ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ในอาเซียน 6 แห่ง ร่วมเสวนาในงาน THAILAND FOCUS ภายใต้หัวข้อ “ อาเซียน: ภูมิภาคแห่งโอกาสการเติบโต (ASEAN Exchange Session)kp
เชื่อมทุน เชื่อมโอกาส สู่การเติบโตร่วมกัน ”
“มาเลเซีย" ดึงอุตฯมูลค่าเพิ่มสูง -หนุน SME เข้าจดทะเบียน
Dato' Fad'l Mohamed, Chief Executive Officer, Bursa Malaysia เผยว่าตลาดหุ้นมาเลเซีย มีการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) 60 บริษัท ระดมทุนเกือบ 6 พันล้านริงกิต ด้วยมูลค่าตลาดรวม 2.74 หมื่นล้านริงกิตในปี 2025 และมี IPO 42 บริษัท ระดมทุนรวมเกือบ 6 พันล้านริงกิต ในครึ่งแรกของปีนี้
โดยเน้นดึงกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยี การดูแลสุขภาพ และการผลิตขั้นสูงเข้าจดทะเบียน พร้อมกับสนับสนุนบริษัทขนาดกลางและ SME เข้าจดทะเบียนในตลาด ACE และ LEAP Market
ทั้งนี้ ต้องดำเนินโครงการสร้างคุณค่าในบริษัทจดทะเบียน "My Value Up" โดยตั้งเป้าหมายที่บริษัทขนาดใหญ่ (Large Cap) จำนวน 88 บริษัท ซึ่งมีมูลค่าตลาดรวมกันคิดเป็น 80% ของตลาดทุนมาเลเซีย โดยให้บริษัทเหล่านี้จัดทำแผนสร้างมูลค่าที่ชัดเจน พร้อมตัวชี้วัด ปัจจุบันเป็นแบบสมัครใจ โดยกำหนดส่งแผนภายในสิ้นปี และจะมีการติดตามผลในปี 2027
นอกจากนี้ยังต้อง มุ่งขยายความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ลงทุนผ่าน ETFs และ Digital Asset ETFs ตลอดจนการสร้างความเชื่อมโยงระดับภูมิภาค ด้วยการตกลงร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. ฮ่องกง (SFC) และลงนาม MOU กับตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HKEX) เพื่อศึกษาโอกาสจัดทำการจดทะเบียนแบบ Dual Listings
สำหรับจุดแข็งของตลาดหุ้นมาเลเซีย มีความหลากหลายของเซ็กเตอร์ มีฐานผู้ลงทุนสถาบันในประเทศที่เข้มแข็งซึ่งสามารถอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนใหม่เข้าระบบได้กว่า 2.8 หมื่นล้านริงกิต การเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ตลาดทุนอิสลาม (Islamic Capital Markets) ด้วยสัดส่วนหลักทรัพย์ที่สอดคล้องตามหลักชะรีอะฮ์ (Shariah-compliant) สูงถึง 80% และเป็นผู้ส่งออกเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่อันดับ 6 ของโลก ซึ่งรองรับส่วนแบ่งงานประกอบและทดสอบชิปถึง 13% ของโลก
ทั้งนี้ อาเซียนได้รับการคาดการณ์ว่าจะก้าวขึ้นเป็นระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกภายในปี 2040 และมองว่าอาเซียนควรถูกมองเป็น "โอกาสเสริมกัน" ไม่ใช่แข่งกันเอง และตลาดทุนโลกยัง underweight สินทรัพย์อาเซียนอยู่มาก
“ อินโดฯเร่งแปรรูปตลาดหลักทรัพย์เป็นบริษัทมหาชน
Mr. Irvan Susandy, Director of Trading and Membership, Indonesia Stock Exchange มองว่า ต้องประสานความร่วมมือกับสำนักงานกำกับดูแลบริการทางการเงิน (OJK) ในการดำเนินแผนปฏิรูปโครงสร้างตลาดทุน 8 หัวข้อหลักเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนต่างชาติและยกระดับธรรมาภิบาลของตลาดทุนอินโดนีเซีย โดยปัจจุบันได้ดำเนินการและมีผลบังคับใช้สำเร็จแล้วจำนวน 5 หัวข้อ ได้แก่การบังคับใช้นโยบายสัดส่วนหุ้นหมุนเวียนเสรี (Free Float Policy) รูปแบบใหม่ โดยปรับเพิ่มเกณฑ์ขั้นต่ำขึ้นเป็น 50% จากเดิม 7.5% สำหรับการระดมทุน IPO ใหม่และบริษัทจดทะเบียนเดิมโดยให้ระยะเวลาปรับตัว 3 ปี การเพิ่มการเปิดเผยข้อมูลผู้ถือหุ้นที่เป็นเจ้าของที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Ownership - UBO)
การปรับปรุงข้อมูลการถือหุ้นให้ละเอียดขึ้น โดยปัจจุบัน ตลาดหุ้นอินโดนีเซียมี 39 ประเภทของนักลงทุน และกำหนดส่งรายงานผู้ถือหุ้นที่มีสัดส่วนเกิน 1% ทุกต้นเดือน
การยกระดับมาตรการบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษที่เข้มงวด สำหรับการกระทำผิดและการปั่นหุ้น
การบังคับให้กรรมการและคณะกรรมการกำกับดูแลต้องผ่านการอบรมการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Corporate Governance) อย่างต่อเนื่อง และกำหนดให้ผู้จัดทำงบการเงินของบริษัทต้องผ่านการรับรองคุณวุฒิความรู้ความสามารถทางวิชาชีพบัญชี
และเร่งผลักดันแผนปฏิรูปตลาดทุนในอีก 3 หัวข้อที่เหลือ ซึ่งรวมถึงแผนการแปรรูปตลาดหลักทรัพย์เป็นบริษัทมหาชน ตามขอบกฎหมายใหม่ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการซื้อขายใหม่ในเดือนธันวาคม โดยเปิดตัว Gold ETFs จำนวน 5 กองทุนเมื่อเดือนที่ผ่านมาเพื่อขยายฐานผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการปฏิรูปอย่างยั่งยืน รวมถึงการปรับให้ดัชนี IDX สอดคล้องกับดัชนี S&P และ FTSE
ปัจจุบันมีบัญชีนักลงทุนในระบบมากกว่า 30 ล้านราย โดยมีอัตราส่วนประมาณ 30% ที่เป็นผู้ลงทุนซื้อขายอย่างสม่ำเสมอ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์ในอาเซียนจะส่งผลดีต่อการร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนระดับภูมิภาคเพื่อตอบสนองต่อผู้ลงทุนต่างประเทศ
“ฟิลิปปินส์" ปฏิรูปโครงสร้างตลาดทุนระยะสั้น เสริมสภาพคล่อง
Mr. Ramon S. Monzon, President and Chief Executive Officer, Philippine Stock Exchange แสดงความเห็นว่า ให้มุ่งเน้นนโยบายการปฏิรูปโครงสร้างตลาดทุนระยะสั้น เพื่อเสริมสร้างสภาพคล่อง (Market Liquidity) ซึ่งเป็นความท้าทายหลักของฟิลิปปินส์ ผ่านการปรับเกณฑ์โมเดลผู้สนับสนุนการจดทะเบียน (Sponsor Model) การเปิดโอกาสให้จดทะเบียนเฉพาะหุ้นบุริมสิทธิและการผ่อนปรนกฎเกณฑ์ของกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ให้ครอบคลุมธุรกิจทางด่วนม, Data Center, และพลังงานหมุนเวียน โดยจะมีการระดมทุนของศูนย์ข้อมูลแห่งแรกในเดือนพฤศจิกายนนี้
โดยเร่งเตรียมความพร้อมสำหรับการออกตราสารชนิดใหม่ โดยปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการยื่นขออนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อจัดตั้งตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Global Derivative Depositary Receipts - GDDR) พร้อมเร่งสรุปกรอบกติกาตราสารอนุพันธ์ (Derivatives Rule Framework) ที่ตั้งเป้าหมายเปิดตัวในไตรมาสที่ 2 ของปีหน้า และปรับเกณฑ์พัฒนาตลาดกองทุนรวมดัชนี (ETFs) ที่มีเพียงกองทุนเดียวในปัจจุบัน
พร้อมกับพัฒนามาตรการเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมและดึงดูดผู้ลงทุนรายย่อย โดยจัดตั้งกระดานซื้อขายเจรจาตรง (Negotiated Trade Board) เพื่อเอื้อต่อรายการขนาดใหญ่ที่มีข้อตกลงราคาเฉพาะให้ตกลงกันได้โดยตรงโดยไม่ต้องต่อคิวปกติ การปรับโครงสร้างระบบซื้อขายขั้นต่ำเป็น "One Share, One Board Lot" และสนับสนุนการจัดตั้งบัญชีเงินออมเพื่อการเกษียณส่วนบุคคล (PERA) แก่พนักงานซึ่งรัฐบาลสนับสนุนผ่านการลดหย่อนภาษี
ลงทุนยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ ผ่านการเปลี่ยนระบบซื้อขายใหม่ทั้งหมดไปใช้ระบบ "Nasdaq Eclipse" ซึ่งจะเริ่มใช้จริงในเดือนพฤศจิกายนนี้ พร้อมปรับระบบรายงานข้อมูลบริษัทจดทะเบียน รวมถึงการปรับปรุงระบบรับฝากหลักทรัพย์ส่วนกลาง (Central Securities Depository System) และระบบดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์ใหม่ของหน่วยงานกำกับดูแลย่อย
สำหรับ ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์มีอัตราส่วน P/E ที่ต่ำเพียง 9.56 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยปกติของประเทศที่ 12-13 เท่า และอาเซียนที่ 13-17 เท่า มีอัตรากำไรเฉลี่ยของบริษัทจดทะเบียนสูงถึง 14% สูงเป็นอันดับ 3 ของอาเซียนรองจากสิงคโปร์และอินโดนีเซีย และมีประชากรคนรุ่นใหม่ที่มีจำนวนมากและการบริโภคภายในประเทศคิดเป็น 75% ของ GDP โดยคาดว่า GDP จะกลับมาเติบโตที่ระดับปกติ 6-7% ได้ตามทิศทางปฏิรูปของภาครัฐ
