“อย่างแบบขนมปังต้นหอมอะไรเงี้ยค่ะก็จะมีเฉพาะที่นี่ ขนมปังรัสเซีย อันนี้ก็เอาเข้ามาทำตลาดขนมปังรัสเซียนี่จริง ๆ เป็นขนมปังดั้งเดิมของไต้หวันเหมือนกัน ตัวเรามันจะไม่ใช่เหมือนขนมปังที่ขายตามท้องตลาดมันจะมีความแปลก แตกต่างของไส้บ้าง ของเนื้อบ้าง
อะไรอย่างเงี้ยค่ะ ที่ไม่เคยเห็นจากเจ้าอื่น ถ้าเรายัง refer ในความเป็นไต้หวันยังไม่มีนะ! (ก็ยังมีความเป็นบลูโอเชียนสำหรับในเมืองไทย) ถ้าเรารีเฟอร์เฉพาะคำว่า “ไต้หวัน” นะ แต่ถ้าเรารีเฟอร์คำว่าขนมปังมันไปกว้างมากแล้ว เวลาที่เขาพูดว่าขนมปังสไตล์ญี่ปุ่น ขนมปังสไตล์ฝรั่งเศส ทุกคนก็จะแบบอ๋อ! อะไรเงี้ย แต่จริง ๆ อย่างที่บอก ทุกอย่างมันจะมีความที่คล้ายคลึงถ้าเลือกที่จะคล้ายคลึงคนอื่น คุณก็เป็นได้แค่นั้นแหละ คุณก็ต้องเลือกฉีกให้มันแตกต่างไป คุณถึงจะแบบว่าเกิด! เขาทำตลาดมาก่อนหน้านานมากด้วยค่ะ แต่ในขณะที่ขนมปังสไตล์ไต้หวันจะเป็นเพียงกลุ่มคนรักคนชอบจริง ๆ เท่านั้นที่ไดเร็กตรงในการซื้อสำหรับที่ผ่านมา” ไปรญาวีร์ เดชทวีเหมโรจน์ หรือคุณเอิร์นเจ้าของร้าน Black Bear Bakery ขนมปังสไตล์ไต้หวันที่ร้านนี้เขาเคลมตัวเองว่าเป็น “สูตรแชมป์โลก” เจ้าเดียวและหนึ่งเดียวในประเทศไทยตอนนี้ โดยก่อนหน้าที่จะได้มาชิมเพื่อสัมผัสรสชาติของขนมปังร้านนี้นั้น ต้องบอกว่าเราได้เห็นผ่านตามาจากในโซเชียลฯ ที่คุณเอิร์นคนนี้จะปรากฏอยู่ในคลิปวิดีโอ(คอนเทนต์) ของร้านหมีดำมาเล่าเรื่องนั้นชวนคิดเรื่องนี้ต่าง ๆ นานา ที่เกี่ยวกับตัวสินค้าหลักของทางร้านเอง แบบไม่ฮาร์ดเซลล์แต่เป็นแนวฮาวทูควบคู่การ educate ให้กับคนกินไปด้วย และก็จะบอกว่านี่เองที่เป็นจุดเด่นในการเรียกแขกหรือสร้างการรู้จักร้านเบเกอรี่หมีดำ ให้คนดูที่ตามมาสู่การเป็น “ลูกค้า” ของร้านในที่สุดได้อย่างแนบเนียนมาหลายต่อหลายออเดอร์แล้ว! จากฟีดแบ็กของ “คุณแฟน” ชาวไต้หวันที่ได้ลองชิมเนื้อของขนมปังที่นำมาสู่การคลิ๊ก! ไอเดียธุรกิจร้านขนมปังสไตล์ไต้หวันเกิดขึ้นมาในไทยเป็นเจ้าแรก ๆ เมื่อกว่า 3 ปีที่แล้ว ซึ่งเกิดมาจากจุดเริ่มต้นตรงนั้นจริง ๆ
“ขนมปังเนื้อนี้ไม่มีขายในเมืองไทย”
