xs
xsm
sm
md
lg

ดองกฎหมาย 1,200 วัน! ปล่อยม้าคริปโตทะลุ 6 หมื่นบัญชี ก่อน ครม. เพิ่งตื่น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



25 สิงหาคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎหมายตลาดทุน 4 ฉบับ เปิดทางให้ ก.ล.ต. เข้าร่วมสอบสวนคดีอาญาตลาดทุนกับตำรวจได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ฟังดูเหมือนข่าวดี แต่ข้อเท็จจริงที่ไม่มีใครอยากพูดถึงคือ ร่างกฎหมายชุดนี้ผ่านความเห็นชอบ "ในหลักการ" มาแล้วตั้งแต่ต้นปี 2566 นับถึงวันนี้คือลากยาวเกือบ 3 ปีครึ่งกว่าจะกลับมาถึงโต๊ะ ครม. อีกรอบ และระหว่างที่กฎหมายแช่แข็งอยู่ในลิ้นชักราชการ ตลาดทุนไทยได้แต่รับกรรมไปเต็มๆ ทั้งคดี STARK ที่เสียหายทะลุ 2 หมื่นล้านบาท คดีปั่นหุ้น MORE ความเสียหาย 800 ล้านบาท และล่าสุดบัญชี "ม้าคริปโต" ที่ถูกอายัดสะสมพุ่งเป็น 62,516 บัญชีภายในไม่ถึง 8 เดือน ขณะที่ผลงานปราบปรามทั้งครึ่งปีของ ก.ล.ต. เอง เก็บค่าปรับได้แค่หลักสิบล้านบาท คำถามที่สังคมยังไม่ได้คำตอบคือ กฎหมายที่เพิ่งไฟเขียววันนี้จะมาทันพลิกเกม หรือจะกลายเป็นกระดาษอีกแผ่นที่ค้างเติ่งในสภาไปอีกหลายปี

ของจริงที่ ครม. เพิ่งกดปุ่มอนุมัติ มีอะไรบ้าง

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงหลังประชุม ครม. ว่าที่ประชุมเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติสำคัญด้านตลาดทุนรวม 4 ฉบับตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่าง พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้าฯ ร่าง พ.ร.บ.ทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุนฯ และร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ทั้งหมดผ่านการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว

สาระที่แท้จริงเมื่อแกะออกมาแบ่งเป็น 6 กลุ่มใหญ่ 

1.ผลักดันตลาดทุนดิจิทัล ให้กระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ใช้ได้เต็มระบบ พร้อมคุมผู้ให้บริการระบบที่มีผลกระทบสูงต่อตลาดทุน 

2.เข้มงวดกับผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ทั้งผู้ถือหุ้นใหญ่และบุคลากรในธุรกิจ 

3.ปรับโครงสร้างตลาดรองและองค์กรที่เกี่ยวเนื่อง ลดเงื่อนไขการตั้งศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์แต่เพิ่มมาตรการกำกับให้แน่นขึ้น 

4.คุมเข้มการระดมทุน สำนักสอบบัญชี และผู้ให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับตลาดทุน 

5.เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. มีอำนาจสอบสวนร่วมกับตำรวจในคดีที่กระทบรุนแรงต่อความเชื่อมั่นของระบบเศรษฐกิจ พร้อมปรับบทลงโทษให้มี "โทษปรับเป็นพินัย" สอดคล้องกับมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ 2560 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 

6.เรื่องบริหารจัดการภายในองค์กร ก.ล.ต.


ฝั่งพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. ระบุในทำนองว่ากฎหมายชุดนี้คือกลไกสำคัญที่จะยกระดับโครงสร้างตลาดทุนไทยให้ทันสมัย โปร่งใส แข่งขันได้ในระยะยาว และเพิ่มความรวดเร็วเข้มข้นของการบังคับใช้กฎหมาย ฟังดูสวยหรูทุกประโยค แต่ปัญหาคือ ทำไมสิ่งที่ควรเกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อนถึงเพิ่งมาเกิดวันนี้

