xs
xsm
sm
md
lg

หนุนอุตสาหกรรมจิวเวลรีไทย ดำเนินธุรกิจยั่งยืน สร้างจุดขาย ตอบโจทย์เทรนด์โลก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ประเทศไทยมีชื่อเสียงในฐานะแหล่งผลิตอัญมณีและเครื่องประดับที่มีฝีมือช่างเป็นเลิศ มีความคิดสร้างสรรค์ และผลิตสินค้าที่มีคุณภาพจนได้รับการยอมรับจากตลาดทั่วโลก โดยเฉพาะในฐานะฐานการผลิต OEM ให้กับแบรนด์จิวเวลรี่ระดับนานาชาติ แต่ในวันที่กติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยนไป ความสวยงาม คุณภาพ และราคาที่แข่งขันได้ อาจไม่เพียงพอที่จะรักษาตลาดเดิมไว้ได้อีกต่อไป เพราะคำถามจากคู่ค้าและผู้ซื้อกำลังขยับไปไกลกว่าตัวสินค้า ทั้งแหล่งที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การดูแลแรงงาน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทาน หากผู้ประกอบการไทยไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน ธุรกิจ OEM และแบรนด์จิวเวลรี่ไทยอาจสูญเสียโอกาสทางการตลาดโดยไม่ทันตั้งตัว

สถาบันสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT ได้จัดงาน Responsible Jewelry for Sustainable World by GIT x NEXTOPIA ระหว่างวันที่ 12–18 ส.ค.2569 ณ โซน NEXTOPIA ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม และสร้างความเข้าใจทั้งในฝั่งผู้ประกอบการและผู้บริโภคว่าจิวเวลรี่ในอนาคตไม่ได้แข่งขันกันเพียงด้วยความสวยงาม แต่ต้องมีระบบธรรมาภิบาล ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และจริยธรรมรองรับด้วย

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ GIT กล่าวว่า ตัวอย่างการทำเหมืองพลอยขนาดใหญ่แบบ Responsible Mining ในต่างประเทศ มีการแยกชั้นดินที่ขุดขึ้นมาอย่างเป็นระบบ เมื่อร่อนพลอยออกแล้ว จึงนำดินแต่ละชั้นกลับมาเรียงคืนในตำแหน่งเดิม พร้อมปลูกป่าทดแทนเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ โดยตัวอย่างนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความรับผิดชอบสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ต้นน้ำที่การทำเหมือง และครอบคลุมไปตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้งการแปรรูป การผลิต การออกแบบเครื่องประดับ ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์และการส่งมอบสินค้าให้ผู้บริโภค

ที่ผ่านมา GIT จึงมีบทบาทในการช่วยผู้ประกอบการไทยเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทั้งมาตรฐานสากลของ Responsible Jewellery Council (RJC) มาตรฐาน GIT Standard 3001 ที่มุ่งส่งเสริมการดำเนินธุรกิจตามหลัก Know Your Counterparty และมาตรฐานคาร์บอนฟุตพรินต์องค์กร CFO (Carbon Footprint for Organization) พร้อมขยายการสนับสนุนไปยังผู้ประกอบการในวงกว้างขึ้น เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยสามารถปรับตัวให้ทันกับกติกาการค้าและความคาดหวังใหม่ของตลาดโลก


Ethical Luxury เมื่อความหรูหราต้องมี “เรื่องราว” และความรับผิดชอบ

เมื่อผู้ซื้อไม่ได้มองเพียงความสวยงามของเครื่องประดับอีกต่อไป คำถามแรกที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงว่า “สินค้าสวยแค่ไหน” แต่คือ “สินค้านี้มีคุณค่าอะไรอยู่เบื้องหลัง” โดยประเด็นดังกล่าวได้รับการขยายความในวงเสวนา The Future of Ethical Luxury โดยนายทนง ลีลาวัฒนสุข รองผู้อำนวยการ (เทคนิค) GIT นายบุญเลิศ สิริภัทรวณิช จาก Ausiris Co., Ltd. และนายธีรชัย ศุภเมธีกุลวัฒน์ จาก Qualy Design โดยมองว่า Luxury ในอนาคต อาจไม่ได้หมายถึงการแสดงออกถึงความมั่งคั่งอย่างเปิดเผยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความหรูหราที่มีเรื่องราวและสะท้อนตัวตนของผู้สวมใส่ผ่านคุณค่าที่อยู่เบื้องหลังสินค้า เพราะผู้บริโภคจึงเริ่มให้ความสนใจกับสิ่งที่อยู่หลังเครื่องประดับมากขึ้น ทั้งแนวคิดในการออกแบบ แหล่งที่มาของวัสดุ วิธีการผลิต ตลอดจนแนวทางการดำเนินธุรกิจของแบรนด์ สิ่งเหล่านี้กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์และคุณค่าของ Luxury ในยุคใหม่

การตอบโจทย์ดังกล่าว จึงไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการลงทุนขนาดใหญ่เสมอไป แต่อาจเริ่มจากการคัดสรรคู่ค้าอย่างพิถีพิถัน การเลือกวัสดุและกระบวนการผลิต ตลอดจนการสื่อสารข้อมูลให้ผู้บริโภคสามารถเข้าใจและตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล ในขณะเดียวกัน องค์กรกลางและภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นฝั่งอุปสงค์ หรือ Demand side ให้เกิดความต้องการสินค้าและบริการที่ดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ เมื่อผู้บริโภคให้คุณค่ากับเรื่องเหล่านี้มากขึ้น ผู้ประกอบการก็จะมีแรงจูงใจในการปรับตัว และเมื่อมีผู้ประกอบการเริ่มต้นลงมือทำ ก็สามารถสร้างตัวอย่างและขยายแนวคิดไปสู่อุตสาหกรรมในวงกว้าง

ดังนั้น การปรับตัวจึงไม่ควรเป็นเพียงการวิ่งตามกฎทีละข้อ แต่ควรนำหลักความรับผิดชอบมาเป็นส่วนหนึ่งของการวาง Positioning ของแบรนด์ ใช้ความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบสร้างคุณค่าใหม่ และทำให้ผู้บริโภคเลือกแบรนด์ด้วยเหตุผลที่มากกว่าความสวยงามหรือราคา เพราะเมื่อความรับผิดชอบกลายเป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าที่ผู้บริโภคมองหา ความต้องการดังกล่าวก็จะย้อนกลับไปผลักดันให้เกิดการพัฒนางานออกแบบ เทคโนโลยี และกระบวนการผลิตให้ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่มากขึ้น


Green Transition เปลี่ยนผ่านธุรกิจสีเขียวด้วย “ตัวเลข คาร์บอน และความคุ้มค่า”

จากคุณค่าของสินค้า คำถามต่อมา คือ แล้วผู้ประกอบการจะพิสูจน์ผลกระทบและความรับผิดชอบของตนเองได้อย่างไร คำตอบสำคัญคือ “ข้อมูล” โดยวงเสวนา Decoding Green Transition in Gem and Jewelry โดยนายภูวดล วรรธนะชัยแสง จาก GIT นายธาดา วรุณโชติกุล จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) และนายปภพ อังกูรศิริภัทร จาก N.K Silver Co., Ltd. ชี้ให้เห็นว่า การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกำลังเปลี่ยนจากเรื่องของแนวคิดและความตั้งใจ ไปสู่การวัดผลที่ต้องมีข้อมูลรองรับ โดยเฉพาะข้อมูลด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

มาตรฐานอย่าง ISO 14067 ซึ่งใช้ประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ และ CFO (Carbon Footprint for Organization) สำหรับการประเมินระดับองค์กร จึงมีความสำคัญมากขึ้น เพราะช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นผลกระทบจากกระบวนการทำงานของตนเองอย่างเป็นระบบ และสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจได้

