xs
xsm
sm
md
lg

ทรีนีตี้ มอง SET ก.ย.ผันผวน ดัชนีต่ำกว่า 1,600 จุด น่าซื้อสะสม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



บล.ทรีนีตี้ มองตลาดหุ้นไทยเดือนกันยายน อยู่ใน ภาวะผันผวน แต่มี Downside จำกัด จากแรงกดดันด้านดอกเบี้ยและทิศทางเฟด ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานของตลาดยังได้รับแรงหนุนจาก EPS ที่แข็งแกร่งและ Valuation ยังไม่แพง ทำให้ระดับ SET ต่ำกว่า 1,600 จุด ยังเป็นจังหวะทยอยสะสมหุ้นได้



นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ กล่าวถึงทิศทางการลงทุนเดือนกันยายน 2569 ว่าประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index ที่ 1,550-1,660 จุด โดยมีแนวรับสำคัญที่ 1,575 และ 1,550 จุด ขณะที่แนวต้าน 1,630 และ 1,660 จุด โดยมองระดับ 1,630 จุดเป็นระดับที่เหมาะสมในกรณีฐาน เมื่ออิง Forward PE Multiple ที่ 14.8 เท่า

จุดแข็งสำคัญของตลาดหุ้นไทยในเวลานี้คือ แนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) ที่ยังแข็งแกร่ง โดย EPS ตาม Bloomberg Consensus อยู่ที่ประมาณ 110 บาทต่อหุ้น ขณะที่ SET Index บริเวณ 1,595 จุด คิดเป็น Forward PE เพียงประมาณ 14.5 เท่าถือว่าต่ำกว่าระดับเหมาะสมในกรณีฐานตาม PE Model ของทรีนีตี้ หากสมมติฐานดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับ 1.0%

ทรีนีตี้จึงมองว่า แม้ตลาดระยะสั้นจะถูกกดดันจากความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินโลก แต่ระดับ Valuation ปัจจุบันยังมีความน่าสนใจ และ EPS ที่แข็งแกร่งเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยจำกัดความเสี่ยงด้าน Downside ของ SET Index

ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำ หากทยอยสะสมหุ้นบริเวณระดับ 1,600 จุดก่อนหน้านี้สามารถถือต่อได้ และรอจังหวะเพิ่มน้ำหนักหาก SET Index ลงมาทดสอบแนวรับ 1,575-1,550 จุด

ส่วนผู้ลงทุนที่ยังไม่ได้เพิ่มน้ำหนักหุ้นก่อนหน้านี้สามารถใช้จังหวะที่ SET Index ช่วงต้นเดือนเคลื่อนไหวต่ำกว่า 1,600 จุด ทยอยสะสมได้ เน้นกลุ่มแนวโน้ม Earnings Momentum ดีในระยะถัดไป ควบคู่กับหุ้น Oil & Gas ซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) ที่ยังมีโอกาสยืดเยื้อ

สำหรับหุ้นเด่นเดือนกันยายน ทรีนีตี้ให้น้ำหนัก 4 กลุ่มหลัก ได้แก่

1. หุ้นเชื่อมโยงการลงทุนภาคเอกชน และ FDI ซึ่งยังเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย ได้แก่ STECON, SEAFCO และ AMATA

2. กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยังได้รับแรงหนุนจากโมเมนตัมการส่งออกที่แข็งแกร่ง และมีความเสี่ยงจำกัดจากกรณีสหรัฐฯ เดินหน้าเก็บภาษีนำเข้ากับไทยเพิ่มเติม จากประเด็นด้านกำลังการผลิตส่วนเกิน ได้แก่ HANA และ KCE

3. กลุ่มปศุสัตว์ เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกจากราคาสัตว์บกทยอยฟื้นตัว ขณะที่ต้นทุนอาหารสัตว์มีแนวโน้มปรับตัวลดลง ได้แก่ CPF, GFPT และ TFG

4. กลุ่ม Oil & Gas สำหรับใช้เป็นเครื่องมือ Hedging ความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ได้แก่ BCP, SPRC และ TOP