สิงคโปร์ เพิ่มสภาพคล่องและง่ายต่อการเทรด
Mr. Loh Boon Chye, Chief Executive Officer, SGX Group มองว่า การกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ในฐานะตลาดที่มีสินทรัพย์หลากหลาย (Multi-asset Exchange) ที่มุ่งเป้าสู่การเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน (Sustainable and Durable Market) ผ่านการมุ่งพัฒนาและเตรียมความพร้อมของบริษัทคุณภาพเข้าจดทะเบียน (Pipeline of Quality Companies) เพื่อสร้างวงจรความยั่งยืนของมูลค่าหลักทรัพย์ สภาพคล่อง และดึงดูดผู้ซื้อขายสากล
โดยพบว่ามีปริมาณมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันแตะระดับสูงสุดในรอบ 18 ปี สัดส่วนกิจกรรมการซื้อขายของผู้ลงทุนรายย่อยพุ่งสูงสุดในรอบ 50 ปี และการกระจายตัวของสภาพคล่องไปยังกลุ่มหลักทรัพย์ขนาดเล็กซึ่งมีปริมาณซื้อขายเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในระยะเวลาเพียงปีเดียว
ปัจจุบันมีบริษัทที่แต่งตั้งที่ปรึกษาและเตรียมความพร้อมทำ IPO มากกว่า 50 บริษัท ครอบคลุมกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สินค้าอุปโภคบริโภค บริการทางการแพทย์ อสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มอุตสาหกรรมหนัก ตลอดจนร่วมมือกับ Nasdaq จัดทำกระดานจดทะเบียนควบคู่ระดับโลก (Global Listing Board) เพื่อช่วยให้บริษัทในเอเชียจดทะเบียนและซื้อขายควบคู่กันได้ทั้งใน SGX และ Nasdaq
ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการเพิ่มสภาพคล่องและอุปสงค์ตลาดทุนสิงคโปร์ ผ่านกองทุนสนับสนุนตลาดทุนของธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS Equity Market Development Program) ภายใต้ Equity market development program วงเงิน 6.5 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งจัดสรรลงทุนไปแล้ว 3.9 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ควบคู่กับโครงการสนับสนุนบริษัท "Value Up Program"
พร้อมกับปรับปรุงประสิทธิภาพและความสะดวกในการเข้าถึงตลาดซื้อขาย โดยปรับปรุงเกณฑ์ขนาดการทำธุรกรรมรายใหญ่ (Block Size) และเตรียมเปลี่ยนผ่านระบบการรับฝากและดูแลหลักทรัพย์ (Custody) ในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า พร้อมทั้งรักษาบทบาทการเป็นศูนย์กลางความร่วมมือของอาเซียน ซึ่งปัจจุบันบริษัทบนกระดานหลักของ SGX มีสัดส่วนบริษัทที่มาจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้รวมกันสูงถึง 20%
“เวียดนามเน้นเข้าถึงผลิตภัณฑ์การลงทุน-ความน่าเชื่อถือของตลาด "
Mr. Dang Tai An Trang, Deputy CEO, Vietnam Exchange เผยว่าตลาดทุนเวียดนาม กำหนดเสาหลักและทิศทางการยกระดับตลาดทุนของเวียดนามผ่านหัวข้อกลยุทธ์ 4 ประการ ประกอบด้วย ความสามารถในการเข้าถึงตลาด คุณภาพของตลาด ผลิตภัณฑ์การลงทุน และความน่าเชื่อถือของตลาด เพราะปี 2026 เป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญของตลาดหุ้นเวียดนาม FTSE Russell ยืนยันการปรับสถานะจาก Frontier Market เป็น Secondary Emerging Market มีผลในเดือนกันยายนนี้ โดยเน้นว่าการปรับสถานะนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดตลาด แต่ขึ้นอยู่กับ "การเข้าถึงได้ของตลาด" (market accessibility) เช่น การยกเลิกข้อกำหนด pre-funding และการเปิดทางให้โบรกเกอร์ต่างชาติเข้าถึงตลาดได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ยังต้อง ปรับปรุงมาตรฐานและยกระดับสภาพคล่องของตลาดทุนหลังการยกระดับสถานะ โดยพัฒนาปรับเปลี่ยนกระบวนการชำระบัญชีส่งมอบสู่ระบบสำนักหักบัญชีกลาง (Central Counterparty - CCP) และการเตรียมกรอบโครงสร้างมาตรการส่งเสริมธุรกรรมการให้ยืมและยืมหลักทรัพย์ (Securities Lending) รวมถึงการขายชอร์ตหลักทรัพย์ในรูปแบบที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Covered Short Sale)
