xs
xsm
sm
md
lg

ดับมโนนักเก็งกำไร! อินเดียแชมป์ผู้ใช้คริปโต สวนทางรัฐไม่เก็บบิทคอยน์เป็นทุนสำรอง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



อินเดียครองแชมป์ประเทศที่มีผู้ใช้คริปโทเคอร์เรนซีรายย่อยมากที่สุดในโลก แต่ข้อมูลล่าสุดกลับแฉให้เห็นความย้อนแย้งสุดขั้ว รัฐบาลนิวเดลีกลับไม่ถือครองบิทคอยน์เป็นทุนสำรองแห่งชาติแม้แต่เหรียญเดียว ทั้งที่มีโอกาสเต็มมือจากทรัพย์สินที่ยึดได้จากคดีอาชญากรรมไซเบอร์จำนวนมหาศาล ท่าทีนี้ไม่ใช่ความล้าหลัง แต่คือการเลือกเดินเกมอนุรักษนิยมสุดโต่งที่ตั้งคำถามตรงไปยังทุกรัฐบาลในเอเชียที่กำลังลังเลเรื่องทุนสำรองดิจิทัล ไทยและอาเซียนควรจับตาบทเรียนนี้ให้ดี เพราะฐานผู้ใช้งานที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไม่ได้แปลว่ารัฐจะต้องกระโดดร่วมวงเก็งกำไรตามไปด้วย

ตัวเลขไม่โกหก อินเดียกลายเป็นตลาดคริปโทเคอร์เรนซีที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งของโลกด้วยจำนวนผู้ใช้งานรายย่อยที่ขยายตัวแบบก้าวกระโดด แต่เบื้องหลังตัวเลขสวยหรูนี้กลับซ่อนความย้อนแย้งที่แสบไม่น้อย เพราะข้อมูลจากแพลตฟอร์มติดตามทุนสำรองคริปโตอย่าง BitcoinTreasuries ยืนยันชัดว่า รัฐบาลอินเดียไม่ได้ถือครองบิทคอยน์แม้แต่เหรียญเดียวในบัญชีของรัฐ

ช่องว่างระหว่าง "ความคลั่งไคล้ของประชาชน" กับ "ความเย็นชาของภาครัฐ" นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือผลจากจุดยืนที่รัฐบาลนิวเดลียึดมั่นมาตลอด นั่นคือ "ความนิยมในระดับรากหญ้าไม่ใช่ใบอนุญาตให้นำเงินภาษีประชาชนไปเสี่ยงกับสินทรัพย์ผันผวนสูงอย่างคริปโต ไม่ว่าตลาดจะคึกคักแค่ไหนก็ตาม"

เหตุผลเบื้องหลังความเงียบของรัฐ

รากฐานของท่าทีสุดระมัดระวังนี้มาจากหลักคิดบริหารความเสี่ยงระดับชาติที่แข็งกร้าว ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ยึดหลักบริหารทุนสำรองระหว่างประเทศที่ให้น้ำหนักกับสภาพคล่อง ความปลอดภัย และผลตอบแทนที่แน่นอน สินทรัพย์คลังชาติจึงยังคงพึ่งพาเงินตราต่างประเทศและทองคำเป็นหลัก โดยมองว่าการดึงสินทรัพย์เสี่ยงสูงอย่างบิทคอยน์เข้าพอร์ต คือการเดิมพันเสถียรภาพการคลังของประเทศโดยไม่จำเป็น

ที่น่าสนใจคือ ท่าทีนี้ตัดกันชัดเจนกับสิ่งที่มหาอำนาจอื่นทำเช่น สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ต่างสะสมคริปโตมูลค่ามหาศาลผ่านการยึดทรัพย์ จากคดีอาชญากรรม ขณะที่ภูฏานเลือกเดินเกมรุกด้วยการลงทุนสร้างเหมืองขุดบิทคอยน์โดยตรง แต่อินเดีย แม้จะมีประวัติยึดสินทรัพย์ดิจิทัลจากผู้กระทำผิดจำนวนไม่น้อย แต่กลับไม่มีนโยบายแปลงทรัพย์สินเหล่านั้นให้กลายเป็นทุนสำรองแห่งชาติแต่อย่างใด สิ่งที่ทำคือโอนเข้ากระเป๋าเงินดิจิทัลที่รัฐควบคุม ก่อนเทขายทิ้งตามคำสั่งศาลเพื่อนำเงินไปเยียวยาผู้เสียหาย จบแค่นั้น ไม่มีความคิดจะ "เก็บไว้เก็งกำไรระยะยาว" แบบที่บางประเทศเลือกทำ

ปมสำคัญที่ทำให้อินเดียไปไม่ถึงจุดนั้นคือช่องโหว่ทางกฎหมายที่ยังไม่ถูกปิด ทั้งกฎเกณฑ์เรื่องสิทธิความเป็นเจ้าของทรัพย์สินดิจิทัล กระบวนการริบทรัพย์ ไปจนถึงขั้นตอนการจัดการทรัพย์สินที่ยึดได้อย่างเป็นระบบ ล้วนยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอให้รัฐกล้าก้าวข้ามเส้นจาก "ผู้ยึดทรัพย์" ไปเป็น "ผู้ถือครองทุนสำรอง" และตราบใดที่โครงสร้างกฎหมายยังไม่นิ่ง คำถามเรื่องทุนสำรองบิทคอยน์แห่งชาติของอินเดียก็จะยังคงเป็นแค่วาทกรรมที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง

บทเรียนที่ไทยและอาเซียนหนีไม่พ้น

สิ่งที่นักลงทุนและผู้ประกอบการในภูมิภาคอาเซียนรวมถึงไทยต้องขบคิดให้หนักคือ อินเดียกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าฐานผู้ใช้งานคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในโลก "ไม่ได้แปลว่ารัฐจะต้องยอมเปิดกระเป๋าเงินแผ่นดินไปร่วมวงเก็งกำไรตามกระแส" การเลือกทิ้งระยะห่างของนิวเดลี และหันไปจัดการคริปโตผ่านกลไกยุติธรรมเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ประชาชนแทนที่จะไล่ตามกระแสเก็งกำไร คือสัญญาณเตือนที่ผู้กำหนดนโยบายในภูมิภาคนี้ควรชั่งน้ำหนักให้ดี ก่อนที่ใครจะรีบชูธง "ทุนสำรองบิทคอยน์แห่งชาติ" เป็นนโยบายประชานิยม โดยไม่ประเมินความเสี่ยงด้านการคลังและช่องว่างทางกฎหมายให้รอบคอบเสียก่อน