วิทยุการบินฯ เปิดตัว “Digital Tower Thailand” หอควบคุมการจราจรทางอากาศอัจฉริยะ พลิกโฉมบริการ 34 สนามบิน ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เดินหน้าสู่ World-class Aviation Hub
นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า การพัฒนาระบบการให้บริการการเดินอากาศเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทางอากาศของประเทศ รองรับการเติบโตของเที่ยวบินและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย จึงมอบหมายให้ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เร่งนำเทคโนโลยี Digital Tower ซึ่งใช้กล้องประสิทธิภาพสูง แทนการมองเห็นด้วยสายตา ระบบแสดงผลอัจฉริยะ และเทคโนโลยีดิจิทัล มาสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการให้บริการ
ทั้งนี้ บวท. มีแผนนำ Digital Tower รูปแบบ Remote Tower มาใช้ที่สนามบินเบตงและนราธิวาส โดยควบคุมระยะไกลจากศูนย์ควบคุมการบินหาดใหญ่ ภายในปี 2571 และนำ Digital Tower รูปแบบ Hybrid มาใช้ที่สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ภายในปี 2572 โดยมุ่งให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการและอุตสาหกรรมการบินในภาพรวมยกระดับความปลอดภัย ลดข้อจำกัดด้านต่าง ๆ และเพิ่มขีดความสามารถรองรับการเติบโตของปริมาณเที่ยวบิน อันจะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น World-class Aviation Hub
นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ ประธานกรรมการ บวท. กล่าวว่า การจัดงานประชุม “Digital Tower Thailand : ขับเคลื่อนนโยบายรัฐ สู่มิติใหม่การบริการการเดินอากาศ” ถือเป็นเวทีสำคัญที่ทำให้ทุกภาคส่วน ได้รับทราบและระดมข้อคิดเห็นร่วมกันในการกำหนดทิศทางการให้บริการการเดินอากาศในอนาคต ให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทางการบิน นับเป็นก้าวสำคัญในการนำทิศทางและนโยบายของภาครัฐมาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และนานาประเทศได้นำระบบมาใช้แล้ว
โดย บวท. จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลและการบูรณาการข้อมูลมาสนับสนุนการปฏิบัติงานและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการจราจรทางอากาศงาน Digital Tower Thailand จึงไม่ได้หมายถึงการนำเทคโนโลยีใหม่มาแทนรูปแบบเดิมเท่านั้นแต่จะเป็นการออกแบบการให้บริการจราจรทางอากาศให้เหมาะสมกับบริบทการใช้งานสนามบินทั้งด้านปริมาณเที่ยวบิน ความซับซ้อนการให้บริการการจัดอัตรากำลังที่เหมาะสม คุ้มค่า และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานและอื่น ๆ โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานกำกับดูแล ผู้ดำเนินงานสนามบิน สายการบินหน่วยบินและผู้ใช้งานห้วงอากาศที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อให้การนำเทคโนโลยีมาใช้งาน จะเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยและตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ห้วงอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อไทยมีการพัฒนาให้ก้าวทันเทคโนโลยี ประกอบกับความได้เปรียบทางด้านที่ตั้ง จึงเป็นการส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางการบิน ตามนโยบายกระทรวงคมนาคม
นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. กล่าวว่า บวท. มีแผนปรับรูปแบบการให้บริการจราจรทางอากาศเขตสนามบินในความรับผิดชอบของ บวท. ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทการใช้งานสนามบินแต่ละแห่ง ทั้ง 34 สนามบิน ภายในกรอบระยะเวลา 10 ปี ระหว่างปี 2570–2579
โดยมีแนวทางการจัดรูปแบบการให้บริการหอควบคุมการจราจรทางอากาศ ออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่
1. Conventional Tower สำหรับสนามบินที่มีปริมาณเที่ยวบินหนาแน่นปานกลาง (ปริมาณเที่ยวบินน้อยกว่า 100 เที่ยวบินต่อวัน แต่มากกว่า 5000 เที่ยวบินต่อปี) ยังคงให้บริการในรูปแบบปัจจุบัน ซึ่งให้บริการโดยหอควบคุมการจราจรทางอากาศประจำอยู่ ณ ที่ตั้งสนามบินตามปกติ จำนวน 10 สนามบิน ได้แก่ หาดใหญ่ อุดรธานี อุบลราชธานีสุราษฎร์ธานี พิษณุโลก นครราชสีมา หัวหิน กระบี่ขอนแก่น และเชียงราย
2. Digital Tower (Hybrid) หอควบคุมการจราจรทางอากาศ ประจำอยู่ ณ ที่ตั้งสนามบินตามปกติ เสริมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (Visual Surveillance)เข้ามาเสริมศักยภาพให้ ATC เพื่อรองรับความซับช้อนและปริมาณจราจรที่หนาแน่นสำหรับสนามบินที่มีปริมาณเที่ยวบินหนาแน่นสูง (ปริมาณเที่ยวบินมากกว่า 100 เที่ยวบินต่อวัน) จำนวน 5 สนามบินได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง สมุย ภูเก็ต และเชียงใหม่
3. Remote Tower การให้บริการหอควบคุมการจราจรทางอากาศระยะไกลจากแต่ละสนามบิน มายัง Remote Tower Center (RTC) ณ ที่ตั้งศูนย์ควบคุมการบินแต่ละแห่ง โดยไม่ต้องส่งเจ้าหน้าที่ ATC ไปประจำอยู่ที่สนามบิน สำหรับสนามบินที่มีปริมาณเที่ยวบินหนาแน่นต่ำ (ปริมาณเที่ยวบินน้อยกว่า 5000 เที่ยวบินต่อปี) จำนวน 13 สนามบิน ได้แก่เบตง นราธิวาส ตรัง ตราด ลำปาง นครศรีธรรมราชสุโขทัย บุรีรัมย์ น่าน ชุมพร นครพนม สกลนคร และร้อยเอ็ด
4. AFIS (Aerodrome Flight Information Services) โดยจะปรับรูปแบบจากการให้บริการควบคุมจราจรทางอากาศ เป็นรูปแบบการให้บริการข้อมูลการบินบริเวณสนามบิน (AFIS) สำหรับสนามบินที่มีปริมาณเที่ยวบินหนาแน่นต่ำ และมีความซับซ้อนการให้บริการน้อย (ปริมาณเที่ยวบินน้อยกว่า 5000 เที่ยวบินต่อปี และมีค่าประเมินความซับซ้อนการให้บริการต่ำ) จำนวน 6 สนามบิน ได้แก่ แพร่เพชรบูรณ์ แม่สอด ระนอง แม่ฮ่องสอน และเลย
5. Remote AFIS เป็นการให้บริการข้อมูลการบินบริเวณสนามบิน (AFIS) ระยะไกลจากที่ตั้งสนามบิน มายัง Remote AFIS Center ณ ที่ตั้งศูนย์ควบคุมการบินแต่ละแห่ง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการบุคลากร ทั้งนี้ บวท. จะยกระดับจากสนามบินที่ให้บริการในรูปแบบ AFIS เป็น Remote AFIS โดยสนามบินเบตง และนราธิวาส จะมีการปรับจาก Remote Tower เป็น Remote AFIS
โดยการปรับรูปแบบการให้บริการครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งเน้นการเปลี่ยนเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการบริหารจัดการทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละสนามบิน ทั้งปริมาณเที่ยวบิน ระดับความซับซ้อน และศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยจะทะยอยปรับรูปแบบดังกล่าวภายใต้กรอบเวลาที่กำหนด เพื่อให้ บวท. สามารถให้บริการจราจรทางอากาศ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่น และปลอดภัย พร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินในระยะยาวได้อย่างยั่งยืนต่อไป