เมื่อที่ 25 ส.ค.69 ที่ห้องประชุมสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (ศุภจี สุธรรมพันธุ์) ในฐานะประธานคณะทำงานด้านพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy ได้เป็นประธานการประชุมคณะทำงานด้านพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy ครั้งที่ 3/2569 โดยมีผศ.สุภาวดี โพธิยะราช เลขานุการคณะทำงาน พร้อมด้วยคณะทำงานจากหน่วยงานต่าง ๆ และผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วม
นายวีระศักดิ์กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ คณะทำงานได้ร่วมกันหารือแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy ในหลายประเด็นที่น่าสนใจ เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย การขับเคลื่อนแนวคิด Creative Economy และ Visitor Economy เชื่อมโยง Data → Knowledge → Workforce → Policy รวมถึงการทบทวน 21 ปัจจัยที่สร้างภาพลักษณ์แบรนด์การท่องเที่ยวไทย และเสนอให้ประเทศไทยนำจุดแข็งเดิมกลับมาพัฒนาให้สอดคล้องกับบริบทการท่องเที่ยวในปัจจุบัน
“พร้อมกันนี้ คณะทำงาน ยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นและเสนอแนวทางในการขับเคลื่อน Wellness Economy ให้ประเทศไทยก้าวจาก แหล่งพักผ่อนสู่ที่พักพิงของโลก เน้นสุขภาพ การแพทย์ ภูมิปัญญาไทย ธรรมชาติ และการท่องเที่ยวคุณภาพสูง รวมถึงการแนวทางทดลอง Visitor Economy Sandbox ใน 3 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพฯ กระบี่ และเชียงราย โดยใช้ผลงานกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) มาต่อยอดเป็นพื้นที่ทดลองจริง (Living Lab)โดยเป้าหมายร่วมของ Sandbox คือ เพิ่มมูลค่าต่อผู้มาเยือน และเพิ่มมูลค่าที่หมุนเวียนอยู่ในพื้นที่ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนและการเติบโตสีเขียว” นายวีระศักดิ์กล่าว
นายวีระศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ต้องขอเรียนว่า ทำไมคำว่า “ผู้เยี่ยมเยือน” จึงสำคัญ เป็นการเปลี่ยนจากคำว่า Tourism หรือ การท่องเที่ยว มาเป็น Visitor Economy หรือ เศรษฐกิจของผู้มาเยือนไม่ใช่เป็นเพียงการเปลี่ยนถ้อยคำ แต่เป็นการขยายกรอบการพัฒนาประเทศ คำว่า Visitor ทำให้ประเทศไทยมองผู้เดินทางทุกกลุ่มในฐานะผู้มาเยือนที่มีคุณค่าต่อประเทศ ไม่ว่าจะเดินทางด้วยวัตถุประสงค์ใดก็ตาม เช่น การท่องเที่ยว การประชุมและนิทรรศการ (MICE) การจัดงานระดับนานาชาติ การรักษาพยาบาลและสุขภาพ (Medical and Wellness) การศึกษา การพำนักระยะยาว การแข่งขันกีฬา เทศกาล ศิลปะและวัฒนธรรม หรือการเดินทางเพื่อธุรกิจ
“ในอดีต กิจกรรมเหล่านี้มักถูกพัฒนาและบริหารจัดการแยกส่วน ภายใต้หน่วยงาน นโยบาย และตัวชี้วัดที่แตกต่างกัน แม้ทั้งหมดจะสร้างคุณค่าให้กับประเทศผ่าน “ผู้มาเยือน” เช่นเดียวกัน ดังนั้น Visitor Economy จึงเป็นกรอบที่ช่วยรวบรวมศักยภาพที่มีอยู่แล้วของประเทศ ให้เกิดการบูรณาการและขับเคลื่อนร่วมกันภายใต้วิสัยทัศน์เดียว เมื่อมองผ่านเลนส์ของ Visitor Economy ประเทศไทยจะไม่ได้แข่งขันเพียงเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่จะพัฒนาศักยภาพในการเป็นจุดหมายปลายทางของผู้มาเยือนหลากหลายกลุ่ม ซึ่งช่วยสร้างความหลากหลายของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง กระตุ้นการลงทุน พัฒนานวัตกรรม และสร้างโอกาสใหม่ให้กับภูมิภาคและชุมชน” นายวีระศักดิ์ กล่าว
นายวีระศักดิ์กล่าวต่อไปว่า อีกนัยหนึ่ง พลังของ Visitor Economy ไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนผู้มาเยือนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเชื่อมโยงศักยภาพที่กระจัดกระจายของประเทศให้กลายเป็นพลังร่วมในการยกระดับการพัฒนาประเทศ ที่ผ่านมา ประเทศไทยมักถามว่า “How do we attract more tourists?” แต่ Visitor Economy ควรถามว่า “How do we become a country that more people prefer to visit—for many different reasons?” ความแตกต่างของสองประโยคนี้มหาศาล เพราะประโยคแรกคือ Demand Thinking แต่ประโยคหลังคือ National Competitiveness Thinking นั่นหมายความว่า ประเทศไม่ได้แข่งขันแค่เรื่องทะเลหรืออาหารอีกต่อไป แต่แข่งขันด้วย ระบบสาธารณสุข, มหาวิทยาลัย, ศูนย์ประชุม, เมืองสร้างสรรค์, ระบบขนส่ง, วัฒนธรรม, เทคโนโลยี, ความปลอดภัย, คุณภาพสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต เมื่อทุกสิ่งเหล่านี้ดีขึ้น ผู้ได้รับประโยชน์คนแรกคือ คนไทย ส่วนผู้มาเยือนเป็นทั้งผู้ได้รับประโยชน์และผู้สร้างคุณค่าให้ระบบเศรษฐกิจและสังคม
“นี่คือจุดที่ทำให้ Visitor Economy กลายเป็น National Development Framework อย่างแท้จริง เพราะคำว่า Visitor ไม่ได้ขยายแค่ “กลุ่มเป้าหมาย” แต่ขยาย ขอบเขตของการพัฒนาประเทศ ทั้งระบบ ซึ่งเป็นการสื่อสารที่ทรงพลังและสอดคล้องกับแนวทางที่หลายประเทศกำลังใช้ในการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของตนเอง” นายวีระศักดิ์ กล่าว