คุณเอิร์นเล่าให้ฟังว่า ด้วยความที่คนไต้หวันเขากิน “ขนมปัง” เป็นอาหารเช้ากัน ซึ่งถ้าใครเคยไปไต้หวันก็จะเห็นเลยว่าความถี่ของร้านขนมปัง รองลงมาจากร้านชานมไข่มุกเลยนะ(หัวเราะ) ตอนแรกที่ทำอันนี้ เริ่มทำก่อน แล้วก็เริ่มรู้จักแฟน เสร็จแล้วเอาไปให้แฟนชิม แฟนเป็นคนไต้หวัน ประมาณนั้นเขาชิมปุ๊บ เขาบอกว่าขนมปังเนื้อนี้ ไม่มีขายในเมืองไทย“มันต้องเริ่มจากอย่างงี้ก่อน “มันไม่มีขายในเมืองไทย” เสร็จแล้วก็เลยเหมือนกับว่าเนี่ย คือปกติเขาก็จะซื้อตามห้างฯ เนื้อมันไม่ได้อย่างนี้ ปกติเขาจะต้องกลับไปไต้หวันหิ้วกลับมาแล้วก็ฟรีซไว้ เก็บไว้กินเป็นเดือน ๆ ประมาณนั้นเราก็เอ๊ะ! แล้ว เฮ้ยแสดงว่าช่องนี้ มันมีช่องว่างทางการตลาดนี่นา”เราเริ่มจากตรงนี้ก่อน เสร็จแล้วพอเริ่มทำไปปุ๊บเราได้ไปเจอกับ “คุณพ่อ” ของแฟนที่เป็นคนไต้หวันเนาะ ที่โน่นเลยเขาก็ชิม แล้วเขาก็บอกว่าให้พาไปที่ร้านขนมปังแชมป์โลกสิ ประมาณนั้นอยู่ที่เมืองเขา(เมืองไทจง) เราก็ได้ไปชิมแล้วก็รู้จักว่าเขาชื่อเชฟ Tomohiro Nogami เป็น 1 ใน 9 ของปรมาจารย์ด้านขนมปังของไต้หวัน ประมาณนั้นแล้วก็พอกลับมา ไม่ ถึง10 วันก็คือเหมือนกับว่าคนนี้เขาจะมาเปิดคลาสพอดี ก็เลยได้มีโอกาสลงเรียน
เราก็เลยเป็นแบบว่าเป็นจุดเริ่มต้นของเราว่า สไตล์ไต้หวัน “นั่นแหละค่ะเรียนแบบ เรียนเยอะมาก เพราะจริง ๆ วงการเบเกอรี่มันไม่ได้จบแค่นั้นหรอก มันมีอร่อยแต่มันมีอร่อยกว่า อร่อยกว่า อร่อยกว่า ไม่ใช่มี Best ค่ะมีแค่ Better แล้วก็ Better”พอเรียนแล้วคือ มีความมั่นใจมากนะ! พอเรียนแล้วเราก็เหมือนกับว่าเงินก้อนสุดท้ายเอาลงเลย แต่งร้าน
ร้านขนมปังสไตล์ไต้หวัน “สูตรแชมป์โลก”
ตรงนั้นมันเป็นบ้านเรา (สาขาแรกตั้งอยู่ในซอยจรัญสนิทวงศ์ 35) ทำอะไรทำทุกอย่างคุณต้องทำให้ เขาเรียกว่าเสี่ยงน้อยที่สุด! ลดความเสี่ยงของคุณน้อยที่สุด แล้วก็ใช้ทรัพยากรที่คุณมีให้คุ้มค่าที่สุด “1 คือเรื่องค่าเช่า 2 คือเรามั่นใจมากนะ เปิดร้านคือเราก็ต้องแต่งร้านเพราะว่าคุณจะเป็น ขนมปังสไตล์ไต้หวัน “สูตรแชมป์โลก” คุณจะมาไก่กาปาจิงโกะไม่ได้! เวลาที่คุณพูด คุณพูดอะไรคุณต้องแบบว่ามีความเชื่อมโยง” แต่ถ้าคุณบอกว่า คุณเป็นพื้นบ้าน คุณเคลมพื้นบ้านทุกอย่างคุณควรจะเป็นพื้นบ้าน ไม่ใช่อยู่ดี ๆ กระโดดมามีไมโครเวฟตั้งอยู่ในพื้นบ้านอะไรอย่างงี้ ประมาณนี้ค่ะ
ตอนแรกเราเริ่มคือ เราขายออนไลน์ก่อน ขายผ่าน Lazada ขาย Shopee ประมาณนี้ก่อน เราถึงจะแบบว่าค่อย ๆ ทำร้านประมาณนั้นค่ะ นานแค่ไหน?(ร้านถึงเริ่มเป็นกระแส) น่าจะประมาณ ตั้งแต่เริ่มทำออนไลน์เลยน่าจะมีประมาณครึ่งปี ถึงเริ่มทำร้าน ก็ถือว่าไม่นานมากเริ่มมีคนรู้จักและอยากจะมาที่ร้านแล้ว!
