xs
xsm
sm
md
lg

ยอดผลิตรถยนต์ ก.ค.69 โต 6.12% แตะ 1.17 แสนคัน ชี้ 7 เดือนขายรถไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็น EV นำเข้าถึง 62.58% กระทบฐานการผลิตในประเทศ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ส.อ.ท. เผยยอดผลิตรถเดือนก.ค.69 โตขึ้น6.12%จากช่วงเดียวกันปีก่อนแตะ 117,383 คัน ชี้เป็นการโตจากตลาดรถ EV หนุนยอดขายในประเทศโต 20.07% และส่งออกทำได้  74,169 คัน เพิ่มขึ้น 2.39% ส่วนมหญ่ส่งออกไปตลาดออสเตรเลีย-โอเชียเนีย ชี้ยอดขายรถยนต์ 7เดือนปีนี้ จำนวน 406,162 คัน เพิ่มขึ้น 15.39 % เป็นการขายรถยนต์นั่งไฟฟ้าถึง 125,411 คัน เพิ่มขึ้น 97.39 % แต่ยอดผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้าในประเทศมีเพียง 46,924 คัน ส่วนใหญ่เป็นการขายของรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าถึง 62.58% จึงมีการเรียกร้องรัฐพิจารณาภาษีให้เป็นธรรมกับผู้ผลิตรถยนต์สันดาปภายในและรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย แขวะรัฐเคยเสนอตั้งกองทุนค้ำประกันกับสถาบันการเงินในผลขาดทุนรถยึดตามจริงไม่เกินคันละห้าหมื่นบาท เพื่อกระตุ้นยอดขายรถกระบะ ช่วยให้ค่ายรถไม่ย้ายฐานหนี 

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. เปิดเเผยว่าจำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนกรกฎาคม 2569 มีทั้งสิ้น 117,383 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน ร้อยละ 6.12 มาจากการผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้า 13,422 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 271 ผลิต PHEV 1,661 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 295.48 ผลิต HEV 24,173 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 95.35 จากการขายรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเพราะสงครามตะวันออกกลาง และส่งออกไปประเทศคู่ค้า ในขณะที่ยอดผลิตรถยนต์นั่งสันดาปภายในผลิตได้แค่ 8,251 คัน ลดลงถึงร้อยละ 62.49 การผลิตรถกระบะยังคงลดลงตามยอดขายในประเทศที่ยังคงลดลง แต่ผลิตรถกระบะไฟฟ้าได้ 346 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 686.36 เพื่อขายในประเทศและส่งออก  รถบรรทุกผลิต 1,550 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 108.05 จากการกลับมาผลิตได้ตามปกติเพราะย้ายโรงงานผลิตเสร็จแล้ว


จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม - กรกฎาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 834,595 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ 0.09

สำหรับการผลิตรถยนต์เพื่อส่งออกเดือนกรกฎาคม 2569 จำนวน 72,679 คัน คิดเป็นร้อยละ 61.95 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 1.92 และตั้งแต่เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 ผลิตเพื่อการส่งออกได้ทั้งสิ้น 521,840 คัน คิดเป็นร้อยละ 62.53 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ร้อยละ 4.97
  

 การผลิตรถยนต์เพื่อจำหน่ายในประเทศ
เดือนกรกฎาคม 2569 ทั้งสิ้น 44,704 คัน คิดเป็นร้อยละ 38.05 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 22.42 และตั้งแต่เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 312,755 เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 9.27

ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนกรกฎาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 59,196 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2569 ร้อยละ 0.80 และเพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 20.07 ยอดขายเพิ่มขึ้นเพราะรถยนต์ไฟฟ้า(BEV) ขายได้ 20,989 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 122.08 มีสัดส่วนเป็นร้อยละ 35.46 ของยอดขายทั้งหมด ในขณะที่รถยนต์นั่งสันดาปภายในขายได้แค่ 7,654 คัน ลดลงร้อยละ 34.58 มีสัดส่วนร้อยละ 12.76 ของยอดขายทั้งหมดเนื่องจากราคาน้ำมันสูงขึ้นมาก รถกระบะบรรทุกยังคงขายลดลงร้อยละ 16.22 จากการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน


ที่น่ากังวลมากจากยอดขายรถยนต์
7เดือนแรกของปีที่มีจำนวน 406,162 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.39 นั้น เป็นการขายรถยนต์นั่งไฟฟ้าถึง 125,411 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 97.39 แต่ยอดผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้าในประเทศมีเพียง 46,924 คัน เท่ากับร้อยละ 37.42 ของขาย เป็นการขายของรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าถึงร้อยละ 62.58 จึงมีการเรียกร้องให้มีการพิจารณาในเรื่องภาษีที่อาจจะไม่เป็นธรรมกับรถยนต์สันดาปภายในและรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศไทยซึ่งมีการจ้างแรงงานคนไทย และใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจในประเทศเติบโตกลับต้องเสียเปรียบรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า จึงเรียกร้องให้รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีให้เป็นธรรมกับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ


นอกจากนี้ ยอดขายรถกระบะที่ยังคงขายลดลงเหลือเพียงหนึ่งหมื่นกว่าคันจากที่เคยขายเดือนสามหมื่นกว่าคัน ลดลงถึงกว่า 60% เพราะความเข้มงวดของสถาบันการเงินจากเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตในอัตราต่ำมาตลอดหลายไตรมาส ไตรมาสสองของปีนี้เติบโต 1.9% ลดลงจากไตรมาสหนึ่งที่เติบโต 2.8 ซึ่งรถกระบะใช้ชิ้นส่วนผลิตในประเทศถึง 90 % การขายรถกระบะที่ลดลงส่งผลกระทบถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์กระบะและอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในซัพพลายเชนของรถกระบะลดลงด้วย ส่งผลถึงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมของประเทศลดลงหรือขยายตัวในอัตราต่ำในบางเดือน ใช้กำลังการผลิตไม่ถึง 60 % ของกำลังการผลิตทั้งหมด

รถกระบะเป็นโปรดักแชมเปี้ยนของประเทศไทยที่ย้ายจากฐานผลิตในประเทศญี่ปุ่นมาผลิตในประเทศไทยเมื่อหลายสิบปีก่อนเพื่อส่งออกไปกว่า120 ประเทศ และเพื่อขายในประเทศ เมื่อยอดผลิตลดลงถึงสองในสาม ผู้ผลิตชิ้นส่วนและซัพพลายเชนจำนวนมากได้รับความเดือนร้อนจนผู้ผลิตชิ้นส่วนบางรายต้องเลิกกิจการไปหรือย้ายการลงทุนไปประเทศอื่น จน กกร.เคยเสนอเมื่อสองปีก่อนให้รัฐบาลตั้งกองทุนเข้าค้ำประกันกับสถาบันการเงินในผลขาดทุนรถยึดตามจริงแต่ไม่เกินคันละห้าหมื่นบาทโดยมีเงื่อนไขให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อรถกระบะมากขึ้นจากเดือนที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มยอดขายและยอดผลิตรถกระบะให้มากขึ้นเพื่อให้แรงงานในซัพพลายเชนทั้งหลายมีงานทำมากขึ้น มีรายได้มากขึ้น

จะส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศแข็งแรงขึ้น สามารถใช้จ่ายซื้อสินค้าต่าง ๆ มากขึ้น รวมทั้งชำระหนี้ครัวเรือนได้มากขึ้น เกิดการลงทุนการจ้างงานเพิ่มขึ้น รัฐบาลเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น นำไปพัฒนาประเทศไปลงทุนให้ประชาชนมีมาตรฐานชีวิตดีขึ้น เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นเติบโตในอัตราสูงขึ้นย่อมดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและคนไทยเข้ามาลงทุน วนเวียนเป็นวัฏจักรเศรษฐกิจเติบโตในอัตราสูงยิ่งๆขึ้น ไม่ต้องกังวลว่าประเทศไหนจะมาชวนให้ย้ายฐานการผลิตไป ทำเศรษฐกิจให้เติบโตในอัตราเท่าเทียมหรือสูงกว่าประเทศอื่นคือพลังการดึงดูดที่มีอำนาจมากที่สุดต่อการลงทุนจากต่างประเทศและคนไทย
 
ตั้งแต่เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 รถยนต์มียอดขายรวม 406,162 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ร้อยละ 15.39


นายสุรพงษ์ กล่าวว่ารถยนต์สำเร็จรูปเดือนกรกฎาคม 2569 ส่งออกได้ 74,169 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 2.39 โดยเพิ่มขึ้นเพราะตลาดออสเตรเลียและโอเชียเนียที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งโดยมีส่วนแบ่งตลาดถึง 30.25% เติบโตถึง 29.16% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน รองลงมาคือตลาดเอเชียที่มีส่วนแบ่งตลาด 28.92% เพิ่มขึ้น 14.79% ตลาดอเมริกากลางและอเมริกาใต้ที่มีส่วนแบ่งตลาด 9.74 เพิ่มขึ้น 3.55% ตะวันออกกลางส่วนแบ่งตลาดลดลงจาก 20.40 % ปีที่แล้ว เหลือ 14.56% เพราะส่งออกลดลง 33.56% ตลาดตะวันออกกลางยังคงมีความต้องการตามปกติ แต่มีปัญหาเรื่องความปลอดภัยของเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จึงต้องหาเส้นทางขนส่งอื่นที่ปลอดภัยกว่า ทำให้ส่งออกลดลงมา5 เดือนแล้ว