อีกทั้งขยายความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่นอกเหนือจากการซื้อขายหุ้นสามัญ โดยพัฒนารูปแบบการจัดตั้งและขยายกองทุนดัชนี ETF ใหม่ ตราสารอนุพันธ์ และส่งเสริมผลิตภัณฑ์เชื่อมโยงระดับภูมิภาค พร้อมทั้งร่วมลงนามความตกลงร่วมกันของ 6 ตลาดหลักทรัพย์อาเซียนเพื่อพัฒนาโครงการระบบเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์และการจดทะเบียนข้ามพรมแดน (e-ASEAN Linkage / e-ASEAN IC) จากการประชุม ณ เมืองฮอยอัน เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
ขณะที่ต้องเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและธรรมาภิบาลเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระยะยาวจากกลุ่มสถาบัน เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญและกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ผ่านมาตรการเริ่มบังคับใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ (IFRS / IAS) การส่งเสริมมาตรฐานความยั่งยืนและการรายงานข้อมูลสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG Data) ร่วมกับเครือข่ายความยั่งยืนอาเซียน ตลอดจนพัฒนาการกำกับดูแลกิจการที่ดีให้สอดรับกับเกณฑ์สากลของ OECD และชูจุดแข็งว่าเวียดนามตั้งอยู่ในภูมิภาคเศรษฐกิจสำคัญของเอเชีย และวางตำแหน่งตัวเองเป็นหนึ่งในตลาดทุนที่มีพลวัตมากที่สุดในเอเชีย
ไทยเร่งเพิ่มศักยภาพ บจ.ผ่านโครงการ JUMP+
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีมุมมอง ในการทำหน้าที่เป็น “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” เพื่อเป็นเสาหลักในการระดมทุนและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคง โดยออกสนับสนุนมาตรการเสริมสร้างขีดความสามารถการเติบโตระดับพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนผ่านโครงการ JUMP+ พร้อมทั้งเปิดรับความเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบนิเวศตลาดทุนเพื่อการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
พรัอมกับทำงานร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. ไทยและหน่วยงานกำกับดูแล ในการทบทวนปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์และข้อกำหนดการรับหลักทรัพย์เพื่อส่งเสริมกลุ่มธุรกิจ New Economy ที่มีศักยภาพ ควบคู่กับการควบคุมคุณภาพการเปิดเผยข้อมูลและการคุ้มครองผู้ลงทุนอย่างสมดุล
นอกจากนี้ยังต้อง ศึกษาแนวทางการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ปฏิรูปตลาดทุน เช่น การพัฒนาเปลี่ยนผ่านสินทรัพย์ไปสู่ระบบดิจิทัล (Digitalisation) หรือการแปลงสิทธิ์ในสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปโทเคน (Tokenisation) ซึ่งกำลังเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงรากฐานแก่โครงสร้างการให้บริการและธุรกิจตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก และเน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือข้ามพรมแดนระดับภูมิภาค (Cross-border Collaboration) ผ่านความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของโครงการร่วมจัดตั้งตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depositary Receipt - DR) ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) ทั้งนี้ ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมี DR ให้ซื้อขายกว่า 500 หลักทรัพย์