คณะลูกขุนสหรัฐฯ ชี้ขาดความผิด เบรนต์ โควาร์ ซีอีโอบริษัทเทคโนโลยีในลาสเวกัส ฐานปั้นแชร์ลูกโซ่คริปโตมูลค่า 24 ล้านดอลลาร์ หลอกนักลงทุนกว่า 400 รายด้วยสคริปต์คลาสสิกที่ไม่เคยเปลี่ยน คือ "เอไอ" บวก "ซูเปอร์คอมพิวเตอร์" อวยผลตอบแทนการันตี 15-30% ต่อปี ทั้งที่ความจริงบริษัทไม่เคยทำกำไรแม้แต่บาทเดียว เงินทั้งหมดเป็นแค่เกมหมุนเงินจากกระเป๋าคนใหม่ไปจ่ายคนเก่า ก่อนถูกโควาร์ดูดไปซื้อบ้านหรูและใช้จ่ายฟุ่มเฟือย คดีนี้สะท้อนภาพซ้ำของตลาดคริปโตที่ยังเป็นสวรรค์ของมิจฉาชีพยุคใหม่ ศาลนัดอ่านคำพิพากษา 30 พฤศจิกายน 2569 นี้
คดีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนราคาแพงของวงการคริปโตที่ตอกย้ำว่า "ยิ่งเทคโนโลยีใหม่มากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นเครื่องมือหลอกลวงที่แนบเนียนมากเท่านั้น" เมื่อคณะลูกขุนของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำตัดสินให้ เบรนต์ โควาร์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอบริษัทเทคโนโลยีในลาสเวกัส มีความผิดจริงทั้ง 15 กระทง จากการดำเนินธุรกิจแชร์ลูกโซ่คริปโทเคอร์เรนซีภายใต้ชื่อ Profit Connect สร้างความเสียหายให้นักลงทุนกว่า 400 รายเป็นมูลค่ารวม 24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยข้อหาทั้งหมดครอบคลุมทั้งการฉ้อโกงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ การฉ้อโกงทางไปรษณีย์ และการฟอกเงิน เปิดทางให้โควาร์ต้องเผชิญโทษจำคุกสูงสุดถึง 280 ปี ซึ่งแม้ในทางปฏิบัติศาลจะไม่ลงโทษเต็มเพดาน แต่ตัวเลขนี้ก็สะท้อนความร้ายแรงของคดีในสายตากระบวนการยุติธรรมสหรัฐฯ ได้เป็นอย่างดี
จุดที่น่าสนใจของคดีนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขความเสียหาย แต่คือ "วิธีการ" ที่โควาร์ใช้หลอกเหยื่อ ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จที่พบเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในโลกคริปโตช่วงหลายปีที่ผ่านมา นั่นคือการหยิบยืมคำศัพท์เทคโนโลยีขั้นสูงมาสร้างภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือปลอมๆ ตลอดช่วงปลายปี 2560 ถึงเดือนกรกฎาคม 2564 โควาร์โฆษณาว่า Profit Connect ใช้ซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ประมวลผลบนซูเปอร์คอมพิวเตอร์เพื่อทำเหมืองขุดคริปโตและยืนยันธุรกรรมทางการเงิน พร้อมยื่นข้อเสนอที่ฟังดูวิเศษเกินจริงตั้งแต่แรก คือการันตีผลตอบแทนคงที่ 15-30% ต่อปี และรับประกันคืนเงินต้นเต็มจำนวน อีกทั้งยังอ้างว่าตนเองครอบครองทุนสำรองคริปโตมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ เพื่อตอกย้ำภาพความมั่นคงให้นักลงทุนตายใจ
แต่ความจริงที่อัยการเปิดเผยในชั้นศาลกลับสวนทางกับคำโฆษณาโดยสิ้นเชิง เพราะ Profit Connect ไม่เคยสร้างผลกำไรได้จริงแม้แต่ครั้งเดียว และไม่มีทุนสำรองคริปโตตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด เงินทุนหมุนเวียนทั้งหมดที่นำมาจ่ายผลตอบแทนให้นักลงทุนรุ่นแรกมาจากเงินของนักลงทุนรุ่นใหม่ที่หลั่งไหลเข้ามาเท่านั้น ตามโครงสร้างแชร์ลูกโซ่คลาสสิกที่อยู่ได้ด้วยการหมุนเงินไปเรื่อยๆ จนกว่าจะล่มสลาย ขณะที่เม็ดเงินอีกส่วนหนึ่งถูกโควาร์ดึงออกไปใช้ซื้อบ้านหรูส่วนตัวและไลฟ์สไตล์หรูหราฟุ่มเฟือยของตนเองและพนักงาน พร้อมจัดฉากสร้างภาพว่าเป็นผลกำไรที่ได้จากการลงทุนในตลาดคริปโตจริง
สิ่งที่ควรถูกตั้งคำถามอย่างจริงจังคือ เหตุใดธุรกิจที่ไม่เคยมีผลประกอบการรองรับคำกล่าวอ้างใดๆ เลย จึงสามารถระดมทุนได้มากถึง 24 ล้านดอลลาร์และหลอกนักลงทุนได้นานหลายปีโดยไม่ถูกตรวจสอบทันท่วงที คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่ธรรมชาติของตลาดคริปโตเองที่ยังเปิดช่องให้ผู้ประกอบการใช้ศัพท์เทคนิคขั้นสูงบังหน้า ผนวกกับความโลภของนักลงทุนที่มองข้ามหลักการพื้นฐานที่สุดของการลงทุน นั่นคือ "ผลตอบแทนสูงคงที่แบบไร้ความเสี่ยง" ไม่มีอยู่จริงในโลกการเงิน ไม่ว่าจะห่อหุ้มด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยแค่ไหนก็ตาม
คดี Profit Connect จึงไม่ใช่แค่เรื่องของอาชญากรรมทางการเงินรายหนึ่งที่จบลงด้วยบทลงโทษหนัก แต่คือกระจกสะท้อนความเปราะบางของระบบนิเวศคริปโตที่ยังคงเป็นพื้นที่สีเทาให้มิจฉาชีพแฝงตัวได้ง่าย ท่ามกลางกระแสการเก็งกำไรที่ยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก รวมถึงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังเผชิญกับการเติบโตของนักลงทุนหน้าใหม่จำนวนมาก จำเป็นต้องยกระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบธุรกิจที่อ้างอิงเทคโนโลยีเอไอและคริปโตควบคู่กัน ก่อนที่ความเสียหายเชิงระบบจะลุกลามจนบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อนวัตกรรมทางการเงินในระยะยาว
ขณะที่คดีนี้ ศาลนัดอ่านคำพิพากษากำหนดโทษต่อโควาร์อย่างเป็นทางการในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งบรรทัดฐานสำคัญที่ตอกย้ำให้เห็นว่า ไม่ว่าจะอ้างเทคโนโลยีล้ำยุคแค่ไหน สุดท้ายแล้วกฎหมายก็ยังคงเป็นเครื่องมือสุดท้ายที่ทวงคืนความยุติธรรมให้นักลงทุนที่ตกเป็นเหยื่อได้เสมอ