“อินโดรามา เวนเจอร์ส” ยังมีโอกาสแรงได้ต่อ หลังภาพรวมอุตสาหกรรมฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด แถมกลยุทธ์ "IVL 2.0" ประสบผลสำเร็จ ช่วยลดภาระหนี้ อีกทั้งมีการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงงาน ด้านราคาหุ้นขยับขึ้นจากต้นปีแล้ว 50% แต่โบรกฯเชื่อยังมีโอกาสไปต่อ
ภาพรวมธุรกิจของ บมจ.อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ถือเป็นช่วงเวลาของการ "ฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด (Turnaround & Recovery)" หลังผ่านพ้นแรงกดดันจากภาวะ Overcapacity ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลก โดยมีประเด็นสำคัญ คือ ผลการดำเนินงานทางการเงิน พบการฟื้นตัวของรายได้และ EBITDA ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569(1H/69) IVL ทำรายได้รวมแตะระดับ 2.45 แสนล้านบาท (เติบโตขึ้นราว 4% YoY) และมี Core EBITDA แตะระดับ 2.97 หมื่นล้านบาท พุ่งขึ้นถึง 61% YoY
นั่นเพราะ สเปรดปิโตรเคมีและปริมาณขายเริ่มฟื้นตัว โดยอัตรากำไรส่วนต่างผลิตภัณฑ์ (Spread) ในกลุ่ม Combined PET เริ่มกระเตื้องขึ้นจากช่วงปลายปีก่อนหน้า ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบในฝั่งยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ความคืบหน้าของกลยุทธ์ "IVL 2.0" โดยการลดหนี้และเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงิน (Deleveraging)ที่ผ่านมาบริษัทเดินหน้าปรับโครงสร้างทางการเงินอย่างเข้มงวด ลดภาระหนี้สินสุทธิ (Net Debt) ควบคุมงบลงทุนขนาดใหญ่ (Capex) โดยชะลอโครงการขยายกำลังผลิตที่ไม่จำเป็น และเน้นสร้างกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow)
นอกจากนี้ IVL ยังมีการเพิ่มประสิทธิภาพโรงงาน ด้วยการปิดหรือปรับปรุงโรงงานที่มีต้นทุนสูง โดยเฉพาะในฝั่งยุโรป เพื่อหันไปเน้นฐานการผลิตที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนและอยู่ใกล้ชิดกับลูกค้ากลุ่มบริโภคเป้าหมายระยะกลาง ทำให้ฝ่ายบริหารตั้งเป้าผลักดัน EBITDA ให้เติบโตต่อเนื่องตามแผนงานระยะ 3 ปี (2569-2571) เพื่อยกระดับความสามารถในการทำกำไรและผลตอบแทนต่อเงินทุน (ROE) ให้กลับมาสู่เกณฑ์ปกติ
ไม่เพียงเท่านี้ ในกลุ่ม Specialty & Sustainable Products บริษัทยังคงเป็นผู้นำด้านการรีไซเคิล PET (rPET) ระดับโลก โดยเดินหน้าโครงการกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เช่น RECO Collective เพื่อต่อยอดเม็ดพลาสติกรีไซเคิลสู่อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์และสินค้าไลฟ์สไตล์ ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่ให้มาร์จิ้นสูงและทนทานต่อความผันผวนของวงจรปิโตรเคมี
กล่าวได้ว่า IVL ได้ผ่านจุดต่ำสุดของวัฏจักรปิโตรเคมีมาแล้ว และกำลังอยู่ในระยะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการปรับโครงสร้างภายในตามยุทธศาสตร์ IVL 2.0 อย่างไรก็ดี บริษัทยังคงต้องเผชิญความท้าทายจากอุปทานส่วนเกินของโรงกลั่นและโรงปิโตรเคมีในภูมิภาคเอเชีย (โดยเฉพาะจีน) รวมถึงความผันผวนของต้นทุนพลังงานโลกในครึ่งปีหลัง
คาดผลงานทั้งปีเป็นไปตามเป้า
ทั้งนี้ในการแถลงผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2026 ทางทีมผู้บริหารระดับสูงของ IVL นำโดย “อาลก โลเฮีย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ได้ให้มุมมองและทิศทางการดำเนินธุรกิจว่ามีความมั่นใจต่อการ "พลิกฟื้น (Turnaround)" สู่เป้าหมายทั้งปี โดยผู้บริหารระบุว่าผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปีที่กลับมามีกำไรอย่างแข็งแกร่ง สะท้อนว่าบริษัทได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไปแล้วมั่นใจผลงานทั้งปีเข้าเป้า
โดยมาจากการฟื้นตัวของปริมาณความต้องการใช้เม็ดพลาสติกและสารเคมีปลายน้ำ ควบคู่กับการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ทำให้มั่นใจว่าผลประกอบการทั้งปีนี้ จะเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้
รวมถึงการเดินหน้ากลยุทธ์ "IVL 2.0" เพื่อสร้างวินัยทางการเงิน มุ่งลดภาระหนี้ โดยบริษัทยังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับการสร้างกระแสเงินสดอิสระ เพื่อนำมาลดหนี้สินสุทธิและควบคุมอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย และ ชะลอการขยายกำลังการผลิตใหม่ขนาดใหญ่ที่ไม่จำเป็น
ในส่วนของแผน IPO บริษัทย่อย เช่น Indovinya และ Indovida ผู้บริหารประเมินตามสภาวะตลาด โดยพร้อมรอจังหวะและสภาพแวดล้อมทางตลาดทุนที่เอื้ออำนวยเพื่อสร้างมูลค่าสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้น พร้อมกับการขับเคลื่อนพอร์ตโฟลิโอเคมีภัณฑ์มูลค่าสูงและความยั่งยืน เพื่อเป็นผู้นำเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยยังคงเดินหน้าขยายกำลังการรีไซเคิล PET ทั่วโลก พร้อมกับเสริมสัดส่วนผลิตภัณฑ์เคมีมูลค่าเพิ่มเฉพาะกลุ่ม เพื่อลดการพึ่งพาสเปรดของสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ที่มีความผันผวนสูง
ราคาหุ้นกำลัง Turnaround
นับตั้งแต่เปิดศักราช 2569 ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น IVL ถือเป็นหนึ่งในหุ้นบิ๊กแคปที่สร้างผลงาน Turnaround ได้อย่างโดดเด่นบนกระดาน SET โดยราคาหุ้นปรับตัวขึ้นจากระดับเปิดต้นปีที่ 16.10 บาท สู่ระดับ 24.20 บาท ณ ปลายเดือนสิงหาคม 2569 คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 8.10 บาทต่อหุ้น หรือพุ่งขึ้นถึง 50.31% (YTD) ท่ามกลางภาพรวมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลกที่ทยอยผ่านพ้นจุดต่ำสุด
โดย ในช่วงเปิดตลาดเดือนมกราคม ราคาหุ้น IVL แกว่งตัวสร้างฐานบริเวณ 16.10 – 16.20 บาท ก่อนจะเริ่มเกิดแรงซื้อสะสมอย่างหนาแน่น ดันราคาปรับตัวขึ้นทะลุแนวต้านสำคัญระดับ 20.00 บาทอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่องไปยังเดือนกุมภาพันธ์ที่ระดับ 22.00 – 23.20 บาท ปัจจัยหนุนหลักในไตรมาสแรกมาจากการส่งสัญญาณฟื้นตัวของสเปรดกลุ่ม Combined PET ในตลาดฝั่งตะวันตก และความชัดเจนของยุทธศาสตร์ "IVL 2.0"
ต่อมาในไตรมาส2/69 เข้าสู่เดือนเมษายน 2569 แรงส่งจากผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ที่เริ่มพลิกกลับมามีกำไรชัดเจน ได้ผลักดันให้ราคาหุ้น IVL ทะยานขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ของปีแตะระดับ 26.00 – 26.25 บาท ทำให้ราคาเข้าสู่โซน Overbought และตลาดเริ่มกังวลต่อแรงกดดันด้านกำลังการผลิตใหม่ในเอเชีย ทำให้เกิดแรงขายทำกำไร (Profit Taking) ต่อเนื่องตลอดเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ส่งผลให้ราคาปรับฐานลงมาเคลื่อนไหวในกรอบ 21.00 – 23.30 บาท
พอเปิดไตรมาส 3 ในเดือนกรกฎาคม ราคาหุ้น IVL ฟื้นตัวกลับขึ้นไปทดสอบระดับ 25.00 บาท ก่อนจะย่อตัวลงมาพักฐานบริเวณ 21.70 – 22.00 บาทในช่วงครึ่งแรกของเดือนสิงหาคม แต่ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือน หุ้น IVL กลับมาได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบันและพอร์ตรายใหญ่อีกครั้ง โดยราคาพุ่งขึ้นวันเดียวถึง +7.56% จาก 22.50 บาท มาปิดที่ 24.20 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่นกว่า 3.88 พันล้านบาท ตอบรับตัวเลขกำไรจากการดำเนินงาน (Core EBITDA) ครึ่งปีแรกที่โตถึง 61% YoY
อุปทานส่วนเกินในเอเชียอาจกดดัน
ฝ่ายวิจัย บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินว่าผลการดำเนินงานของ IVL ในช่วงไตรมาส 2/69 ที่พลิกกลับมาทำกำไรสุทธิแตะระดับราว 5.9 พันล้านบาท สะท้อนการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญจากจุดต่ำสุด โดยได้รับแรงขับเคลื่อนหลักจากกลุ่มธุรกิจ Combined PET (CPET) และธุรกิจ Indovinya ที่อัตรากำไรส่วนต่างผลิตภัณฑ์ (Spread) ในตลาดฝั่งตะวันตกเริ่มปรับตัวดีขึ้น ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ IVL 2.0 อย่างมีวินัย
ในระยะถัดไป บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ มีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่องของกำไรจากการดำเนินงาน จากการปรับโครงสร้างสินทรัพย์โรงงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และการมุ่งเน้นสร้างกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) เพื่อลดภาระหนี้สินสุทธิ โดยคงคำแนะนำ Outperform (ซื้อ) ให้ราคาเป้าหมายพื้นฐานอยู่ที่ 29.00 บาท มองว่าระดับมูลค่าหุ้นยังคงสะท้อนการ Turnaround เชิงโครงสร้างของธุรกิจในระยะยาว
ขณะที่ บล. หยวนต้า มองว่าภาพรวมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในระยะกลางถึงระยะยาวยังคงอยู่ในทิศทางทยอยฟื้นตัวตามรอบเศรษฐกิจ ซึ่งช่วยพยุงภาพรวมผลประกอบการของ IVL ให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตที่เลวร้ายที่สุดไปแล้ว โดยบริษัทยังมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างจากเครือข่ายโรงงานระดับโลกและฐานลูกค้าในกลุ่มบรรจุภัณฑ์ที่แข็งแกร่ง
อย่างไรก็ดี ฝ่ายวิจัยให้ความเห็นอย่างระมัดระวังมากขึ้นต่อโมเมนตัมในครึ่งปีหลัง 2569 เนื่องจากความเสี่ยงจากอุปทานส่วนเกินในภูมิภาคเอเชียที่อาจจำกัดการขยายตัวของสเปรดผลิตภัณฑ์บางกลุ่ม รวมถึงอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับราว 3.2% ซึ่งอาจยังดึงดูดใจน้อยกว่าหุ้นปันผลในกลุ่มพลังงานอื่น จึงคงคำแนะนำ "ซื้อ" ด้วยราคาเหมาะสมที่ 27.50 บาท สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเก็งกำไรตามรอบการฟื้นตัวของวัฏจักรปิโตรเคมี