ย้อนกระดาษพิมพ์ดีด 3 ปีครึ่ง เส้นทางกฎหมายที่หายไปจากสารบบ

ข้อมูลจากเอกสารของสำนักงาน ก.ล.ต. เองระบุชัดว่า ต้นปี 2566 คณะรัฐมนตรีเคยมีมติเห็นชอบ "ในหลักการ" ร่างกฎหมายตลาดทุนชุดเดียวกันนี้มาแล้วรอบหนึ่ง คือทั้ง 4 ฉบับ ชื่อเดียวกัน เนื้อหาในทิศทางเดียวกัน แปลว่าสิ่งที่ ครม. เพิ่งอนุมัติเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ไม่ใช่ของใหม่ถอดด้าม แต่คือร่างกฎหมายที่วนกลับมาให้อนุมัติซ้ำอีกครั้ง หลังจากหายไปจากกระบวนการนิติบัญญัติเกือบสามปีครึ่ง

ระหว่างทางนั้นการเมืองไทยผ่านการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีมาแล้วหลายคน และการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลแต่ละครั้งมักพ่วงมาด้วยชะตากรรมเดียวกันของร่างกฎหมายที่ค้างท่อ ตัวอย่างที่เห็นชัดคือช่วงที่มีการยุบสภา ร่างกฎหมายที่ค้างการพิจารณาอยู่ในชั้นรัฐสภารวมกันมากถึงกว่าร้อยฉบับต้องตกไปทั้งยวง มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่รัฐบาลชุดใหม่หยิบกลับมาสานต่อ นี่คือชะตากรรมปกติของกฎหมายไทยที่ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนทางการเมือง ต่อให้เนื้อหาข้างในจะเกี่ยวพันกับเงินในกระเป๋าประชาชนหลายหมื่นล้านบาทก็ตาม

ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ ไม่ใช่แค่ร่างกฎหมายชุดใหญ่ 4 ฉบับนี้เท่านั้นที่ถูกดองไว้ ย้อนไปเดือนมีนาคม 2568 เคยมีความพยายามเสนอวาระลับต่อ ครม. เพื่อออกพระราชกำหนดเพิ่มอำนาจให้ ก.ล.ต. สืบสวนสอบสวนความผิดตลาดหุ้นได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องรอพนักงานสอบสวนตำรวจ ถึงขั้นให้ ก.ล.ต. ฟ้องคดีอาญาเองได้หากอัยการสั่งไม่ฟ้อง เท่ากับว่าภาครัฐเองก็ตระหนักถึงปัญหานี้มานานกว่าหนึ่งปีก่อนหน้าการอนุมัติล่าสุด แต่กลไกเร่งด่วนแบบพระราชกำหนดกลับไม่ถูกผลักดันให้จบ สุดท้ายมาลงเอยที่การรวมอำนาจสอบสวนไว้ในร่าง พ.ร.บ. ชุดปกติที่ต้องผ่านกระบวนการรัฐสภาเต็มรูปแบบ ซึ่งกินเวลานานกว่าและมีความเสี่ยงจะสะดุดได้ทุกเมื่อ

ราคาที่ประชาชนต้องจ่าย ระหว่างที่กฎหมายแช่แข็งอยู่ในลิ้นชัก

ในขณะที่ร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับใช้เวลานอนรอเซ็นอยู่หลายปี ตลาดทุนไทยไม่ได้หยุดนิ่งรอตามไปด้วย คดีอื้อฉาวที่สุดของทศวรรษอย่าง STARK Corporation ถูกตรวจสอบพิเศษพบความเสียหายมากกว่า 20,600 ล้านบาท ผู้บริหารระดับสูงหลบหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศนานหลายเดือนก่อนถูกนำตัวกลับมาดำเนินคดี เจ้าหนี้หุ้นกู้ตกเป็นเหยื่อกว่า 3,400 ราย ยื่นทวงหนี้รวมกันทะลุ 1.3 แสนล้านบาท และแม้เวลาจะผ่านมากว่าสามปีนับจากวันที่เรื่องแดง คดียังไม่จบ ต้องรอศาลอุทธรณ์ชี้ขาดคดีแบบกลุ่มกันต่อไป

ไม่ต่างจากคดีหุ้น MORE ที่มีกลุ่มบุคคลถึง 32 รายร่วมกันสร้างราคาซื้อขายหุ้นในช่วง pre-open สร้างความเสียหายราว 800 ล้านบาท ทั้งสองคดีนี้คือบทพิสูจน์ว่าเครื่องมือสอบสวนแบบเดิมที่ต้องพึ่งพากระบวนการตำรวจล้วนๆ ทำงานช้าเกินกว่าจะทันเกมของขบวนการปั่นหุ้นที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน และนี่คือเหตุผลตัวจริงที่ทำให้รัฐต้องยอมเพิ่มอำนาจสอบสวนให้ ก.ล.ต. ไม่ใช่เพราะจู่ๆ คิดอยากปฏิรูปกฎหมายให้ทันสมัยเฉยๆ

