โดยเฉพาะลานประมูล ที่อาจจะไม่มีการเกิดความต้องการซื้อใหม่ เพราะอาจเป็นผลผลิตที่ผู้ซื้อเดิมจะซื้ออยู่แล้ว เพียงย้ายมาซื้อขายผ่านลานประมูลเท่านั้น

3.มาตรการเพิ่มช่องทางขาย แต่ยังไม่เพิ่มกำลังซื้อ การไลฟ์ อินฟลูเอนเซอร์ ขายตามห้าง แจกกล่อง ช่วยค่าส่ง การขอให้หน่วยงานรัฐหรือบริษัทช่วยซื้อ และการเปิดลานประมูล (ดังที่เคยแสดงความคิดเห็นไว้) ล้วนมีประโยชน์ในฐานะช่องทางเสริม แม้แต่แนวคิดมังคุดซูเปอร์จิ๋วของซูเปอร์จี ก็อาจช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์และเพิ่มมูลค่าให้มังคุดลูกเล็กได้บางส่วนเท่านั้น สิ่งที่ชาวสวนต้องการ ดิฉันคิดว่าไม่ใช่เพียงเท่านี้ แต่ต้องการผู้ซื้อเพิ่ม การแข่งขันในตลาดเพิ่ม คำสั่งซื้อล่วงหน้าที่เป็นจริง และตลาดรองรับมังคุดทุกเกรด ซึ่งมาตรการที่ทำออกมาดูยังไม่ตอบโจทย์ ข้อเรียกร้องที่ชาวสวนยื่นต่อจังหวัด คือ มังคุดดำไม่ต่ำกว่า 10 บาท ตกไซซ์ไม่ต่ำกว่า 15 บาท และมังคุดเกรดส่งออกไม่ต่ำกว่า 30 บาทต่อกิโลกรัม พาณิชย์แจ้งว่าสร้างจุดรับซื้อมังคุดดำร่วมกับเอกชนในราคานำตลาด แต่เมื่อดิฉันมีโอกาสได้พูดคุยกับเกษตรกรในพื้นที่กลับให้ข้อมูลว่า ผู้รับซื้อนั้นเป็นผู้รับซื้อโดยปกติอยู่แล้ว ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากมาตรการ รวมถึงราคารับซื้อมังคุดดำก็เป็นราคาตลาดทั่วไป ไม่ได้เป็นราคานำตลาด

4.มีกองทุนที่ใช้รักษาเสถียรภาพราคาได้ แต่กลับใช้ไม่ตรงโจทย์ กองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร มีวัตถุประสงค์ให้ใช้ช่วยเหลือด้านการตลาด เพื่อรักษาหรือยกระดับราคาสินค้าเกษตร ปี 2569 กองทุนอนุมัติ 10.575 ล้านบาทให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ดำเนินโครงการกระจายผลไม้หลายชนิดใน 24 จังหวัด เงินส่วนใหญ่ใช้สนับสนุนค่าขนส่ง บรรจุภัณฑ์ กิจกรรม Fresh From Farm และการอบรมโรงคัดบรรจุ มาตรการเหล่านี้มีประโยชน์ แต่ยังเน้นช่วยเรื่องการตลาด มากกว่าการช่วยพยุงราคาในช่วงวิกฤต

กระทรวงพาณิชย์เพิ่งดำเนินการดูดซับ “มะพร้าวผลแก่” โดยใช้เงินกองทุน 46.6075 สนับสนุนค่าบริหารจัดการไม่เกินผลละ 4 บาท กำหนดราคาเป้าหมายนำมะพร้าวผลใหญ่ไว้ที่ 10 บาท ตั้งเป้าดูดซับ 10 ล้านผล กรมการค้าภายในยังระบุเองว่า เดิมจะของบกลาง แต่เกรงว่าจะไม่ทันสถานการณ์ จึงเปลี่ยนมาใช้เงินกองทุนเพื่อให้รับซื้อและช่วยเกษตรกรได้เร็วขึ้น

เพราฉะนั้นดิฉันขอถามแบบซื่อ ๆ เลยว่า ทำไมไม่มีการทำโครงการแบบนี้สำหรับมังคุดใต้? หรือความเดือดร้อนของเกษตรกรที่ขายมังคุดได้แค่กิโลกรัมละ 10 กว่าบาท เป็นเรื่องที่ท่านรัฐมนตรีมองว่า…ปกติ

ดิฉันไม่ได้กล่าวหาว่ารัฐบาลไม่พยายามแก้ปัญหามังคุดใต้ค่ะ แต่กิจกรรมที่มีอยู่มากมายกลับยังไม่สามารถพยุงราคาได้จริง

จึงอดสงสัยไม่ได้ว่า “มาตรการเชิงรุก” ที่คุณศุภจีพูดไว้ หายไปพร้อมกับสายฝนแล้วหรือ?

เพราะจนถึงวันนี้ รัฐก็ยังตอบคำถามที่ค้างอยู่ในใจเกษตรกรไม่ได้ว่า เมื่อรู้ทั้งปริมาณและช่วงเวลาที่ผลผลิตจะออกล่วงหน้า เหตุใดจึงไม่ลงมือก่อนราคามังคุดตกต่ำ?