xs
xsm
sm
md
lg

SCCรับอานิสงส์การย้ายฐานผลิตสู่อาเซียน เตรียมกลับมาเดินรง.ROCใหม่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



SCC ชี้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าประเทศและการย้ายห่วงโซ่อุปทานมาไทย เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างระยะยาว ภาคธุรกิจต้องพัฒนายุทธศาสตร์เพื่อสร้างขนาดการดำเนินงานให้แข่งขันสู้กับสินค้าจีนให้ได้ ยันได้อานิสงส์จากย้ายฐานลงทุนและดาต้า เซ็นเตอร์ ดันยอดขายซีเมนต์พุ่ง แย้มเตรียมประกาศเดินโรงROCอีกครั้ง เหตุไม่มีปัญหาขาดวัตถุดิบแล้ว

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)หรือ SCC เปิดเผยว่า แม้จะเกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก แต่เม็ดเงินลงทุนยังคงไหลเข้าประเทศไทยต่อเนื่อง โดยเม็ดเงินส่วนใหญ่ไม่ได้กระจุกอยู่เพียงกลุ่มธุรกิจ Data Center เท่านั้น แต่ยังรวมถึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) เทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) และเศรษฐกิจหมุนเวียนสีเขียว (Green Economy)

รัฐบาลไทยกำลังขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ผ่านคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ 4 ชุด โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงกฎหมาย ลดข้อจำกัดเชิงระบบราชการ ขยายกรอบการค้าเสรี (FTA) รวมถึงพัฒนาทักษะทุนมนุษย์และการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อปูทางให้ไทยก้าวเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาคภายในเวลา 5- 10 ปีข้างหน้า

การเข้ามาของเม็ดเงินลงทุนและการย้ายห่วงโซ่อุปทานมายังภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทยไม่ใช่มาตรการชั่วคราวเพื่อหลบเลี่ยงความตึงเครียดทางการค้า แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะยาว ภาคธุรกิจไทยจึงต้องพัฒนายุทธศาสตร์อาเซียนเพื่อสร้างขนาดการดำเนินงานที่สามารถสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล และป้องกันการทะลักเข้ามาอย่างรุนแรงของสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกจากจีน

โดยอุตสาหกรรมไทยต้องเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงศูนย์กลางการประกอบชิ้นส่วน (Assembly Line) ไปสู่การเป็นเจ้าของห่วงโซ่อุปทานขั้นลึก เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า โดยจำเป็นต้องเร่งลงทุนปรับปรุงโรงงานผ่านการนำระบบ AI ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์อุตสาหกรรม มาประยุกต์ใช้เพื่อลดต้นทุน ลดความสูญเสียในกระบวนการผลิต และลดการใช้พลังงานเพื่อสร้างประสิทธิภาพการแข่งขันขั้นสูงสุด


นายธรรมศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า การเข้ามาลงทุนของอุตสาหกรรมต่างๆรวมถึงData Center ล้วนส่งผลดีต่อบริษัท เนื่องจากต้องมีการใช้ปูนซีเมนต์ ซึ่งSCCมีส่วนแบ่งตลาดมากสุดในไทย รวมถึงเหล็กในเครือบริษัทฯ รวมถึงธุรกิจปิโตรเคมีที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสายไฟ ชิ้นส่วนอีวี และแบตเตอรี่ ฯลฯ ซึ่งบริษัทมีฐานการผลิตในไทย เวียดนามและอินโดนีเซีย ทำให้ได้อานิสงส์จากการเคลื่อนย้ายทุนในอาเซียน

ทั้งนี้บริษัท เตรียมพิจารณากลับมาเดินเครื่องโรงระยองโอเลฟินส์ (ROC)ในเร็วๆนี้ หลังหยุดผลิตชั่วคราวจากผลกระทบการขาดแคลนวัตถุดิบแนฟทาในช่วงสงครามตะวันออกกลาง เกิดการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เรือขนส่งแนฟทาจากตะวันออกกลางไม่ได้ ล่าสุด บริษัทสามารถจัดหาวัตถุดิบทั้งแนฟทาและโพรเพนจากแหล่งอื่นมาทดแทนตะวันออกกลางได้แล้ว

ส่วนโครงการเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบด้วยก๊าซอีเทนที่โรงงายลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์หรือLSPE ที่เวียดนามคาดว่าจะแล้วเสร็จก่อนกำหนด จากเดิมที่ตั้งไว้ในปลายปีหน้า เป็นช่วงกลางปี2570 ทำให้มีEBITDA เพิ่มขึ้นนับพันล้านบาท

อย่างไรก็ดี ขณะนี้สำรองน้ำมันในหลายประเทศรวมแล้วอยู่ในระดับต่ำสุดรอบ 44ปี ทำให้มีความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันที่จะพุ่งสูงหากมีการสั่งซื้อน้ำมันเพื่อเก็บสต๊อกเพิ่มเติม ซึ่งจะมีผลทำให้ราคาเม็ดพลาสติกขยับขึ้นตามไปด้วย