xs
xsm
sm
md
lg

KTC ควัก 295 ล้านซื้อ WIN 100% ดึงดึงมือทวงหนี้เข้ากลุ่ม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



KTC ปิดดีลซื้อ “วินเพอร์ฟอร์มานซ์” 100% มูลค่า 295 ล้านบาท ดึงธุรกิจติดตามทวงถามหนี้–กฎหมายเข้ากลุ่มกรุงไทย หวังบริหารต้นทุนและต่อยอดรายได้ จุดน่าสนใจ WIN ไม่ใช่พันธมิตรรายใหม่ แต่รับงานติดตามหนี้ให้ KTC มาตั้งแต่ปี 2558 ขณะที่ปีก่อนยังประกาศเตรียม IPO เข้า mai พร้อมเปิดตัวเลขปี 2567 รายได้ 352 ล้านบาท กำไร 95 ล้านบาท หากเทียบกำไรดังกล่าวกับราคาซื้อกิจการ เท่ากับ KTC จ่ายเพียงราว 3.1 เท่าของกำไรสุทธิในอดีต


บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC เดินเกมขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ ด้วยการเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัท วินเพอร์ฟอร์มานซ์ จำกัด หรือ WIN ผู้ประกอบธุรกิจติดตามทวงถามหนี้ งานด้านกฎหมาย และบริการสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง มูลค่ารวม 295 ล้านบาท

นายพีระพงศ์ พิตรพิบูลพาทิศ ผู้บริหารสูงสุดสายงานสำนักกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KTC เปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 บริษัทได้ซื้อหุ้นสามัญ WIN จำนวน 10 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 100% ในราคาหุ้นละ 29.50 บาท รวมเป็นเงิน 295 ล้านบาท โดยชำระค่าหุ้นด้วยเงินสด

ภายหลังการทำรายการ WIN จะกลายเป็นบริษัทย่อยของ KTC และเป็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารกรุงไทย ซึ่งได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย โดยผู้บริหารระบุวัตถุประสงค์สำคัญของการลงทุนครั้งนี้คือ เพื่อสนับสนุนแผนกลยุทธ์ด้านการบริหารต้นทุนการดำเนินงาน และสร้างรายได้ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่าง KTC กับบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารในอนาคต

WIN มีทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 10 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท เท่ากับ KTC ซื้อกิจการในราคาสูงกว่ามูลค่าที่ตราไว้ของทุนจดทะเบียนประมาณ 195 ล้านบาท

ก่อนทำรายการ WIN มีผู้ถือหุ้นใหญ่คือ บริษัท สยามสปอร์ต เทเลวิชั่น จำกัด ถือ 70% บริษัท บรูคตัน แคปพิทัล ลิมิเต็ด จำกัด 18% บริษัท เอส แอนด์ เค เซอร์วิส 2019 จำกัด 5% นายพรเลิศ เบญจกุล 5% และบริษัท กลิสเทน อินเตอร์เทรด จำกัด 2% หลังปิดดีล KTC จะถือหุ้นทั้งหมด 100%

*ไม่ใช่บริษัททวงหนี้หน้าใหม่ แต่ทำงานกับ KTC มา 11 ปี

แบ็กกราวนด์สำคัญของดีลนี้คือ WIN ไม่ใช่กิจการที่ KTC เพิ่งรู้จักหรือเพิ่งเริ่มใช้บริการ

เอกสารของ KTC ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2558 บริษัทได้ว่าจ้าง WIN ให้ปฏิบัติงานติดตามทวงถามหนี้ให้ KTC ขณะที่ข้อมูลประกอบการจัดอันดับเครดิตในเวลาต่อมาระบุว่า KTC มอบหมายให้ WIN ซึ่งในเวลานั้นยังเป็นบริษัทภายนอก เป็นตัวแทนติดตามหนี้ค้างชำระของบริษัท

ความสัมพันธ์ดังกล่าวดำเนินต่อเนื่องมาหลายปี โดยในเอกสารเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของ KTC เมื่อปี 2567 ยังระบุชัดว่า KTC มอบหมายให้ WIN เป็นผู้ดำเนินการติดตามทวงถามหนี้แทน

WIN ยังทำงานร่วมกับ KTC ในกระบวนการจัดการหนี้และกฎหมาย เช่น การจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดีร่วมกับกรมบังคับคดีและกรุงไทยธุรกิจลีสซิ่ง โดยเดือนมีนาคม 2568 มีลูกค้าเข้าร่วม 2,005 ราย และมีทุนทรัพย์จากการเจรจาสำเร็จกว่า 288 ล้านบาท

ดังนั้น หากมองจากประวัติความสัมพันธ์ ดีลครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการที่ KTC ซื้อบริษัททวงหนี้รายหนึ่ง แต่เป็นการ ซื้อกิจการของผู้รับจ้างที่ทำงานกับ KTC มานานกว่า 11 ปี แล้วนำเข้ามาอยู่ภายในกลุ่มของตัวเอง

*จาก Outsource สู่ In-house

ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับเหตุผลที่นายพีระพงศ์ระบุว่า การซื้อ WIN มีเป้าหมายสนับสนุนการบริหารต้นทุนการดำเนินงาน
ในอดีต KTC ต้องจ่ายค่าบริการให้บริษัทภายนอกสำหรับการติดตามหนี้ แต่หลังถือ WIN 100% ผลประกอบการของ WIN จะเข้ามาอยู่ภายใต้กลุ่ม KTC ขณะเดียวกัน KTC มีโอกาสใช้ WIN เป็นแพลตฟอร์มรองรับงานติดตามหนี้ งานกฎหมาย และบริการสนับสนุนให้กับบริษัทอื่นในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของกรุงไทยได้ด้วย

จึงเป็นการเปลี่ยนสถานะ WIN จาก “ผู้รับจ้างของ KTC” มาเป็น “บริษัทย่อยของ KTC” และอาจทำให้ธุรกิจที่เดิมเป็นค่าใช้จ่าย Outsource กลายเป็นทั้งเครื่องมือบริหารต้นทุนและแหล่งรายได้ของกลุ่มในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใดยังต้องติดตามตัวเลขหลังการซื้อกิจการ โดยเฉพาะต้นทุนที่ KTC สามารถประหยัดได้จริง และรายได้ใหม่ที่ WIN สามารถสร้างจากบริษัทอื่นในกลุ่มกรุงไทย

*น่าสนใจกว่านั้น WIN เพิ่งเตรียม IPO เข้า mai

อีกแบ็กกราวนด์ที่ทำให้ดีลนี้น่าสนใจคือ ก่อนขายกิจการให้ KTC นั้น WIN เคยวางแผนเดินเข้าสู่ตลาดทุนด้วยตัวเอง

นายพรเลิศ เบญจกุล ผู้บริหาร WIN เคยเปิดเผยว่า บริษัทเตรียมยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลหรือ Filing เพื่อเสนอขายหุ้น IPO และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai โดยวางเป้าหมายเป็นผู้นำตลาดบริการติดตามและเร่งรัดหนี้สำหรับบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ และสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน

WIN ตั้งเป้าส่วนแบ่งตลาดระยะสั้นประมาณ 5–10% และต้องการเพิ่มเป็นไม่น้อยกว่า 20% ภายในระยะ 3–5 ปี
ที่สำคัญ นายพรเลิศเปิดเผยผลประกอบการย้อนหลังว่า WIN มีรายได้ 300 ล้านบาทในปี 2565 เพิ่มเป็น 335 ล้านบาทในปี 2566 และ 352 ล้านบาทในปี 2567

ส่วนกำไรอยู่ที่ 70 ล้านบาทในปี 2565 เพิ่มเป็น 95 ล้านบาทในปี 2566 และ 95 ล้านบาทในปี 2567 ขณะที่อัตรากำไรสุทธิปี 2567 อยู่ที่ 25.89%

*ซื้อ 295 ล้าน เทียบกำไรเก่า 95 ล้าน แค่ราว 3.1 เท่า

ตัวเลขดังกล่าวทำให้ราคาที่ KTC จ่ายซื้อ WIN น่าสนใจในมุมของนักลงทุน

หากนำมูลค่าซื้อกิจการ 295 ล้านบาท หารด้วยกำไรสุทธิปี 2567 ที่ผู้บริหาร WIN เคยเปิดเผยไว้ 95 ล้านบาท จะคิดเป็นประมาณ 3.1 เท่าของกำไรสุทธิปีดังกล่าว

หรือหากสมมติฐานง่าย ๆ ว่า WIN สามารถรักษากำไรระดับเดิมไว้ได้ และไม่คำนึงถึงต้นทุนเงินทุน ภาษี การลงทุนเพิ่มเติม หรือการเปลี่ยนแปลงผลประกอบการ เงินลงทุน 295 ล้านบาทจะเทียบเท่ากำไรประมาณ 3 ปีเศษ

