ก.ล.ต. เปิดรับฟังความเห็นร่างเกณฑ์ Crypto ETF ไทย ปลดล็อกเฉพาะ BTC-ETH ให้ บลจ. บริหารผ่าน DA Fund Manager แต่ตีกรอบเข้มบังคับฝากสินทรัพย์กับ Custodian ในประเทศเป็นหลัก พร้อมเบรก DR ต่างประเทศสำหรับรายย่อย ฟังดูเหมือนก้าวสำคัญสู่ตลาดทุนยุคดิจิทัล แต่เมื่อเจาะลึกถึง “เจตนาแฝง” กลับพบร่องรอยความจากบทเรียนเลือด Zipmex ที่อาจนำไปสู่การสร้าง “ระบบผูกขาด” ภายใต้หน้ากากของการคุ้มครองนักลงทุน
การประกาศเปิดรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) ต่อร่างประกาศจัดตั้งและกำกับดูแล “Crypto ETF ในประเทศไทย” ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตามข่าวฉบับที่ 171/2569 กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทดสอบ “วิสัยทัศน์และความจริงใจ” ของเรกูเลเตอร์ไทยในการเปิดประตูสู่นวัตกรรมการเงินระดับโลก แม้หน้าฉากจะดูเหมือนประเทศไทยกำลังไล่ตามสหรัฐฯ และฮ่องกงในการยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัล แต่เมื่อพลิกดูรายละเอียดเชิงเทคนิคของร่างเกณฑ์ กลับพบว่ามีการฝัง “ระเบิดเวลาเชิงโครงสร้าง” ที่อาจทำให้กองทุนประเภทนี้กลายเป็นเพียงสินค้าราคาแพงที่ไร้ซึ่งความสามารถในการแข่งขัน
ฟังดูเป็นข่าวที่น่ายินดีสำหรับนักลงทุนรายย่อย ที่ฝันจะได้จับจองสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านกระดานเทรดไทยโดยไม่ต้องง้อโบรกเกอร์นอกประเทศ ดูเหมือนว่า ก.ล.ต. กำลังจะมอบ "ของขวัญ" ชิ้นใหญ่ให้ตลาด
แต่ถ้านักลงทุนเคยเจ็บปวดจากบทเรียนในอดีต และลองมองลึกลงไปใน "โครงสร้าง" ของกฎเกณฑ์ที่กำลังจะคลอดออกมาจะพบว่า ภายใต้ความสวยงามของคำว่า "ยกระดับมาตรฐาน" อาจซ่อน "กับดัก" และ "รูโหว่" ขนาดยักษ์ ที่หากไม่รีบอุด อาจนำไปสู่หายนะซ้ำรอยที่ไม่มีใครต้องรับผิดชอบ! แท้จริงแล้ว ก.ล.ต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำลังวางหมากอย่างไร และมันเพียงพอที่จะปกป้องเงินในกระเป๋าของนักลงทุนจริงๆ หรือไม่?
บทเรียนราคาแพง เมื่อ ก.ล.ต. ไทย ถนัด "แก้" มากกว่า "ป้องกัน"
หากย้อนมองดูแผลเป็นในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทยนับตั้งแต่ยุค SilkSpan ที่นักลงทุนรายย่อยเลือดตาแทบกระเด็น กรณี Bitkub ที่โดน ก.ล.ต. สั่งปรับและตักเตือนเรื่องระบบ IT และสภาพคล่อง ไปจนถึงดราม่า Zipmex ที่ถูกสั่งระงับการให้บริการจนนักลงทุนเกเงินต้นคืนไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
แน่นอนว่าสไตล์การทำงานของ ก.ล.ต. ไทย ชัดเจนมาก คือ "รอให้เกิดเรื่องก่อน แล้วค่อยออกกฎตามแก้" (Reactive Regulation)
เราแทบไม่เคยเห็น ก.ล.ต. ไทย ออกกฎที่ "ป้องกัน" ปัญหาได้ทันท่วงที ส่วนใหญ่คือปล่อยให้ตลาดวิ่งไปก่อน พอมีดราม่า มีคนร้องเรียน มีข่าวฉาว จึงค่อยออกประกาศห้ามหรือจำกัด
การจะออก Crypto ETF ก็เช่นกัน คำถามคือ ก.ล.ต. ได้เรียนรู้จาก FTX, Celsius หรือ Terra/Luna ที่ล่มสลายเพราะปัญหา "Custody" (การครอบครองสินทรัพย์) หรือยัง? เพราะหัวใจของ Crypto ETF ไม่ใช่ตัวผลิตภัณฑ์ แต่คือ "ใครเป็นคนกุมกุญแจกระเป๋าเงิน (Private Key)"
กับดัก "ผู้รับฝากฯ ต่างชาติ" รูโหว่ที่ ก.ล.ต. ไทย เอื้อมไม่ถึง?
ประเด็นที่ ก.ล.ต. เน้นย้ำคือ "การยกระดับมาตรฐานผู้รับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลต่างประเทศ" ฟังดูดีมีชาติตระกูล แต่ในทางปฏิบัติ นี่คือ "จุดอ่อน" ที่น่ากังวลที่สุด!