ในความเป็นจริง อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับมีพื้นฐานของเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy อยู่แล้ว ตั้งแต่การนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ การนำเศษหินหรือวัสดุเหลือใช้มาออกแบบและเจียระไนใหม่ ไปจนถึงการรีไซเคิลทองคำเก่า แนวทางเหล่านี้สะท้อนว่าการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับอุตสาหกรรม เพียงแต่วันนี้จำเป็นต้องมีการจัดเก็บข้อมูลและพิสูจน์ผลลัพธ์อย่างเป็นระบบมากขึ้น

การเก็บข้อมูลการปล่อยคาร์บอนจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นต้นทุนและการใช้ทรัพยากรในแต่ละกระบวนการได้ชัดเจนขึ้น และนำไปสู่การปรับปรุงประสิทธิภาพในระยะยาว

ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ประกอบการ OEM เพราะเจ้าของแบรนด์ระดับโลกมีแนวโน้มต้องการข้อมูลการปล่อยคาร์บอนจากซัพพลายเออร์มากขึ้น เพื่อนำไปบริหารจัดการผลกระทบตลอดห่วงโซ่จนถึงมือผู้บริโภค การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการลดผลกระทบต่อโลก แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสามารถในการแข่งขันและเงื่อนไขในการทำธุรกิจกับตลาดระดับสากล

สำหรับประเทศไทย GIT เดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการในการเตรียมความพร้อมด้าน CFO อย่างต่อเนื่อง พร้อมประสานความร่วมมือกับ อบก. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยลดอุปสรรคด้านองค์ความรู้และต้นทุน โดยเฉพาะสำหรับ SMEs ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุตสาหกรรมไทย โดยเป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการทำให้ผู้ประกอบการผ่านมาตรฐาน แต่คือการทำให้ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมสามารถนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารธุรกิจ และช่วยให้อุตสาหกรรมไทยปรับตัวทันทั้งเป้าหมายของประเทศและความต้องการของตลาดโลก


Responsible Precious Metals เมื่อแหล่งที่มาของวัตถุดิบกลายเป็นส่วนหนึ่งของคุณค่า

หากตลาดต้องการรู้ว่าเครื่องประดับถูกผลิตอย่างไร คำถามที่ลึกลงไปอีกขั้น ก็คือ แล้ววัตถุดิบที่ใช้ผลิตมาจากไหน นี่คือประเด็นสำคัญของวงเสวนา Responsible Precious Metals โดยนายจักรพันธ์ สุวรรณวิจิตร จาก GIT นายสมบูรณ์ ภุชงค์โสภาพันธุ์ จากสมาคมค้าทองคำ และนางวิลาสินี ศานติจารี จากสมาคมผู้ส่งออกเครื่องประดับเงิน ได้สะท้อนให้เห็นว่า การยกระดับความรับผิดชอบในอุตสาหกรรมโลหะมีค่า ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นกระบวนการพัฒนาที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตามวิวัฒนาการของอุตสาหกรรมตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีการหลอมทองคำ จากเตาถ่านหินไปสู่เตาแก๊สและเตาไฟฟ้า ไปจนถึงการจัดการด้านชีวอนามัยในกระบวนการผลิตและรีไซเคิลโลหะมีค่า ล้วนเป็นตัวอย่างของการปรับตัวที่เกิดขึ้นจริงในภาคอุตสาหกรรม และสะท้อนว่าผู้ประกอบการไทยมีประสบการณ์ในการปรับกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานและความคาดหวังใหม่ ๆ มาโดยตลอด

ขณะเดียวกัน คำถามของผู้ซื้อในวันนี้ก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่มุ่งเน้นเปอร์เซ็นต์ของโลหะมีค่าและความน่าเชื่อถือจากระบบการซื้อขายหรือเครื่องหมายรับรองแบบดั้งเดิม ปัจจุบันตลาดให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ลึกลงไป เช่น โลหะมาจากการทำเหมืองหรือจากการรีไซเคิล ผู้ผลิตในแต่ละทอดคือใคร รวมถึงมีการดูแลแรงงานและสิ่งแวดล้อมอย่างไร นี่คือจุดที่ ความโปร่งใสเข้ามาเชื่อมโยงโดยตรงกับความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

สำหรับ SME การเข้าสู่มาตรฐานหรือระบบการจัดการใหม่อาจยังมีต้นทุนและข้อจำกัดด้านทรัพยากร แต่ในอีกด้านหนึ่ง นี่คือโอกาสในการสร้างความแตกต่าง เพราะประเทศไทยมีจุดแข็งจากการเป็นฐานการผลิต OEM สำคัญของแบรนด์เครื่องประดับทั่วโลก

หากการแข่งขันในอดีตอาศัยฝีมือ คุณภาพ และราคาเป็นหลัก การแข่งขันในอนาคตจะเพิ่มมิติของความสามารถในการพิสูจน์ว่า สินค้าเหล่านั้นผลิตขึ้นอย่างรับผิดชอบ มีแหล่งที่มาที่ตรวจสอบได้ และสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและผู้บริโภคได้ บทบาทของ GIT จึงไม่ได้อยู่เพียงการผลักดันให้ผู้ประกอบการเข้าสู่มาตรฐาน แต่ยังรวมถึงการช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงมาตรฐานสากล ถ่ายทอดองค์ความรู้ และทำให้หลักเกณฑ์ที่มีความซับซ้อนสามารถนำมาปรับใช้ได้จริงในบริบทของผู้ประกอบการไทย

แม้ผลตอบแทนจากการลงทุนด้านมาตรฐานอาจไม่สามารถวัดออกมาเป็นตัวเลขได้ทันที แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการกำลังสร้างคือความน่าเชื่อถือและความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในการเข้าสู่ตลาดและกลุ่มผู้บริโภคที่ให้คุณค่ากับความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และจริยธรรมทางธุรกิจ


จาก “ต้นทุนที่ต้องจ่าย” สู่ “เกณฑ์การแข่งขันใหม่”

จากทั้ง 3 วงเสวนา จะเห็นได้ว่ากระบวนทัศน์ของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับกำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่การแข่งขันอาจวัดกันด้วย ฝีมือ ความสวยงาม คุณภาพ และราคา วันนี้ตลาดกำลังเพิ่มคำถามอีกชุดเข้ามา ตั้งแต่ ใครอยู่เบื้องหลังสินค้า ผลิตอย่างไร วัตถุดิบมาจากไหน และมีผลกระทบต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อมอย่างไร

สำหรับประเทศไทย เงื่อนไขเหล่านี้อาจเป็นความท้าทาย แต่ก็สามารถเป็นโอกาสในการต่อยอดจุดแข็งเดิมของอุตสาหกรรมไทยเช่นกัน เพราะในวันที่คู่ค้าและผู้บริโภคต้องการมากกว่า สินค้าคุณภาพดี ราคาดี ผู้ประกอบการที่สามารถแสดงให้เห็นถึงระบบการบริหารจัดการที่โปร่งใส มีความรับผิดชอบ และตรวจสอบได้ ย่อมมีโอกาสสร้างความแตกต่างในตลาดที่ให้คุณค่ากับมิติที่ต่างไป

การปรับตัวในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำตามมาตรฐานเพื่อให้ “ผ่าน” แต่คือการสร้างระบบธุรกิจที่พร้อมสำหรับความคาดหวังของตลาดในอนาคต และหากประเทศไทยสามารถนำจุดแข็งด้านฝีมือการผลิต ความคิดสร้างสรรค์ และศักยภาพของฐาน OEM มาต่อยอดด้วยธรรมาภิบาล ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และจริยธรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน คำว่า “Made in Thailand” ก็อาจมีความหมายมากกว่าแหล่งกำเนิดของสินค้า แต่หมายถึง สินค้าที่ตลาดโลกสามารถเชื่อมั่นได้ทั้งในสิ่งที่มองเห็น และสิ่งที่อยู่เบื้องหลังเครื่องประดับแต่ละชิ้น