“Content is King” สิ่งสำคัญที่ร้านค้ายุคใหม่ต้องมี
ย้อนกลับไปประมาณปลายปี 2567 การตอบรับ “ร้าน” ของลูกค้าคือด้วยความที่มีอินฟลูเอนเซอร์ที่เป็น “ดารา”(ดีเจภูมิ) เอาไปรีวิวให้ แล้วก็มีลูกค้าที่ตามมาอะไรประมาณนี้ค่ะ และก็มีบางเพจที่เราเป็นเอฟซีอยู่ แล้วก็เหมือน เราส่งไปให้เขารีวิว อย่าง “ศรีจันทร์” ก็ส่งไปแบบว่าขอความกรุณาเขาช่วยรีวิวให้เราหน่อย ประมาณนั้นค่ะ แล้วก็ในส่วนของที่ร้านทำเองด้วย“ก็คือเหมือนเรามีเรื่องจะเล่าเยอะ เพราะว่าของเรามันมี In detail คุณอย่าเห็นว่ามันเป็นขนมปังเป็นแค่แป้งก้อนหนึ่ง จริง ๆ ลึก ๆ ในแป้งก้อนนั้น มันมีรายละเอียดเยอะมากมายที่ว่า มันซ่อนอยู่ เพียงแต่ว่าถ้าคนที่ไม่รู้ ก็จะเข้าใจว่ามันเป็นแค่แป้งหนึ่งก้อน”ซึ่งอันนี้พูดตรง ๆ บางส่วนคือเราทำเอง บางส่วนเรามี content creator ช่วยบางส่วนที่ว่า เขาจะเบสคำถามขึ้นมาเป็นคำถามของทางลูกค้าประมาณนี้ค่ะ แล้วก็บางทีก็ต้องอิงไปกับเหตุการณ์ ณ ปัจจุบันนั้นด้วย“เพราะว่าเวลาคุณเป็น “ผู้ประกอบการ” ยุคนี้คุณไม่สามารถที่จะแค่ ทำแล้วขายได้ คุณต้องมีการ “เกาะ” อะไรบางอย่างเพราะคุณต้องใช้สื่อออนไลน์ใช่ไหม คุณต้องดูว่าสื่อออนไลน์ เขาเกาะกระแสอะไร? ถ้าคุณใช้เวิดดิ้งพวกนั้น เขาจะยิงคุณมากขึ้น(Engagement) หมายถึงคอนเทนต์ของคุณจะมีสิทธิ์ถูก “เห็น” ได้มากขึ้น ประมาณนั้น”
แล้วมันก็จะแบบต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ เนาะ มันไม่สามารถแบบว่า ฉันอยู่นิ่ง ๆ แล้วก็ขายแบบเดิมตามแบบรุ่นพ่อแม่เราไม่ต้องทำอะไร ก็อยู่ได้ประมาณนี้ เพราะช่วงนี้เดี๋ยวนี้มันแข่งขันกันสูงมาก แล้วก็อีกอย่างหนึ่งด้วยความที่ว่าขนมปังสไตล์ไต้หวันคือคนไทยส่วนใหญ่ก็อาจจะยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกัน “ก็ด้วยความที่เขาไม่รู้จักมากเพราะฉะนั้น มันมีช่องที่เราจะ educate เขาได้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นเรื่อง แป้งของเราที่ใช้ หรือเกี่ยวกับวัตถุดิบของเรา จริง ๆ ว่าเหมือน อย่างที่เราบอกว่าดูเป็นขนมปังก้อนหนึ่ง จริง ๆ ข้างในมันมีอะไรลึกไปกว่านั้นเยอะมาก ประมาณนั้น” คือบางที่คนเรามันไม่ได้ บางคนเขาให้คุณค่าเฉพาะตัววัตถุดิบ แต่จริง ๆ กระบวนการที่จะทำตรงนั้นน่ะ มันก็มีทริค เหมือนอาชีพทุกอย่างมันก็มีทริคเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้ได้ผลลัพธ์ออกมา ก็ไม่เหมือนกัน“จริง ๆ คอนเทนต์ออนไลน์สำคัญมาก ๆ นะ มันคือหัวหอกเลย ของคุณดีแค่ไหนแต่ถ้าไม่มีใครรู้ มันก็ดีอยู่แค่ในบ้านนั่นแหละ”ส่วนในเรื่องของการออกกล้องหรือวิธีการพูดเพื่อสื่อสาร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ผู้ประกอบการหลาย ๆ คนยังติดกับตรงนี้กันอยู่มาก คุณเอิร์นบอกว่าในส่วนของตัวเธอเองก็ไม่ใช่ว่า จะเก่งพูดได้ไปทุกเรื่องแต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่า เราคุยเรื่องอะไร ถ้าเราคุยในเรื่องที่เรารู้ เราก็จะคล่องขึ้นประมาณนั้น เพราะเรามีอะไรที่จะแบ่งปันกับเขาได้ แต่ว่าถ้าคุณพูดในเรื่องที่คุณไม่เชี่ยวชาญ มันก็จะดู “ปลอม” ประมาณนั้นค่ะ และก็ไม่เน้นเป็นการขายของแบบยัดเยียดคนดูจนเกินไปซึ่งเรื่องนี้คุณเอิร์นก็บอกด้วย เหมือนคุณไปเจอเพื่อนคนหนึ่งแล้วเพื่อนคุณแบบว่ามาถึง “เธอมีประกันหรือยัง” อย่างเงี้ย(หัวเราะ) คือแบบเห็นหน้าทีไรมันจะขายอะไรอีกแล้ว แต่กับเพื่อนอีกคนหนึ่งเรามาถึง เขาแชร์โน่นนี่เราก็ถึงเอ๊ยช่วงนี้ทำอะไรอยู่ ประมาณนี้คือมันเป็นฟีลลิ่งที่ต่างกันนะ
ทำไมต้อง “Black Bear Bakery”?
เอกลักษณ์ของความเป็นขนมปังสไตล์ไต้หวัน ถ้าอย่างแบบว่าความแตกต่างของตัว “เนื้อ” ขนมปังสังเกตดู เวลาคนพูดถึงเกี่ยวกับความเป็นขนมปังถ้าเป็นคนไทยนะ เขาจะบอกว่าไส้เยอะ ไส้เยิ้ม ไม่มีใครพูดถึงแป้งเลย! เพราะว่าแป้งเป็นแค่เพียงส่วนประกอบ แต่ของเราไม่ใช่“ของเราอร่อยกระทั่งแป้ง ใช่ ของเราอร่อยตั้งแต่แป้ง ถึงบอกว่าดูแป้งเหมือนกันแต่จริง ๆ มันไม่เหมือนกันนะ ความหนึบ ความเหนียว ความอะไรอย่างเงี้ย เขาถึงบอกว่าTexture แบบนี้มันแบบว่า หาในเมืองไทยไม่ได้” อย่างขนมปังเนื้อนุ่มสังเกตดูอย่างหนึ่งถ้าอย่าง ของไทยเวลาที่ขนมปังเนื้อนุ่มเวลาเราบีบ มันจะแบนไปเลย มันจะไม่คืนตัว แต่อันนี้ของเรา เนื้อนุ่มบีบแล้วมันก็ยังคืนตัวอยู่ บางคนบอกเหมือนสกุชชี่
ใช้คำว่า ณ ตอนนั้นที่เปิดร้าน ตอนนี้คือเขาก็มีการพัฒนาขึ้นมาเยอะแล้ว ตอนนี้เราจะไม่เคลมแล้วในเรื่องของความเป็นขนมปังที่เนื้อนุ่ม เพราะว่ามันผ่านเวลามา 2-3 ปีแล้ว คือจริง ๆ ร้านเราเป็นร้านที่มีคนมาซื้อเป็น “ของฝาก”เยอะมาก ถ้าจะเคลมความเป็นตัวตนคือน่าจะเป็น ของดีที่ราคาเข้าถึงได้ แพคเก็จสวย ซื้อฝากคนอื่นแล้วคนรับดีใจ คนให้ภูมิใจ เราจะเคลมแบบนั้นมากกว่า“โดยมากนะ จะเป็นคนที่ซื้อไปฝากคุณหมอ หนึ่งไปฝากคุณหมอ สองไปฝากเจ้านาย(ได้เลื่อนขั้น) เหมาเลยโชคุปัง ก้อนใหญ่ 12 ก้อน เอาไปฝากเจ้านาย ประมาณนั้น”
แล้วก็ทำไมต้องเป็น “Black Bear”? แบล็คแบร์หรือว่า “หมีดำ” ซึ่งหมีดำเนี่ยเป็นสัญลักษณ์ของไต้หวัน เหมือน “ช้าง” ของประเทศไทย เป็นสไตล์ไต้หวันเราก็เลยใช้ Black Bear แล้วมันคือจำง่ายด้วย บางคนเขาพูดภาษาอังกฤษไม่คล่องก็บอกว่า “หมีดำ” พี่ เบเกอรี่หมีดำ คนก็อ๋อ! หมีดำ หมีดำ ประมาณนั้น คือมันทำให้จำง่าย
มี Delivery ของร้านเอง เพื่อแก้โจทย์ “ค่าส่งแพง” ด้วย
เดลิเวอรี่โดยตรงของร้านก็มีด้วยค่ะ ช่วงที่แบบว่า “น้ำมันแพง” มาก ๆ ที่ตอนนั้นมีสงครามฯ ก็เลยเหมือนแบบว่า มีไปออกรถยนต์ไฟฟ้ามา เพื่อที่จะให้บริการลูกค้าที่เหมือนแบบอยู่ไกลไม่สะดวก“แล้วเราค้นพบอีกอย่างหนึ่งนะ เวลาที่ไปเองเนี่ย หลาย ๆ คนเขาไม่สะดวกออกจากบ้านนะ แล้วก็ไกลเกินกว่าที่จะใช้แกร๊บหรือไลน์แมน(เพราะเจอค่าส่งแพงกว่าค่าสินค้า) กลลายเป็นว่าเราเจอเพนพอยท์อันนึงตรงนี้ขึ้นมา”ค่าขนมไม่ได้แพงมาก ค่าขนส่งแพงกว่า เราก็เลยเอาตรงนี้มาตอบโจทย์ลูกค้า เพราะด้วยความที่เราออกเป็นรถยนต์ไฟฟ้าพวกนี้มันไม่มีค่าน้ำมัน เราก็สามารถเซอร์วิสลูกค้าตรงนี้ได้“ไกลที่สุดที่เคยไปส่ง น่าจะเป็นบางนาค่ะ แต่ว่ามันจะเป็นไม่ได้เป็น route ที่วิ่งประจำ อาจจะเป็น 2-3 อาทิตย์วิ่งครั้งนึง ประมาณนั้นค่ะ แล้วก็ถ้าแบบเป็น route ที่วิ่งประจำแล้วไกลหน่อยก็จะเป็น พุทธมณฑลสาย 5” ก็คือจะเป็นในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่เริ่มส่งเองในตอนนี้ แต่ว่าก็จะมีเป็นรอบในการส่งเพราะเราเองก็จะต้องดูเกี่ยวกับ การบริหารบุคลากรของร้านเองด้วย มันก็คือการบาลานซ์เนาะเพื่อให้ทุกอย่างมันสมดุลกัน ส่วนเรื่องของขั้นต่ำในการสั่งและก็ไปส่งให้ถึงบ้านคือ เริ่มต้นที่ 500 บาท/ออเดอร์ คือเราจะพยายามที่จะดันขั้นต่ำให้ลงมาเพื่อที่ว่าเขาจะได้ซื้อไปแล้วทานแบบใหม่ ๆ สด ๆ เพราะอย่างที่บอกว่าตัวขนมปังเราไม่ได้สารกันบูด แต่ของเราแช่ฟรีซได้นะ แต่ฟีลลิ่งน่ะความรู้สึกก็แบบ อยากจะกินของใหม่ ๆ ประมาณนี้
กว่าจะมาถึงวันนี้... และการเติบโตต่อของร้าน “เบเกอรี่หมีดำ”
คุณเอิร์น-ไปรญาวีร์ เดชทวีเหมโรจน์ เจ้าของร้าน Black Bear Bakery บอกด้วย คือจะใช้คำว่าอะไร “เป็นความดังที่เกรงใจคนอื่นน่ะ” เพราะว่าด้วยความที่ “ที่จอดรถ” ของเรามีน้อย เราก็ไม่ได้คิดว่ามันจะขนาดนั้น แต่ว่าอย่างล่าสุดพอเปิดสาขานี้(บางแวก75) มันมีลูกค้าที่สาขาเดิมมา แล้วก็บอกว่าโอ๋ย! ที่นี่ค่อยยังชั่วหน่อย ที่จอดรถเยอะ(หัวเราะ) แล้วก็มีบางคนที่บอกว่านี่ไงเธอรู้ไหมตอนนั้นที่เขาเปิด 35 (ซอยจรัญสนิทวงศ์35) รถติดทั้งซอย! ที่มาไม่ที่จอด พี่จะไม่กินแล้ว“แล้วมันไม่ใช่คนเดียวค่ะ มันหลายคนมากประมาณนั้น ก็เลยต้องมาเปิดที่นี่”
นอกจากเส้นทางที่ฟังดูรุ่งโรจน์จากธุรกิจร้านเบเกอรี่หมีดำ Black Bear Bakery แล้ว คุณเอิร์นบอกว่า ก่อนหน้านี้ก็เคยทำธุรกิจมาแล้วหลายอย่างมาก ๆ ซึ่งกว่าจะมาถึงวันนี้ได้ก็เรียกว่า เป็นสิบกิจการที่ล้มคว่ำคะมำหงายมาเยอะมาก“โอ้โห! หนักทุกเรื่องนะกว่าที่จะมาถึงตอนนี้ หนักทุกเรื่อง คิดว่าเรารู้ไม่รอบมั้ง รู้ไม่รอบมากกว่าใช้คำนั้นมากกว่าค่ะ เพราะว่าเหมือนแต่ก่อน ก่อนหน้านี้ก็เคยทำขนมที่เป็น “ขนมซอง” แหมช่วงเถ้าแก่น้อยฮิตใช่ไหม? ทุกคนก็ออกมาทำขนมซองหมดเลยใช่ไหม เราคือหนึ่งในนั้น ที่เป็นสแน็คเราทำ Chippchaps เป็นฟักทองกรอบ แล้วก็มีกระเจี๊ยบกรอบอะไรอย่างเงี้ย” แต่ตอนนั้นเราไม่ได้มีที่ทำเป็นของตัวเอง เราทำ OEM แต่ด้วยความที่เราเด็ก เราไม่ได้มีใครชี้นำอะไรอย่างเงี้ย เราทำ OEM ออกมาปุ๊บ ก็ไปผ่านการคัดเลือกของกระทรวงอุตสาหกรรมเนาะ อย่างตัวชิปแชปส์เนี่ยได้ไปออกบูธที่ออสเตรเลีย พอออกปุ๊บมันก็มีการคุย(ดิวเจรจาธุรกิจ) ประมาณนี้ เสร็จแล้วเขาก็มีการลงทุนเกี่ยวกับเรื่องการทำโรงงาน แต่ด้วยความที่เราเป็น OEM เราไปต่อไม่ได้! ทั้งที่จริง ๆ เขาสนใจโปรดักเรามากเลย เพราะว่าฟักทองกรอบในต่างประเทศยังไม่มี
ส่งไปได้แค่เป็น ไทยทาวน์ ไม่สามารถขยายต่อไปได้เพราะว่า เราไม่สามารถซับพอร์ตเขาตรงส่วนเอกสารที่เกี่ยวกับเรื่องตัวมาตรฐานที่เขาต้องการได้“แล้วก็อย่างกระเจี๊ยบ เราก็เอาไปออก ThaiFex แล้วก็มีออเดอร์จากทางฮ่องกง แต่เราอ่ะรับสินค้ามา OEM ใช่ไหม เราก็ไม่ได้เซ็นเอกสารว่าเหมือนแบบว่าคุณจะตรึงราคานี้ให้เรานานเท่าไหร่ พอมันมีออเดอร์มาจริง ๆ อย่าง1 ตู้คอนเทนเนอร์อย่างเงี้ย ราคาขึ้น คือแบบเป็นอะไรที่แบบ!” คืออันนี้ยังถือว่าเบานะ มันยังมีหนักกว่านั้นอีก! แล้วพอมาถึงการทำอันนี้เราก็ค่อย ๆ เริ่มจากความระมัดระวังให้มากก่อน แต่คราวนี้รู้สึกว่าฐานเราแน่น เราพร้อมที่จะโตแล้ว “จริง ๆ ด้วยความที่ล้มมาเยอะด้วยหนึ่ง สองก็คือ Cycle ธุรกิจทุกอย่างมันเป็นไซเคิลเนาะมันก็ เราก็ต้องปรับตัวให้ทัน ประมาณนั้นมากกว่า”
เพิ่งจะวางระบบของ “แฟรนไชส์” เสร็จ เราจะปล่อยแฟรนไชส์แล้วค่ะ ถามว่าก่อนหน้านี้มีคนติดต่อมาแต่เราระบบยังไม่เสร็จเราก็ไม่ได้อยากให้เขาไปแล้วเคว้งคว้าง (หัวเราะ) เพราะว่าเหมือนแบบว่าจริง ๆ การซื้อแฟรนไชส์เนี่ย มันก็คือการ เหมือนพูดง่าย ๆ คือมีความสัมพันธ์คล้าย ๆ กับมีครอบครัวเพิ่มอีกคนหนึ่งเนาะ เราต้องดูแลเขาระยะยาว อะไรประมาณนี้ เพราะฉะนั้นเราจะขายทิ้งขายขว้างไม่ได้“พวกนี้ต้องทำความรู้จักกันก่อน ต้องเรียนด้วยนะ เหมือนกับว่า Perception ของคุณคืออะไร ความ สิ่งที่คุณให้ค่าในชีวิต มันคืออะไร”เพราะเหมือนอย่างบางคนเขาบอก เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้ ประมาณนี้อันนี้ก็อย่างหนึ่ง แต่ว่าบางคนแบบงก! มากคือแบบทาเนยเยอะนิดนึงไม่ได้นะ! แบบนี้ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง ก็เลยเหมือนเราต้องทำความรู้จักกันก่อนที่จะขายแฟรนไชส์ให้
“เพราะว่ามันมีดีมานด์ พูดแล้วก็ตลกเพราะว่าคลิปล่าสุดที่มันบอกว่า ไกลที่สุดส่งถึงที่ไหน แล้วก็มีแบบว่า มีญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มีฮอลแลนด์ อาหรับอิมิเรต อะไรอย่างเงี้ย มีแบบว่าถ้าพูดถึงมีใครสนใจมา ขายแฟรนไชส์ให้เลยนะ(หัวเราะ) เพราะว่าเราก็อยากจะไปพื้นที่ ที่เราไม่เคยไป ประมาณนั้น เราเหมือนที่เขาบอกว่าเป็น Red Ocean กับ Blue Ocean ถ้าคุณอยู่ในที่ ๆ เขาแข่งกันแบบเรดโอเชียน คุณก็ต้องหาที่เป็นบลูโอเชียนของคุณให้เจอ”
เจ็บมาเยอะก่อนจะพลิกสู่ความปัง! Black Bear Bakery หมีดำสไตล์ไต้หวัน “สูตรแชมป์โลก” เปลี่ยนชีวิต สามารถติดตามร้านได้ทุกช่องทางโซเชียลมีเดียในชื่อ : Black Bear Bakery หรือไปที่หน้าร้านได้โดยตรงทั้ง 2 สาขาในกรุงเทพฯ (จรัญสนิทวงศ์35 และซอยบางแวก75) ร้านเปิดเวลา 08.00-18.00 น. ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมโทร.064-179-4789
คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด