xs
xsm
sm
md
lg

BANPUเปิดแผน5ปีทุ่ม3พันล้านดอลล์ ขยายธุรกิจก๊าซฯ-โรงไฟฟ้าในสหรัฐ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



BANPU เปิดแผนธุรกิจ 5 ปีข้างหน้า ผ่าน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ตั้งงบลงทุน 3พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เน้นขยายธุรกิจก๊าซฯในสหรัฐฯ 60% รองลงมาคือธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจเหมือง เตรียมผุดโรงไฟฟ้าใหม่ในสหรัฐฯรองรับลูกค้ากลุ่ม Data Center ระดับไฮเปอร์สเกล คาดชัดเจนภายในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปี70 ตั้งเป้าธุรกิจกักเก็บคาร์บอน 1.5 ล้านตันภายในปี 71 มั่นใจผลประกอบการปีนี้โตดีกว่าปีก่อน หลังราคาถ่านหินพุ่ง เฉียด 140ดอลลาร์/ตัน จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ยันสนใจลงทุนธุรกิจไฟฟ้าภายใต้แผนPDP2026 
นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU เปิดเผยแผนธุรกิจหลังควบรวมBPPในช่วง 5 ปีข้างหน้า (ปี 2569-73) ตามกลยุทธ์ “Energy Symphonics” ว่า บริษัทพร้อมก้าวสู่บริบทใหม่ของการเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่มีธุรกิจพลังงานครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยมีเน้นขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานผ่าน 4 กลุ่มธุรกิจหลักที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและสหรัฐฯ

1.กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ โดยนกระดับแพลตฟอร์มพลังงานครบวงจรที่จะเชื่อมโยงธุรกิจก๊าซฯกับการผลิตไฟฟ้า ซึ่งในปีนี้ ตั้งเป้าผลิตก๊าซธรรมชาติประมาณ 960 ล้านลูกบาศก์ฟุตเทียบเท่าต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ผลิตได้ 836 ล้านลูกบาศก์ฟุต(ลบ.ฟุต)ต่อวัน โดยบริษัทมีปริมาณสำรองก๊าซฯในสหรัฐรวม 6 ล้านล้านลบ.ฟุต  

ส่วนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I&II ในปัจจุบันบริษัทกำลังเจรจาทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว (PPA) รองรับความต้องการพลังงานของกลุ่มผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี คลาวด์คอมพิวติ้งและศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Hyperscalers) Data Center โดยมีแผนขยายกำลังการผลิตเพิ่มอีก 1 โครงการ จากเดิมที่กำลังผลิตไฟฟ้าประมาณ 1,500เมกะวัตต์ คาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า 

รวมถึงบริษัทยังอยู่ระหว่างการศึกษาและเจรจากับพันธมิตรในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ในพื้นที่ Jack County รัฐเท็กซัส พื้นที่มากกว่า 6,000 เอเคอร์ ที่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับทั้งโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าแรงสูงและท่อส่งก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมอีก 1 แห่ง ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) มาใช้ โดยตั้งเป้ากักเก็บคาร์บอน 1.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปีภายในปี 2571 ผ่านการดำเนินงานของ BKV


2.กลุ่มธุรกิจเหมืองยุคใหม่ (Next-Gen Mining) เตรียมขับเคลื่อนการเติบโตด้วยธุรกิจแหล่งพลังงานและแร่เชิงกลยุทธ์ที่สนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและ AI สร้างโอกาสจากการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจพลังงานต้นน้ำ โดยบริษัทฯ ยังคงลดการปล่อยคาร์บอนอย่างต่อเนื่อง เช่นการดักจับก๊าซมีเทนจากการดำเนินงานเหมืองใต้ดินกลับมาผลิตไฟฟ้า พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) แพลตฟอร์มข้อมูลแบบบูรณาการมาใช้ในเหมืองในอินโดนีเซีย และแสวงหาโอกาสการเติบโตในธุรกิจแร่กลยุทธ์ เช่น นิกเกิลและบอกไซต์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในห่วงโซ่คุณค่าของเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคตและระบบกักเก็บพลังงาน รองรับการเติบโตในระยะยาวและเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอธุรกิจของบริษัทฯ 



3.กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Power+) เตรียมขยายศักยภาพแพลตฟอร์มไฟฟ้าครบวงจรในตลาดสำคัญ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการไฟฟ้าในระดับสาธารณูปโภคที่เสถียรและต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ครอบคลุมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อน,พลังงานหมุนเวียน,ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และการซื้อขายพลังงาน พร้อมยกระดับความเป็นเลิศด้านการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบพลังงานไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ มั่นคง และยั่งยืน

บริษัทยังคงมองหาโอกาสลงทุนในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ CCGT ในสหรัฐฯและเอเชีย รองรับแนวโน้มความต้องการไฟฟ้าที่เติบโตเชื่อมโยงระหว่างภาคพลังงานและอุตสาหกรรมดิจิทัลและให้ความสำคัญกับการขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ที่มีคุณภาพ เพื่อสนับสนุนการมุ่งสู่อนาคตสังคมคาร์บอนต่ำ

โดยมีโครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ที่ดำเนินการแล้วและอยู่ระหว่างการพัฒนาภายในปี 2572 รวมทั้งหมด 10 โครงการ รวม 2,340 เมกะวัตต์ชั่วโมง ตัวอย่างที่สำคัญ ได้แก่ โครงการเมกะเมาท์ (Megamouth) ความจุพลังงาน 200 เมกะวัตต์ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นโครงการ BESS แห่งแรกของบริษัทในสหรัฐฯ และโครงการวูรีน ความจุพลังงาน 1,400 เมกะวัตต์ชั่วโมง ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ในออสเตรเลีย


4.กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีแห่งอนาคต (Future Tech) เตรียมต่อยอดธุรกิจพลังงานสะอาดและการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งมอบ Net-Zero Solutions แบบครบวงจรและเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงพลังงานที่เชื่อถือได้และคุ้มค่าด้านต้นทุนพลังงาน สนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของลูกค้าทั้งในกลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มลูกค้าที่ให้บริการด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานของ AI

นอกจากนี้ยังเดินหน้าลงทุนเชิงกลยุทธ์ในเทคโนโลยี AI ที่มีศักยภาพ โครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล และเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคตผ่าน Corporate Venture Capital (CVC) หรือหน่วยงานลงทุนเชิงกลยุทธ์ เพื่อเข้าถึงเทคโนโลยี นวัตกรรม และโอกาสทางธุรกิจแห่งอนาคตตั้งแต่ระยะเริ่มต้น


นายสินนท์ กล่าวว่า บ้านปูตั้งงบลงทุนในช่วง 5 ปีนี้(2569-73)ประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งแบ่งเป็นสัดส่วนประมาณ 60% เป็นการลงทุนในกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติและ BKV และอีกสัดส่วน 40% ลงทุนในกลุ่มธุรกิจเหมืองและกลุ่มธุรกิจไฟฟ้า (Power+)


ปัจจุบันบริษัทมีธุรกิจที่ค่อนข้างมั่นคงอยู่แล้วทั้งธุรกิจถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และไฟฟ้า มีกระแสเงินสดที่ดีและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในช่วง 3 ปีข้างหน้า จะเป็นปีที่บริษัทเน้นลงทุนในธุรกิจที่ถนัด อาทิ การเพิ่มศักยภาพแหล่งก๊าซธรรมชาติบาร์เนตต์ในประเทศสหรัฐฯ และโครงการโรงไฟฟ้าที่จะทยอยเข้ามาในปี 2570-71 รวมถึงโครงการนำเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) เข้ามามากขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างการเติบโตของบริษัท ยอมรับว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ราคาถ่านหินดีดตัวขึ้น ล่าสุดอยู่ที่ 138.8 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ทำให้บ้านปูได้อานิสงส์ในการขายถ่านหินในส่วนที่ยังไม่ได้ขายล่วงหน้า โดยเชื่อว่าราคาถ่านหินจะยืนในระดับสูงไปถึงสิ้นปีนี้ ทำให้บริษัทมีกำไรค่อนข้างดี


อย่างไรก็ดี ในอนาคตกระแสเงินสดที่จะเข้ามาบริษัท จะมาจากกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯและกลุ่มธุรกิจ Power+ ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย ( EBITDA Growth )โต 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2566 และสัดส่วน EBITDA จากธุรกิจที่ไม่ใช่ถ่านหินมากกว่า 50% ภายในช่วง 5 ปีข้างหน้า

บริษัทฯมีความสนใจที่จะมีการลงทุนธุรกิจไฟฟ้าเพิ่มในไทย ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าในประเทศ (PDP2026) โดยบริษัทฯได้เข้าไปลงทุนผ่าน CVC ซึ่งเป็นบริษัทที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก(SMR) ส่วนโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ที่จะสิ้นสุดสัญญาซื้อขายไฟฟ้า(PPA)ในปี2572 ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาว่าจะได้รับการต่อสัญญาซื้อขายไฟฟ้าหรือไม่

สำหรับผลประกอบการปี 2569 มั่นใจว่าจะเติบโตดีกว่าปีก่อน เห็นได้จากผลประกอบการในไตรมาส2/2569 ที่มีรายได้รวม 1,438 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โตขึ้น 16%และมีกำไรสุทธิ 81ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 9ล้านดอลลาร์สหรัฐ และแนวโน้มไตรมาส3 นี้มีทิศทางที่ดี โดยปัจจุบันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ยังมีแนวโน้มปรับตัวแข็งแกร่ง แม้ราคาก๊าซฯจะปรับตัวลดลงมาบ้าง แต่บริษัทได้ทำประกันความเสี่ยง(เฮดจิ้ง)ราคาขายไว้ล่วงหน้าจึงทำให้ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก