Bernstein ประเมินราคาบิทคอยน์เตรียมพุ่งแตะระดับสูงสุดใหม่ที่ 150,000 ดอลลาร์ภายในช่วงกลางปี 2570 และอาจทะยานถึง 300,000 ดอลลาร์ในวัฏจักรปี 2572 ปัจจัยหลักมาจากวิกฤติหนี้สาธารณะของสหรัฐที่พุ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ บีบให้รัฐบาลต้องลดทอนมูลค่าสกุลเงิน ส่งผลให้นักลงทุนสถาบันหันมาสะสมสินทรัพย์ที่ต้านทานภาวะเงินเฟ้อ ขณะเดียวกันได้ปรับลดราคาเป้าหมายหุ้น Strategy ลงเหลือ 350 ดอลลาร์จากผลกระทบของการลดสัดส่วนผู้ถือหุ้น
ทีมนักวิเคราะห์จาก Bernstein นำโดย เกาแตม ชูกานี (Gautam Chhugani) เปิดเผยรายงานฉบับล่าสุด ระบุแนวโน้มราคาบิทคอยน์กำลังก้าวเข้าสู่รอบขาขึ้นครั้งใหญ่ ภายใต้ฐานสมมติฐานกรณีปกติ ราคาจะฟื้นตัวกลับไปสร้างสถิติใหม่ที่ 150,000 ดอลลาร์ภายในกลางปี 2570 ก่อนจะทะยานไปแตะจุดสูงสุดของรอบที่ 300,000 ดอลลาร์ในปี 2572 แรงขับเคลื่อนสำคัญไม่ได้มาจากเพียงปัจจัยทางเทคนิค หากแต่เป็นความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจมหภาคระดับโลก
ยุคสมัยแห่งการกดดอกเบี้ยต่ำตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมาได้สิ้นสุดลงแล้ว สหรัฐกำลังเผชิญหน้ากับภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นแตะระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์ ต้นทุนการกู้ยืมที่พุ่งสูงสร้างวัฏจักรหนี้ที่กดดันให้ยอดขาดดุลการคลังบานปลาย ท้ายที่สุดรัฐบาลและธนาคารกลางไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมให้เกิดการด้อยค่าของสกุลเงินเพื่อแลกกับการพยุงเสถียรภาพทางการคลัง สถานการณ์เช่นนี้กระตุ้นให้เม็ดเงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีจำกัดและไม่สามารถเสกเพิ่มได้ตามใจชอบ ซึ่งบิทคอยน์ตอบโจทย์คุณสมบัตินี้อย่างชัดเจน
สัญญาณการเคลื่อนย้ายเงินทุนเริ่มปรากฏให้เห็นเด่นชัดในตลาดกองทุนอีทีเอฟ ซึ่งอีริก บัลชูนาส (Eric Balchunas) นักวิเคราะห์อาวุโสด้าน ETF จาก Bloomberg ชี้ว่ากระแสการลงทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการด้อยค่าของเงินตรากำลังเข้ามาแทนที่ความตื่นตัวด้านปัญญาประดิษฐ์ กองทุนอย่าง IBIT ของ BlackRock และ GLD ของ SPDR ทะยานกลับเข้ามาติด 10 อันดับกองทุนที่มีการซื้อขายสูงสุด เบียดกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่เคยครองตลาดช่วงฤดูร้อนร่วงลงไป
ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานของบิทคอยน์ในปัจจุบันแข็งแกร่งกว่าอดีต ข้อมูลสะท้อนว่าอุปทานราว 59% ไม่ได้ถูกเคลื่อนย้ายเลยในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา แสดงถึงพฤติกรรมการถือครองระยะยาวของนักลงทุน การเข้ามาของกองทุน Spot Bitcoin ETF และการสะสมเหรียญของบริษัทจดทะเบียนทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี สังเกตได้จากรอบการปรับฐานนับจากจุดสูงสุดเดือนตุลาคม 2568 ราคาดิ่งลงราว 50% ซึ่งรุนแรงน้อยกว่าวัฏจักรตลาดหมีรอบก่อนหน้าที่เคยม้วนตัวลงลึกถึง 75-90% ล่าสุดราคาเพิ่งดีดกลับ 28% ในช่วง 10 วันที่ผ่านมา
ทั้งนี้ โมเดลประเมินมูลค่าของ Bernstein ซึ่งอิงตามต้นทุนส่วนเพิ่มในการขุด สะท้อนภาพวัฏจักร 4 ปีของบิทคอยน์อย่างชัดเจน ปลายปี 2569 ราคาประเมินจะอยู่ที่ 125,000 ดอลลาร์ กระนั้น หากกระแสเงินทุนจากสถาบันไหลเข้าตลาดรุนแรงกว่าคาดเพื่อหนีภัยเงินเฟ้อ กรณีมุมมองเชิงบวกประเมินว่าราคาอาจพุ่งทะลุ 200,000 ดอลลาร์ในช่วงกลางปี 2570 และทำจุดสูงสุดถึง 500,000 ดอลลาร์ในปี 2572 ก่อนจะไต่ระดับไปสู่เป้าหมายระยะยาวที่ 1 ล้านดอลลาร์ในสิ้นปี 2576
อย่างไรก็ตามแม้แนวโน้มตลาดคริปโทเคอร์เรนซีจะสดใส ทว่า Bernstein กลับปรับลดราคาเป้าหมายของหุ้น Strategy ลงจาก 450 ดอลลาร์เหลือ 350 ดอลลาร์ แม้จะคงคำแนะนำให้ซื้อเก็งกำไรเหนือตลาดไว้เช่นเดิม ปัจจัยกดดันหลักมาจากการปรับโครงสร้างเวลาของวัฏจักรบิทคอยน์ใหม่และผลกระทบจากการออกหุ้นเพิ่มทุน ปัจจุบันบริษัทถือครองบิทคอยน์มหาศาลถึง 840,447 เหรียญ หรือราว 4% ของอุปทานทั้งหมด ฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นช่วยให้บริษัทมีกระแสเงินสดครอบคลุมดอกเบี้ยและเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิไปได้อีกเกือบ 4 ปี อีกทั้งหากราคาบิทคอยน์ยังคงไต่ระดับขึ้น บริษัทอาจกลับมาเดินหน้ากว้านซื้อคริปโตเข้าพอร์ตอีกครั้ง
นัยสำคัญจากรายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า การจัดสรรสินทรัพย์ลงทุนในยุคถัดไปจะไม่สามารถละเลยบิทคอยน์ในฐานะสินทรัพย์ทางเลือกได้อีกต่อไป สำหรับนักลงทุนไทยและภูมิภาคอาเซียน ทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐยังคงเป็นตัวกำหนดกระแสเงินทุนโลก การอ่อนค่าของดอลลาร์อาจสร้างความผันผวนต่อสกุลเงินท้องถิ่น สิ่งที่น่าจับตาคือจังหวะการเข้าสะสมของนักลงทุนสถาบันผ่าน ETF ซึ่งจะเป็นมาตรวัดชั้นดีว่าเทรนด์หนีตายจากการด้อยค่าเงินจะผลักดันให้ตลาดคริปโตเติบโตได้ตามที่วอลล์สตรีทประเมินไว้หรือไม่