ฝั่งสินทรัพย์ดิจิทัลยิ่งน่าตกใจกว่า ข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 ระบุว่ามีบัญชี "ม้าคริปโต" ที่ถูกระงับสะสมสูงถึง 62,516 บัญชี เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2568 เกือบ 30% เส้นทางฟอกเงินเดินสูตรเดียวกันแทบทุกครั้ง เหยื่อโอนเงินเข้าบัญชีม้าธนาคาร มิจฉาชีพนำไปกว้านซื้อ USDT ผ่านแพลตฟอร์ม P2P ก่อนโยกเข้ากระดานเทรดต่างประเทศหรือกระเป๋าส่วนตัวที่ไร้การกำกับ ปลายทางมักจบที่คาสิโนชายแดนหรือกลุ่มทุนจีนเทา ทั้งกระบวนการใช้เวลาไม่ถึง 3 นาที เร็วกว่าระบบอายัดของธนาคารไทยทุกแห่งรวมกัน

ขณะเดียวกันสถิติจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 พบคดีออนไลน์รวม 121,921 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 7,480 ล้านบาท และแม้คดี "หลอกลงทุน" จะมีจำนวนน้อยกว่าคดีหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์มาก แต่กลับกินส่วนแบ่งความเสียหายสูงถึง 80.2% ของทั้งหมด หรือเกือบ 6,000 ล้านบาท เฉลี่ยเหยื่อสูญเงินรายละกว่า 166,000 บาทต่อคดี สูงกว่าคดีหลอกขายของทั่วไปถึง 10 เท่า

แล้วฝั่งการปราบปรามของ ก.ล.ต. เองทำได้แค่ไหน คำตอบคือสถิติครึ่งแรกของปี 2569 ก.ล.ต. เปรียบเทียบปรับผู้กระทำผิดไปได้เพียง 41 ราย รวม 53 ข้อหา คิดเป็นเงินค่าปรับรวมกว่า 12.5 ล้านบาทเท่านั้น เทียบกับความเสียหายระดับหมื่นล้านจากคดี STARK เพียงคดีเดียว หรือความเสียหายจากภัยหลอกลงทุนออนไลน์เกือบ 6,000 ล้านบาทในเวลาแค่ 4 เดือน ตัวเลขค่าปรับหลักสิบล้านบาทจึงเป็นเพียงเศษเสี้ยวที่แทบไม่มีน้ำหนักด้านการปรามใครเลย นี่คือภาพสะท้อนชัดเจนว่า เครื่องมือทางกฎหมายที่ ก.ล.ต. ถืออยู่ในมือตลอดหลายปีที่ผ่านมานั้นอ่อนแอเกินกว่าจะสู้กับขบวนการที่ปรับตัวเร็วกว่ารัฐหลายก้าว

อำนาจใหม่ที่ ก.ล.ต. กำลังจะได้ พลิกเกมได้จริงหรือแค่ของเล่นใหม่

หัวใจของการแก้กฎหมายรอบนี้ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือการเปิดทางให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. เข้าร่วมสอบสวนคดีที่กระทบรุนแรงต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุนหรือระบบเศรษฐกิจร่วมกับตำรวจได้โดยตรง แทนที่จะทำได้แค่ส่งเรื่องแล้วรอ ซึ่งฝ่ายรัฐบาลอธิบายว่าเป็นการดึงความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของ ก.ล.ต. มาเสริมการทำงานร่วมกับตำรวจในคดี High Impact ให้เร็วขึ้น ควบคู่กับการปรับระบบบทลงโทษให้ความผิดบางประเภทกลายเป็น "โทษปรับเป็นพินัย" คือเปลี่ยนจากการดำเนินคดีอาญาแบบเต็มรูปมาเป็นการเปรียบเทียบปรับทางปกครองสำหรับความผิดที่ไม่ร้ายแรงถึงขั้นต้องขึ้นศาลอาญา ซึ่งเป็นแนวทางที่รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 77 สนับสนุนให้ลดการใช้โทษอาญาเกินจำเป็น

