งานวิจัยชิ้นใหม่จากธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาคลีฟแลนด์ (Federal Reserve Bank of Cleveland) ลอกคราบพฤติกรรมนักลงทุนคริปโตฯ ชี้ชัดความผันผวนไม่ได้เกิดจากนวัตกรรม แต่เกิดจาก "มายาคติผลตอบแทนในอดีต" ที่ล่อลวงรายย่อยเข้าสู่สมรภูมิฟองสบู่เก็งกำไร ผลสำรวจกว่า 2.5 หมื่นครัวเรือนแฉช่องว่างความคาดหวังสุดขั้ว กำไรคริปโตไม่เคยถูกเปลี่ยนเป็นความมั่งคั่งยั่งยืน หากแต่ถูกใช้อย่างสุรุ่ยสุร่ายราวกับ "สามล้อถูกหวย" สะท้อนตรรกะลงทุนผิดทิศผิดทางที่ฉีกกฎเกณฑ์การประเมินมูลค่าสินทรัพย์ดั้งเดิม
ผลการศึกษาพฤติกรรมทางการเงินครัวเรือนอเมริกันประจำปี 2569 โดย ไมเคิล เวเบอร์ (Michael Weber) แห่งธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาคลีฟแลนด์ ตอกย้ำภาพความจริงอันน่ากลัวของตลาดคริปโทเคอร์เรนซีว่า ความผันผวนรุนแรงในตลาดไม่ได้เกิดจากพัฒนาการเชิงเทคโนโลยี หรือปัจจัยทางเศรษฐกิจดั้งเดิม หากแต่ขับเคลื่อนด้วย "วงจรสะท้อนกลับเชิงบวก" (Positive Feedback Loop) ของกลุ่มนักลงทุนที่เสพติดการรับรู้ผลตอบแทนในอดีต
พฤติกรรมดังกล่าวส่งผลให้เกิดการฉีกทุกกฎเกณฑ์การประเมินมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงิน ตลาดไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยคุณค่าพื้นฐาน แต่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยความหวังของกลุ่มผู้เล่นหน้าใหม่ที่พาเหรดเข้าสู่ตลาดเพียงเพราะเห็นตัวเลขกำไรของคนอื่นก่อนหน้า เกิดเป็นวงจรฟองสบู่เก็งกำไรที่เปราะบางและพร้อมพังทลายได้ทุกเมื่อ
ความคาดหวังสุดขั้ว 22% สวนทางโลกความจริง
การสำรวจเชิงลึกในครัวเรือนสหรัฐฯ กว่า 25,000 แห่ง เผยให้เห็นรอยแยกทางความคิดที่น่ากังวลระหว่าง "ผู้ถือครองคริปโต" กับ "คนนอกตลาด" โดยกลุ่มนักลงทุนคริปโตตั้งเป้าหมายผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 22 ในช่วงปีถัดไป ขณะที่กลุ่มผู้ไม่ได้ลงทุนมองโลกตามความเป็นจริงด้วยเป้าหมายเพียงร้อยละ 7 เท่านั้น
ที่น่าพิจารณาคือ เพียงแค่ความคาดหวังผลกำไรเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 ก็พร้อมจะดันโอกาสการตัดสินใจควักเงินซื้อคริปโตเพิ่มขึ้นทันที 0.8 จุดเปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่าจิตวิทยาการเก็งกำไรได้บดบังปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคลจนหมดสิ้น แม้ผลวิจัยจะระบุว่าผู้ชายและกลุ่มคนอายุต่ำกว่า 40 ปีจะมีแนวโน้มถือครองสูงกว่า แต่ตัวแปรชี้ขาดในการตัดสินใจกลับไม่ใช่รายได้ อายุ หรือวินัยทางการเงิน เหมือนตลาดหุ้นและพันธบัตร หากแต่เป็น "ความโลภจากเป้าหมายผลกำไร" เพียงอย่างเดียว
จิตวิทยาตื่นทอง เมื่อข้อมูลอดีตกลายเป็นสารกระตุ้น
ตรรกะการลงทุนที่บิดเบี้ยวนี้ยิ่งเด่นชัดขึ้นจากการทดลองป้อนข้อมูลผลตอบแทนย้อนหลัง 12 เดือนของบิทคอยน์แก่กลุ่มตัวอย่าง ส่งผลให้ความต้องการจัดสรรพอร์ตคริปโตพุ่งสูงขึ้นเกือบร้อยละ 47 จากระดับปกติ พร้อมดันยอดการซื้อจริงเพิ่มขึ้น 2.5 จุดเปอร์เซ็นต์ โดยกลุ่มที่กระโจนเข้าใส่มากที่สุด คือกลุ่มคนที่เคยชะลอการลงทุนเพราะขาดข้อมูล ถือเป็นการยืนยันว่านักลงทุนไม่ได้ตัดสินใจจากมูลค่าแท้จริง แต่โดนสะกดจิตด้วยตัวเลขราคาในอดีตที่ถูกสื่อสารเพื่อดึงดูดเม็ดเงินใหม่
มายาคติความมั่งคั่ง สามล้อถูกหวย ไม่ใช่ทุนระยะยาว
การชี้จุดบอดของงานวิจัยนี้ คือการชี้ให้เห็นว่าผลกำไรจากคริปโตไม่ได้แปลงสภาพกลายเป็น "ความมั่งคั่งระยะยาว" ในระบบเศรษฐกิจจริง เมื่อราคาบิทคอยน์พุ่งขึ้นเท่าตัว นักลงทุนกลับมีพฤติกรรมนำกำไรไปถลุงซื้อสินค้าคงทนเพิ่มขึ้น 1.4 จุดเปอร์เซ็นต์
พฤติกรรมการใช้จ่ายนี้สะท้อนกรอบความคิด (Mindset) ที่ชัดเจนว่า นักลงทุนไม่ได้มองคริปโตเป็นการสะสมทุนเพื่ออนาคต แต่มองเป็นเพียง "ลาภลอย" หรือ "เงินถูกลอตเตอรี่" ที่ได้มาก็ต้องรีบใช้ ต่างจากการลงทุนในสินทรัพย์ดั้งเดิมที่เน้นสร้างความมั่นคงทางการเงินระยะยาว
อย่างไรก็ตามตราบใดที่ตลาดคริปโทเคอร์เรนซียังคงเสนอขายเพียง "เรื่องเล่าผลตอบแทนในอดีต" เพื่อล่อเม็ดเงินเก็งกำไรระลอกใหม่ ตลาดแห่งนี้ก็ไม่อาจหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์ของความผันผวนไปได้ ทิศทางราคาในอนาคตจึงไม่ได้ผูกอยู่กับมูลค่าที่แท้จริงของเครือข่าย หากแต่อยู่ที่ว่าเรื่องเล่าล่อเม่าระลอกใหม่จะทรงพลังพอที่จะดึงดูดเม็ดเงินเข้ามารับไม้ต่อได้นานแค่ไหนเท่านั้น