ปัจจุบันการซื้อขายผลงานของศิลปินในไทย จะจบลงด้วยการซื้อแล้ว ซื้อเลย สิทธิ์ในการครอบครองผลงานก็ตกไปเป็นของผู้ซื้อ ศิลปินก็หมดสิทธิ์ในผลงานของตัวเอง เพราะรับเงินไปแล้ว แต่ในต่างประเทศ ผลงานต่าง ๆ ของศิลปิน แม้ว่าจะทำการซื้อขายไปแล้ว แต่ศิลปินก็ยังได้สิทธิ์บางอย่างอยู่ ซึ่งก็คือ สิทธิในการได้รับส่วนแบ่งจากการขายต่อ หรือ Artist’s Resale Right (ARR)
ARR คือ สิทธิ์ที่ทำให้ศิลปินหรือทายาทได้รับส่วนแบ่งเป็นเงินค่าลิขสิทธิ์ทุกครั้งที่ผลงานศิลปะต้นฉบับถูกนำมาขายต่อหรือเปลี่ยนมือผ่านตลาดศิลปะ เช่น หอศิลป์ หรือการประมูล โดยหลักการของ ARR จะช่วยให้ศิลปินมีรายได้เพิ่ม เพราะเดิมศิลปินมักขายผลงานชิ้นแรกในราคาไม่สูงมาก แต่เมื่อมีชื่อเสียงเพิ่มขึ้น และผลงานมีมูลค่าสูงขึ้นในภายหลัง แต่ศิลปินก็ไม่ได้รับส่วนแบ่งเพิ่ม หากมีการนำผลงานชิ้นนั้น ๆ ไปขายต่อ
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรมกำลังศึกษาการนำกลไก ARR มาใช้ และยังศึกษาการดำเนินการของต่างประเทศ แนวทางและกลไกทางกฎหมาย และการประเมินประโยชน์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อพิจารณาความเหมาะสมในการนำ ARR มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย เพื่อให้ความช่วยเหลือศิลปินในระยะยาว จากเดิมที่เมื่อศิลปินขายผลงานของตนเองออกไปแล้ว สิทธิ์ในการควบคุมการขายในครั้งต่อไปจะหมดลง
“หากในอนาคตผลงานชิ้นนั้น ถูกนำไปซื้อขายเปลี่ยนมือในราคาสูงขึ้น ผู้ที่ได้รับประโยชน์มักเป็นนักสะสมหรือผู้เก็งกำไร ในขณะที่ศิลปินผู้สร้างสรรค์จะไม่ได้รับผลตอบแทนจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นในภายหลัง แต่กลไก ARR จะเป็นแนวทางที่เปิดโอกาสให้ศิลปินและทายาทได้รับส่วนแบ่งจากการขายต่อผลงานศิลปะตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในทุก ๆ ครั้ง ที่มีการซื้อขายเปลี่ยนมือ ซึ่งจะช่วยให้ผู้สร้างสรรค์ยังคงได้รับประโยชน์จากมูลค่าของผลงานที่เพิ่มขึ้นตามกาลเวลาและการยอมรับของตลาด”
ปัจจุบันมีกว่า 100 ประเทศทั่วโลกที่บังคับใช้ ARR และสามารถสร้างยอดจัดเก็บสิทธิ์ดังกล่าวรวมสูงถึง 50 ล้านยูโรต่อปี ซึ่งประเทศที่ประสบความสำเร็จในการนำระบบ ARR มาใช้ เช่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และออสเตรเลีย
นางอรมนย้ำว่า การศึกษาแนวทาง ARR เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญในการยกระดับการคุ้มครองสิทธิ์ของศิลปิน และอาจเปิดโอกาสให้ศิลปินไทยได้รับประโยชน์จากผลงานเมื่อมีการขายต่อในต่างประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ข้ามแดนให้แก่ผู้สร้างสรรค์ ควบคู่กับการพัฒนาระบบนิเวศทางศิลปะที่คำนึงถึงคุณค่าของศิลปินตั้งแต่การสร้างสรรค์ การซื้อขาย การเพิ่มมูลค่า ไปจนถึงการส่งต่อคุณค่าทางศิลปะและวัฒนธรรมในระยะยาว
ทั้งนี้ ตลาดศิลปะของประเทศไทยกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่องและเป็นที่จับตามองของต่างประเทศ โดยรายงาน Art Basel ปี 2025 ได้ยกให้กรุงเทพฯ เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของตลาดศิลปะที่เติบโตเร็วที่สุด จึงเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการเร่งพัฒนากลไกทางกฎหมายให้เท่าทันต่อการเติบโตของตลาด