แต่ตัวเลข 3.1 เท่านี้ ไม่ควรถูกตีความว่าเป็น P/E ปัจจุบันของดีลโดยตรง เพราะเป็นการนำราคาซื้อปี 2569 ไปเทียบกับกำไรที่ WIN เปิดเผยสำหรับปี 2567 ขณะที่ยังต้องตรวจสอบผลประกอบการปี 2568 และงวดล่าสุดปี 2569 รวมถึงสินทรัพย์ หนี้สิน กระแสเงินสด และเงื่อนไขของรายการก่อนสรุปว่าราคาซื้อ “ถูกหรือแพง”

*จากบริษัทเตรียม IPO สู่การขายทั้งกิจการ

จุดเปลี่ยนจึงอยู่ตรงที่ จากเดิม WIN มีแผนระดมทุนและนำบริษัทเข้าตลาด mai เพื่อขยายธุรกิจ แต่สุดท้ายในวันที่ 25 สิงหาคม 2569 กลับเลือกเส้นทางขายหุ้นทั้งหมดให้ KTC มูลค่า 295 ล้านบาทแทน

ขณะที่นายพรเลิศ ซึ่งเดิมถือหุ้น WIN อยู่ 5% ยังคงมีชื่อเป็นหนึ่งในกรรมการ WIN หลังการซื้อกิจการ ร่วมกับนายพีระพงศ์ พิตรพิบูลพาทิศ นายอาศิมน แหวนดวงเด่น และนายไรวินทร์ วรวงษ์สถิตย์

ภาพดังกล่าวจึงสะท้อนว่า KTC ไม่ได้เพียงซื้อสินทรัพย์หรือฐานลูกค้าของ WIN แต่ยังคงบุคลากรเดิมบางส่วนไว้เพื่อดำเนินธุรกิจต่อภายใต้โครงสร้างเจ้าของใหม่

*ดีล 295 ล้าน สิ่งที่ต้องจับตาต่อ

สำหรับนักลงทุน KTC ประเด็นสำคัญหลังจากนี้มีอยู่ 4 เรื่อง คือ ผลประกอบการล่าสุดของ WIN ปี 2568–2569, วิธีการกำหนดราคาซื้อ 295 ล้านบาท, จำนวนต้นทุนที่ KTC สามารถลดได้หลังนำงานติดตามหนี้เข้ามาอยู่ในกลุ่ม และรายได้ใหม่ที่ WIN จะได้รับจากบริษัทอื่นในกลุ่มกรุงไทย

โดยเฉพาะผลประกอบการล่าสุด เพราะหาก WIN ยังสามารถรักษากำไรใกล้เคียงระดับ 95 ล้านบาทต่อปีตามที่ผู้บริหารเคยเปิดเผยไว้ในปี 2567 ราคาซื้อกิจการ 295 ล้านบาทจะถือว่าน่าสนใจเมื่อเทียบกับกำไรในอดีต แต่หากกำไรลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปี 2568–2569 ภาพความคุ้มค่าของดีลก็จะเปลี่ยนไปทันที

ดังนั้น ดีลนี้อาจมองได้มากกว่าการที่ “KTC ซื้อบริษัททวงหนี้ 295 ล้านบาท” เพราะแท้จริงแล้วเป็นการซื้อบริษัทที่ทำหน้าที่เป็นกลไกติดตามหนี้ของ KTC มานานกว่า 11 ปี จากเดิมที่อยู่นอกองค์กรกลับเข้ามาเป็นบริษัทย่อยเต็มตัว พร้อมเปลี่ยนจากต้นทุน Outsource ให้มีโอกาสกลายเป็นธุรกิจสร้างรายได้ภายในกลุ่มกรุงไทย

และเมื่อ WIN เคยเปิดเผยกำไรถึง 95 ล้านบาทต่อปี รวมถึงเคยเตรียมตัวเข้าตลาด mai มาก่อน คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า KTC ได้กิจการที่สร้างกำไรในราคาคุ้มค่าเพียงใด และเหตุใด WIN จึงเปลี่ยนเส้นทางจากการ IPO มาเป็นการขายกิจการทั้งหมดให้กับลูกค้ารายสำคัญที่ทำงานร่วมกันมานานกว่า 11 ปี ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามจากคำชี้แจงของผู้บริหารต่อไป