ฟังผิวเผินเหมือนเป็นเรื่องดีล้วนๆ แต่คำถามที่สังคมต้องจี้ถามให้ชัดคือ อำนาจสอบสวนที่เพิ่มขึ้นนี้จะถูกใช้ไล่ล่าใคร ประวัติศาสตร์การปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินของไทยที่ผ่านมาชี้ตรงกันข้าม เพราะคนที่ถูกจับได้ง่ายที่สุดมักเป็นแค่ "ปลาซิว" อย่างชาวบ้านที่รับจ้างเปิดบัญชีม้าแลกเงินหลักร้อยถึงหลักพันบาท ขณะที่นายทุนตัวจริงเจ้าของขบวนการซึ่งซ่อนตัวอยู่หลังชายแดนหรือแพลตฟอร์มต่างประเทศแทบไม่เคยถูกลากตัวมาลงโทษได้จริง การให้ ก.ล.ต. มีอำนาจสอบสวนเพิ่มขึ้นจึงต้องตอบให้ได้ว่าจะเปลี่ยนเป้าหมายจากการไล่จับปลายน้ำไปสู่การเชือดต้นตอได้จริงหรือไม่ ไม่ใช่แค่เพิ่มจำนวนคดีเล็กๆ ให้ดูมีผลงาน

อีกประเด็นที่ยังไม่มีใครตอบชัดคือเรื่องการตรวจสอบถ่วงดุล เมื่อหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง ก.ล.ต. ได้อำนาจกึ่งตำรวจมาไว้ในมือ ใครจะเป็นผู้ตรวจสอบว่า ก.ล.ต. ใช้อำนาจนั้นอย่างเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่ถูกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้เป็นเครื่องมือทางธุรกิจหรือการเมือง ร่างกฎหมายที่เพิ่งผ่าน ครม. ยังไม่มีรายละเอียดสาธารณะมากพอที่จะตอบคำถามนี้ และนี่คือสิ่งที่ต้องจับตาต่อในชั้นการพิจารณาของรัฐสภา

ด่านต่อไปที่ยังไม่การันตี รัฐสภาจะเป็นจุดจบหรือจุดเริ่มต้น

แม้ ครม. จะไฟเขียวแล้ว แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่เส้นชัย ตามขั้นตอนร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับต้องเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเต็มรูปแบบ ทั้งวาระหนึ่ง สอง สาม ก่อนจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้จริง ซึ่งในทางปฏิบัติของไทยกระบวนการนี้สามารถใช้เวลาได้ตั้งแต่ไม่กี่เดือนไปจนถึงหลายปี ขึ้นอยู่กับเสถียรภาพทางการเมืองและลำดับความสำคัญที่รัฐบาลแต่ละชุดให้กับร่างกฎหมายฉบับนั้น

บทเรียนจากการที่ร่างกฎหมายชุดนี้เคยผ่านมติ ครม. มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2566 แต่หายไปจากระบบเกือบสามปีครึ่งก่อนต้องกลับมาเริ่มใหม่ คือสัญญาณเตือนชัดเจนว่าการอนุมัติของ ครม. ไม่ใช่หลักประกันใดๆ ว่ากฎหมายจะไปถึงปลายทาง ตราบใดที่การเมืองไทยยังเปลี่ยนขั้วบ่อยเท่ากับเปลี่ยนฤดูกาล ร่างกฎหมายที่ปกป้องเงินในกระเป๋าประชาชนฉบับนี้ก็มีสิทธิ์ถูกดองซ้ำได้อีกไม่ต่างจากรอบที่แล้ว

กฎหมายไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ถ้ารัฐยังทำงานแบบตั้งรับ

ต่อให้ร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับผ่านสภาได้จริงในเร็ววัน สิ่งที่ต้องยอมรับตรงๆ คือกฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป ตราบใดที่หน่วยงานกำกับดูแลอย่าง ก.ล.ต. ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานด้านดิจิทัลยังคงทำงานแบบต่างคนต่างทำ ไม่เชื่อมข้อมูลกันแบบเรียลไทม์ อำนาจสอบสวนใหม่ที่ได้มาก็อาจไล่ตามหลังขบวนการฉ้อโกงที่วิ่งเร็วกว่าอยู่ดี คำถามที่ประชาชนคนไทยทุกคนที่มีเงินอยู่ในตลาดหุ้นหรือกระเป๋าคริปโตต้องช่วยกันจับตาต่อจากนี้คือ กฎหมายฉบับนี้จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ ก.ล.ต. ไล่ล่าตัวการใหญ่ได้จริง หรือจะเป็นแค่ดาบเล่มใหม่ที่ประดับไว้บนหิ้ง รอวันถูกลืมเหมือนร่างกฎหมายฉบับเดียวกันนี้ที่เคยถูกลืมมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อสามปีก่อน