xs
xsm
sm
md
lg

บีโอไอลุ้นบอร์ดดาต้า เซ็นเตอร์เคาะหลักเกณฑ์ใหม่ BGRIM ชี้สังคมไม่ตระหนกการแย่งชิงน้ำ อ้างมีเทคโนฯใหม่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“บีโอไอ”รอบอร์ดดาต้า เซ็นเตอร์ที่มีเอกนิติเป็นประธาน เคาะหลักเกณฑ์ เงื่อนการลงทุนกลุ่มดาต้า เซ็นเตอร์ก่อนที่จะพิจารณาให้การส่งเสริมฯเพิ่ม ด้านBGRIM ชี้ สังคมไม่ควรตื่นประเด็นการแย่งชิงน้ำของดาต้า เซ็นเตอร์ เหตุมีเทคโนโลยีใหม่ทั้งระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ และการแยกเกลือจากน้ำทะเล

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวในThailand Focus:Reignite Thailand ว่า ประเทศไทยเป็นจุดหมายของการลงทุนตรงจากต่างชาติ (FDI) ที่สำคัญ ทำให้การขอรับส่งเสริมผ่าน BOI เติบโตทำสถิติสูงสุดในทุกปี จากอานิสงส์ของการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกและการย้ายฐานผลิตอันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนความเป็นกลางของไทย ความพร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐานกายภาพและดิจิทัล และนิคมอุตสาหกรรมมาตรฐานโลก

คาดว่าคลื่นการลงทุนระลอกใหม่ในอีก 3–5 ปี จะมาจากห่วงโซ่ AI เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์อัจฉริยะ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ โดย BOI จะเสนอยุทธศาสตร์ชาติด้านเซมิคอนดักเตอร์ในการประชุมต้นเดือนกันยายนนี้

โครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่นำเอาเทคโนโลยี AI มาบูรณาการในอุตสาหกรรมรอบตัว อาทิ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และยานยนต์ดิจิทัล ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานรวมกลุ่มกันบนแพลตฟอร์มเทคโนโลยีเดียวกัน ทั้งกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ แผ่นวงจรพิมพ์ชั้นสูง โฟโตนิกส์ ดาต้า เซ็นเตอร์ และระบบระบายความร้อน (Cooling System) ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับธุรกิจไทย

นายนฤตม์ กล่าวถึงความคืบหน้าในการทบทวนกรอบการส่งเสริมและความเข้มข้นในการคัดกรองโครงการดาต้า เซ็นเตอร์ของบีโอไอว่า ขณะนี้ครม.เห็นชอบแต่งตั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายประกอบกิจการดาต้า เซ็นเตอร์ ซึ่งคาดว่าจะมีการเรียกประชุมบอร์ดฯดาต้า เซ็นเตอร์ในเร็วๆนี้ เพื่อกำหนดนโยบายที่ชัดเจน ส่งผลให้การลงทุนดาต้า เซ็นเตอร์ต้องมีความคุ้มค่าและเป็นประโยชน์ต่อประเทศ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีการใช้ทรัพยากรทั้งน้ำและไฟฟ้าสูงมาก ซึ่งกฎระเบียบที่ออกมา เชื่อจะมีผลต่อบังคับใช้กับโครงการดาต้า เซ็นเตอร์ที่ได้ลงทุนไปแล้ว หรือกำลังก่อสร้าง รวมถึงโครงการใหม่ที่จะเข้ามา ซึ่งปัจจุบันบีโอไอระงับการส่งเสริมการลงทุนดาต้า เซ็นเตอร์ตั้งแต่เม.ย.2569

สำหรับงวด6เดือนแรกปีนี้ มีการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนราว 1.4ล้านล้านบาท เป็นการลงทุนจริง 5 แสนล้านบาท โดยอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ Digital, Electronics, Materials, Automotive และ Chemicals

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ไทยต้องเร่งทำ 3 เรื่อง: (1) พัฒนาบุคลากร (2) พัฒนาซัพพลายเชนใหม่รองรับอุตสาหกรรมใหม่ (3) เพิ่มความสะดวกในการทำธุรกิจ ผ่านโครงการ "Thailand Fast Pass"

ทั้งนี้ ประเทศไทยในปี 2035 GDP เติบโตไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี และผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่อันดับความสามารถการแข่งขัน 20 อันดับแรกของโลกภายในปี 2030 ตลอดจนบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปีข้างหน้า โดยเป้าหมายสูงสุดคือการเปลี่ยนไทยจากเพียงฐานการผลิตแบบดั้งเดิม ให้เป็นศูนย์กลางภูมิภาคสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและงานบริการมูลค่าสูง ไม่ใช่แค่ฐานการผลิต


นายฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM กล่าวว่า สังคมไม่ควรตื่นตระหนกกับประเด็นการแย่งชิงทรัพยากรน้ำของดาต้า เซ็นเตอร์ เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยีระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ นอกจากนี้ ประเทศไทยสามารถพึ่งพาโรงแยกเกลือจากน้ำทะเล (Desalination Plant) บริเวณอ่าวไทยได้โดยไม่มีความเสี่ยงด้านต้นทุนที่มากเกินไป

ทั้งนี้ การตั้งดาต้า เซ็นเตอร์ในประเทศไทยช่วยรักษาฐานข้อมูลให้อยู่ในประเทศ ปราศจากปัญหาความหน่วง (Latency) ในการรับส่งข้อมูล รัฐบาลควรมีนโยบายสนับสนุนให้ใช้ผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ผลิตภายในประเทศ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของอุตสาหกรรมในห่วงโซ่อุปทานไปสู่ภายนอก

ส่วนระบบการศึกษาของประเทศจำเป็นต้องได้รับการยกระดับอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมเยาวชนไทยให้เติบโตไปเป็นผู้ประกอบการธุรกิจทางอินเทอร์เน็ต (Internet Entrepreneur) วิศวกร และหัวหน้าทีมบริหารดาต้าเซ็นเตอร์ โดยควรผสานความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคอุตสาหกรรมในการถ่ายทอดองค์ความรู้เฉพาะทาง รวมถึงขยายโอกาสด้านอาชีวศึกษาที่สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ระดับมหาวิทยาลัยได้

นายฮาราลด์ ลิงค์ กล่าวถึงแผน PDP 2026 ว่าบริษัทมีความพร้อมเข้าร่วมประมูลโครงการพลังงานสะอาดตามแผน PDP2026 ซึ่งมีความพร้อมทั้งโรงไฟฟ้าโซลาร์ พลังงานลม พลังงานน้ำ และระบบกักเก็บพลังงาน(BESS) ซึ่งปัจจุบันยังรอความชัดเจนการประกาศแผน PDP2026 จากทางภาครัฐ

สำหรับแผนการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โครงการ Nakwol 1 ที่เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง 365 เมกะวัตต์ คาดว่าจะจ่ายไฟเข้าระบบครบทั้งหมดภายในสิ้นปีนี้ ส่งผลให้กำลังการผลิตของบริษัทเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่มีโครงการที่ COD แล้วประมาณ 4,600 เมกะวัตต์ จะเพิ่มเป็นประมาณ 5,000 เมกะวัตต์ภายในสิ้นปี2569

ขณะเดียวกันบริษัทเตรียมร่วมลงทุนกับนักลงทุนท้องถิ่นในโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่งที่เกาหลีใต้อีก 1 แห่งประมาณ 350 เมกะวัตต์ บริษัทฯจะถือหุ้น 49% คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปลายปีนี้

ขณะที่ความคืบหน้าโครงการพัฒนาศูนย์ดาต้า เซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกล เฟสแรก 48 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเปิดให้บริการภายในเดือน พ.ย.นี้ และบริษัทได้มีการเซ็นสัญญา PPA กับทางกลุ่มดาต้า เซ็นเตอร์แล้วประมาณ 100 เมกะวัตต์ และจะมีเข้ามาเพิ่มเติมอีก