โพลชี้วิกฤตศรัทธา "รบ.หนู" ดัชนีการเมือง ส.ค. 69 ร่วงเหลือ 3.63% สอบตกแก้ ศก. ทุจริต และยาเสพติด สวนทางฝ่ายค้านคะแนนพุ่ง ผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่าคะแนนดัชนีการเมืองไทยลดลงแทบทุกด้าน สะท้อนถึงวิกฤตความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันการเมืองไทย อีกประเด็นสำคัญคือความถดถอยของความชอบธรรมทางกฎหมายของฝ่ายบริหาร ส่งผลให้คะแนนผลงานของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลลดลง
สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนสิงหาคม 2569 กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,107 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 25-28 สิงหาคม 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนสิงหาคม เฉลี่ย 3.63 คะแนน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ได้ 3.71 คะแนน
ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.28 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุดคือ การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล เฉลี่ย 3.00 คะแนน
นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่นคือ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 31.94 รองลงมาคือ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 25.66 ด้านฝ่ายค้านคือ รักชนก ศรีนอก ร้อยละ 32.46 รองลงมาคือ พริษฐ์ วัชรสินธุร้อยละ 22.68
ผลงานฝ่ายรัฐบาลที่ชื่นชอบประจำเดือน คือไทยช่วยไทย พลัส ร้อยละ 57.60 ผลงานฝ่ายค้านที่ชื่นชอบประจำเดือน คือ ตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐบาล ร้อยละ 39.74
น.ส.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ดัชนีการเมืองไทยเดือนสิงหาคมที่ลดลง สะท้อนผลจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การทุจริต ภัยพิบัติ และความมั่นคง แม้รัฐบาลจะรับมือและมีมาตรการออกมา แต่หลายเรื่องยังไม่เห็นผลชัดเจน ขณะที่ฝ่ายค้านใช้บทบาทตรวจสอบและการสื่อสารทางการเมืองต่อเนื่อง จึงทำให้ผลงานฝ่ายค้านและการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นเพียง 2 ตัวชี้วัดที่เพิ่มขึ้น
นายภิญโญ คูวัฒนาเสนีย์ หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า ผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่าคะแนนดัชนีการเมืองไทยลดลงแทบทุกด้าน สะท้อนถึงวิกฤตความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันการเมืองไทย โดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส และการแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพลที่มีคะแนนรั้งท้าย
อีกประเด็นสำคัญคือความถดถอยของความชอบธรรมทางกฎหมายของฝ่ายบริหาร ส่งผลให้คะแนนผลงานของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลลดลงเหลือเพียง 3.57 คะแนนเท่ากัน แม้มาตรการเยียวยาอย่างไทยช่วยไทย พลัส จะได้รับความนิยมสูงสุดจากฝ่ายรัฐบาล (ร้อยละ 57.60) แต่ก็ไม่อาจชดเชยความล้มเหลวในภาพรวมของดัชนีราคาสินค้า ค่าครองชีพ และเศรษฐกิจโดยรวมที่ปรับตัวลดลงทุกด้าน ขณะที่การมีส่วนร่วมของประชาชนกลับมีคะแนนอยู่ในอันดับต้น ๆ จึงเป็นสัญญาณเตือนทั้งทางกฎหมายและการเมืองว่า หากโครงสร้างรัฐบาลขาดความโปร่งใสและหลักนิติธรรมความศรัทธาของประชาชนต่อระบบการปกครองและสถาบันการเมืองไทยย่อมเสื่อมถอยลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้