“ธนาคารไทยเครดิต ” เดินเกมครึ่งปีหลัง 2569 รุกหนักสินเชื่อ Micro-SME หวังดันพอร์ตสินเชื่อแตะ 2 แสนล้านบาทสิ้นปี หลังครึ่งปีแรกโต 6.7% แตะ 1.94 แสนล้านบาท กำไรสุทธิพุ่ง 17.8% คุมเข้มหนี้เสียกรอบ 4.2-4.3% เดินหน้ากลยุทธ์ “โตอย่างมีคุณภาพ” ใช้ Risk-Based Pricing คัดกรองความเสี่ยง ควบคู่เร่งเครื่องแพลตฟอร์มดิจิทัล ขยายฐานลูกค้ารายย่อยกว่า 6 แสนราย
นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT เผยแผนครึ่งหลังปี 2569 มุ่งขยายสินเชื่อในกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย หรือ Micro และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ตั้งเป้าผลักดันพอร์ตสินเชื่อรวมแตะระดับ 200,000 ล้านบาทภายในสิ้นปี
โดยการรุกธุรกิจครึ่งปีหลังยังคงอยู่ภายใต้แนวคิด “โตอย่างมีคุณภาพ” ธนาคารจะเดินหน้าขยายสินเชื่อควบคู่กับการควบคุมความเสี่ยงอย่างเข้มงวด ใช้แนวทาง Risk-Based Pricing กำหนดอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของลูกค้า เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของสินเชื่อและการรักษาคุณภาพสินทรัพย์
ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้าผลักดันโครงการ “กล้าให้ กล้าสู้ กล้าช่วย” เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน
ทัังนี้ ยังขยายผลิตภัณฑ์สินเชื่อในกลุ่ม Micro Segment เพื่อเจาะฐานผู้ประกอบการรายย่อยอย่างต่อเนื่อง ทั้งผลิตภัณฑ์ Micro Max สำหรับกลุ่มผู้ค้าส่งและค้าปลีกขนาดใหญ่ วงเงินสินเชื่อ 500,000-1,000,000 บาท รวมถึง Nano Finance ที่ให้วงเงินไม่เกิน 100,000 บาท
ปัจจุบันโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อของธนาคารมีลูกค้ากลุ่ม SME คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 68% ของยอดสินเชื่อคงค้าง ขณะที่กลุ่ม Nano Finance แม้มีจำนวนลูกค้าสูงถึง 83% ของฐานลูกค้าทั้งหมด แต่คิดเป็นยอดสินเชื่อคงค้างเพียง 11%
จากตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ธนาคารยังมีโอกาสในการต่อยอดฐานลูกค้ารายย่อยอีกมาก โดยเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินให้ตอบโจทย์ลูกค้าในแต่ละช่วงของการเติบโตทางธุรกิจ และยังให้ความสำคัญกับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิด
สำหรับปี 2569 ธนาคารตั้งเป้าควบคุมสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ให้อยู่ในกรอบ 4.2-4.3% พร้อมรักษาระดับ Coverage Ratio ให้อยู่ในระดับสูงใกล้ 150% เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ
ขณะที่ต้นทุนเครดิต หรือ Credit Cost ตั้งเป้าอยู่ที่ 1.8% ซึ่งสะท้อนแนวทางการเติบโตที่ไม่ได้มุ่งขยายสินเชื่อเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับการคัดเลือกลูกค้าและการบริหารความเสี่ยงควบคู่กันไป
ขณะเดียวกัน CREDIT ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม MicroPay E-wallet และ Alpha by Thai Credit เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงบริการทางการเงินและยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า
ปัจจุบัน MicroPay E-wallet มีผู้ใช้งานมากกว่า 600,000 ราย ซึ่งนับเป็นฐานข้อมูลสำคัญที่ธนาคารสามารถนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาช่วยวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยง
นอกจากการขยายธุรกิจแล้ว ธนาคารยังเดินหน้าสร้างความรู้ทางการเงินผ่านโครงการ “ตังค์โต Know-how” ซึ่งดำเนินงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 และให้ความรู้ด้านการเงินแก่ประชาชนถือเป็นอีกกลไกหนึ่งที่จะช่วยยกระดับคุณภาพของลูกค้า และอาจช่วยลดความเสี่ยงด้านหนี้เสียในระยะยาว
สำหรับผลการดำเนินงานช่วงครึ่งปีแรกพอร์ตสินเชื่อรวมเติบโต 6.7% มาอยู่ที่ระดับ 194,000 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิเติบโต 17.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามการขยายตัวของรายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 6.8%
ขณะที่มีส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM อยู่ที่ 7.2% และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ ROE เพิ่มขึ้นเป็น 16.1% จาก 15.5% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
“ เรามีเป้าหมายดันพอร์ตสินเชื่อให้แตะระดับ 200,000 ล้านบาทภายในสิ้นปี ”
อย่างไรก็ตาม ด้วยฐานลูกค้า Micro-SME ที่มีขนาดใหญ่ การใช้กลยุทธ์กำหนดราคาตามความเสี่ยง การควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ และการต่อยอดแพลตฟอร์มดิจิทัล อาจเป็นหมากสำคัญที่ช่วยให้ CREDIT เดินหน้าขยายธุรกิจได้อย่างระมัดระวัง พร้อมรักษาความสามารถในการทำกำไรและฐานะทางการเงินให้แข็งแกร่งในระยะต่อไป