xs
xsm
sm
md
lg

ส.อ.ท.หนุนไทยเร่งปิดดีลARTสหรัฐ หวังความร่วมมือการค้า-ลงทุนที่สมดุล

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ส.อ.ท. หนุนทีมไทยเร่งปิดดีล ART ชี้สหรัฐฯ ตลาดส่งออกอันดับ 1 สัดส่วน 24% ชี้การเจรจา ART ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนข้อเสนอด้านภาษี แต่สร้างกรอบหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ดันความร่วมมือการค้า-การลงทุนที่สมดุล

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ส.อ.ท.หนุนความพยายามของรัฐบาลในการเร่งเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ หรือ Agreement on Reciprocal Trade (ART) ให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว โดยจะมีการหารือระหว่างคณะผู้แทนไทยกับฝ่ายสหรัฐฯระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม-1 กันยายน 2569 นี้ ถือเป็นจังหวะสำคัญในการผลักดันประเด็นที่ยังคงค้างอยู่ เชื่อมั่นว่า กระทรวงพาณิชย์ จะสามารถขับเคลื่อนการเจรจาไปสู่ข้อตกลงที่สมดุล เป็นธรรม และก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันแก่ทั้งสองประเทศ

การสร้างความชัดเจนด้านภาษีและกติกาการค้า จึงมีผลโดยตรงต่อคำสั่งซื้อ การผลิต การจ้างงาน และการตัดสินใจลงทุนของผู้ประกอบการไทย โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย มีมูลค่าการส่งออก 47,144.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 41.1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 24.0 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย

โครงสร้างสินค้าที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ หม้อแปลงไฟฟ้า เครื่องจักรกล ผลิตภัณฑ์ยางและยางรถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องปรับอากาศ อัญมณีและเครื่องประดับ ตลอดจนสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป สะท้อนว่าความสัมพันธ์ทางการค้าไทย-สหรัฐฯ เชื่อมโยงกับทั้งอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่และอุตสาหกรรมหลักที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทย

สำหรับประเด็นการปรับสมดุลทางการค้า ควรพิจารณาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้ครบทุกมิติ ไม่ใช่มองเฉพาะตัวเลขดุลการค้า เนื่องจากข้อมูลของรัฐบาลประเมินว่าอย่างน้อยร้อยละ 30 ของยอดเกินดุลการค้าของไทยกับสหรัฐฯ มาจากการส่งออกของบริษัทสหรัฐฯ ที่เข้ามาลงทุนและใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต ซึ่งสร้างรายได้และผลตอบแทนกลับไปยังบริษัทแม่ ตลอดจนช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ ด้วย

ขณะเดียวกัน ไทยแสดงความพร้อมเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ในกลุ่มที่ประเทศมีความต้องการและผลิตได้ไม่เพียงพอ เช่น พลังงาน เครื่องบินและอุปกรณ์การบิน เครื่องจักรและอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูง เคมีภัณฑ์ ตลอดจนวัตถุดิบและสินค้าเกษตรบางประเภท อย่างไรก็ตาม การเพิ่มการนำเข้าควรดำเนินการตามความต้องการใช้จริง คำนึงถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และไม่สร้างผลกระทบเกินสมควรต่อเกษตรกร SMEs และผู้ผลิตภายในประเทศ

ดังนั้น การเจรจา ART ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนข้อเสนอด้านภาษี แต่ควรเป็นกรอบสร้างหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ทำให้การค้า การลงทุน เทคโนโลยี และการจ้างงานเติบโตไปด้วยกันทั้งสองฝ่าย หากออกแบบได้อย่างสมดุล ข้อตกลงนี้จะช่วยรักษาตลาดส่งออกของไทย พร้อมเปิดพื้นที่ใหม่ให้บริษัทสหรัฐฯ และผู้ประกอบการไทยร่วมกันสร้างห่วงโซ่อุปทานแห่งอนาคต