xs
xsm
sm
md
lg

กลุ่มปตท.ชี้อุตฯปิโตรเคมีล้นตลาดหลายปี เร่งเจาะตลาดใหม่-หันนำเข้าวัตถุดิบ“ อีเทน”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กลุ่มปตท. ชี้แนวโน้มอุตฯปิโตรเคมี ยังล้นตลาดไปอีกหลายปีทั้งกลุ่มโอเลฟินส์และกลุ่มอะโรเมติกส์ เหตุมีกำลังการผลิตใหม่เข้าสู่ตลาดจากจีนและตะวันออกกลาง ด้านผู้ประกอบการไทยเร่งปรับตัว โดยหันไปนำเข้าอีเทนทดแทนตะวันออกกลาง เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน รวมทั้งเจาะตลาดส่งออกในแอฟริกาและผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่ม

นางสาวพิมพ์กมล จุลเชาวน์ นักวิเคราะห์จากบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC กล่าวในงานสัมมนา The 17th PTT Group Petrochemical Outlook Forum โดยPRISM Experts ว่า ภาพรวมตลาดโพลีโอเลฟินส์ในไทย พบว่าการผลิตของสินค้าพลาสติกในปัจจุบัน เช่น กลุ่มน้ำดื่มยังคงเติบโตในช่วงครึ่งปีแรก รวมถึงกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีอัตราการเติบโต 12.4% จากปีก่อน ขณะที่กลุ่มพลาสติกฟิล์ม การเติบโตยังคงติดลบเกือบ 23% ขณะที่ภาคการผลิตของประเทศไทย เกิดการชะลอตัวจากผลกระทบที่เกิดขึ้นจากซัพพลายสินค้าจีนที่เข้าไทย ขณะที่ดีมานด์ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นจากกลุ่มเม็ดพลาสติก PE และ PP โดยมีสินค้าปลายน้ำที่สนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มถุงพลาสติกที่มีการเติบโตในปี 2570-2573 อยู่ที่ 2.2% กลุ่มน้ำดื่มเติบโตอยู่ที่ 2.7% สอดรับกับการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม การผลิตของประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสินค้าจากจีน ที่เข้ามาเพิ่มขึ้นทุกปีสูงถึง 31% ส่วนพลาสติกกล่องลังก็ปรับตัวสูงอย่างมีนัยยะสำคัญถึง 76% รวมถึงพลาสติกภาชนะปิดผนึก ก็กระทบจากสินค้าจากจีนที่เข้ามาในประเทศไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 มาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ภาคการผลิตในประเทศไทยได้รับผลกระทบแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ตลาดโพลิเอทิลีน (Polyethylene หรือ PE) มีดีมานด์ยังคงมาจากเอเชียใต้ที่เติบโต 6.8%ในปี 2570-2573 จากจำนวนประชากรที่สูง รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เติบโต 4.1% มาจากการบริโภคอุปโภคที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอินโดนีเซียและเวียดนาม

ทั้งนี้ จีนจะมีกำลังการผลิตPEเพิ่มขึ้นในปี 2570-2573 ราว 15 ล้านตัน และตะวันออกกลางอีก 6 ล้านตัน ทำให้เพิ่มกำลังการผลิตเพื่อตอบสนองดีมานด์ที่ยังคงมีในตลาด รวมถึงเอเชียใต้ อีก 2 ล้านตัน ทำให้ภาพรวมตลาด PE มีกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นมากส่งผลภาวะล้นตลาด ทำให้ PE ได้รับแรงกดดันไปจนถึงปี 2573

ส่วน PP ก็มีความกดดันเช่นเดียวกัน เพราะการเพิ่มกำลังการผลิตจากประเทศจีนที่มาเป็นอันดับ 1 อยู่ที่ 9 ล้านตัน รวมถึงเอเชียใต้ 3 ล้านตัน และตะวันออกกลางอีก 2 ล้านตันไปจนถึงปี 2573 โดย PP จะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 14 ล้านตัน โดยPP อยู่ในภาวะล้นตลาดมาตั้งแต่ปี 2564-71 และคาดว่าจะฟื้นตัวดีขึ้นเล็กน้อยจนถึงปี 2573

จากซัพพลายที่ล้นตลาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดมองหาตลาดอื่นๆ พบว่าทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้มีการปรับตัวเรื่องของการหยุดผลิตสำหรับโรงงานผลิตบางโรงงาน รวมถึงทางเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้มีการปรับปรุงเรื่องของการมาตรการต่างๆ เพื่อให้ภาพรวมของตลาดอยู่ในจุดที่สมดุลมากขึ้น ซึ่งการลดกำลังการผลิตหรือหยุดผลิตชั่วคราว อาจช่วยให้ตลาดฟื้นตัวเพียงระยะสั้นเท่านั้น ยังคงต้องมองควบคู่ไปกับการปรับตัวระยะยาว โดยนำเข้าอีเทนระยะยาว รวมไปถึงมุ่งเน้นสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง (high value product) มากขึ้น โดยปัจจุบันประเทศไทยก็ปรับตัว เช่น การนำเข้าอีเทนระยะยาว เพื่อให้ต้นทุนยังคงสามารถแข่งขันได้


นางสาวธนัญญา สงชู นักวิเคราะห์ของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP กล่าวว่า อุตสาหกรรมอะโรเมติกส์ ตลาดผันผวนมาก โดยตลาดจีนและอินเดียที่มีความต้องการใช้พาราไซลีน(Px)สูงในช่วงปี 2569-2573 ขณะที่ซัพพลายจะมากกว่าดีมานด์ โดยเฉพาะกำลังการผลิตจากจีน9.5ล้านตันในอีก 5 ปีข้างหน้า
กดดันผู้ประกอบการโรงอะโรเมติกส์

ส่วนตลาดเบนซีนพบว่าตลาดใหญ่คือจีน ที่มีความต้องการใช้เบนซีนสูง แต่ซัพพลายมีมากกว่าความต้องการใช้ ทำให้เบนซีนจะคงมีกำลังผลิตล้นตลาดอยู่

ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวเช่น การหาตลาดใหม่ อาทิ ตลาดแอฟริกาและอินเดีย ที่ยังมีความต้องการอะโรเมติกส์อยู่รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มในการนำโซลเว้นท์ไปผลิตเป็นส่วนหนึ่งในอุตสาหกรมเซมิคอนดักเตอร์