ทำไมต้องพึ่งผู้รับฝากต่างชาติ? เพราะโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) และ Trust ในไทยยังไปไม่ถึง หรือเพราะบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ในไทย ไม่ไว้ใจระบบ Custodian ในประเทศ?
แต่ลองคิดดูว่า เมื่อเงินของนักลงทุนไทย ถูกส่งไปฝากไว้กับ Custodian ในต่างประเทศ (เช่น สิงคโปร์, ญี่ปุ่น หรือแย่กว่านั้น คือ Offshore อย่างหมู่เกาะเคย์แมน หรือ เบอร์มิวดา) ก.ล.ต. ไทย มีอำนาจทางกฎหมาย (Jurisdiction) ไปตรวจสอบหรือบังคับใช้กฎหมายกับ Custodian นั้นได้จริงหรือ?
คำตอบคือ "แทบเป็นไปไม่ได้"
หากเกิดเหตุสุดวิสัย ผู้รับฝากต่างชาติโดนแฮก, ยักยอกสินทรัพย์, หรือล้มละลาย ก.ล.ต. ไทย ทำได้แค่ "ออกแถลงการณ์" หรือ "เพิกถอนใบอนุญาต บลจ. ไทย" ซึ่งไม่ได้ช่วยให้เงินของนักลงทุนกลับคืนมาแม้แต่บาทเดียว! การพึ่งพาการตรวจสอบจาก ก.ล.ต. ประเทศเจ้าของถิ่น ก็เป็นแค่การ "ฝากความหวัง" เพราะหลายประเทศก็ไม่ได้มีทรัพยากรมาตรวจสอบ Custodian แบบ Real-time เช่นกัน
นี่คือ "กล่องดำ" (Black Box) ขนาดใหญ่ ที่ ก.ล.ต. ไทย กำลังจะอนุญาตให้เงินลงทุนไหลออกไปโดยที่ตัวเองไม่มีอำนาจตรวจสอบที่แท้จริง
ฉากทัศน์กำกับดูแล.....โลกเขาไปกันไกลแค่ไหนแล้ว?
ลองมองออกไปนอกประเทศ ดูว่าเขาวางเกณฑ์ป้องกันปัญหาอย่างไร เพื่อไม่ให้ไทยเป็นแค่ "สนามทดลอง" ของปลาใหญ่
1. สหรัฐอเมริกา (US SEC) ความโปร่งใสคือพระเจ้า ตอน US SEC อนุมัติ Spot Bitcoin ETF พวกเขาไม่ได้แค่บอกว่า "ให้ใช้ Custodian ที่น่าเชื่อถือ" แต่พวกเขากำหนดกฎเหล็กเรื่อง Daily Transparency กองทุนต้องเปิดเผยการถือครอง (Holdings) และการสร้าง/ทำลายหน่วยลงทุน (Creation/Redemption) แบบรายวัน ผ่าน Authorized Participants (AP) ที่ได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวด Custodian ต้องแยกสินทรัพย์ของกองทุนออกจากสินทรัพย์ของบริษัทอย่างเด็ดขาด (Strict Segregation) และมีการ Audit โดย Big 4 แบบ Real-time
2. สหภาพยุโรป (MiCA Regulation) ฟันโทษโคตรโหดทางอาญาไม่ใช่แค่ปรับ กรอบกฎหมาย MiCA ของ EU ที่บังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ เน้นหนักที่การปกป้องผู้บริโภค หากผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลหรือนายหน้า ยักยอกสินทรัพย์ของลูกค้า มีโทษถึง "จำคุก" และต้องมีการพิสูจน์ฐานะการเงิน (Proof of Reserves) ที่ตรวจสอบได้ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่รายงานประจำปี
3. สิงคโปร์ (MAS) เข้มข้นตั้งแต่ต้นน้ำ MAS ไม่อนุญาตให้ใช้ Custodian ที่ไม่มีมาตรฐานระดับสากล และมีการกำหนด Stress Test สำหรับ Custodian อย่างเข้มงวด รวมถึงการบังคับให้บริษัทประกันภัย (Insurance) เข้ามาค้ำประกันความเสี่ยงในส่วนของการถูกแฮกหรือความผิดพลาดของระบบ
ย้อนกลับมามองที่ไทยล่ะ?....อยู่ตรงไหนของการเงินดิจิทัล
ร่างเกณฑ์ของ ก.ล.ต. ไทย ดูเหมือนจะเน้นไปที่การ "กำหนดคุณสมบัติ" ของผู้รับฝากต่างชาติ (เช่น ต้องได้รับใบอนุญาตในประเทศนั้น, ต้องมีทุนจดทะเบียนเท่าไร) แต่สิ่งที่ "ขาดหายไป" คือกลไกการตรวจสอบสินทรัพย์แบบ Real-time และการบังคับให้ทำ Proof of Reserves (PoR) ที่นักลงทุนทั่วไปสามารถเข้าไปตรวจสอบได้บน Blockchain!
การแค่บอกว่า "ผู้รับฝากต้องมีมาตรฐาน" มันไม่พอในยุค 2026 เพราะมาตรฐานบนกระดาษ กับความเป็นจริงในเซิร์ฟเวอร์ มันคนละเรื่องกัน!
เมื่อ "ก.ล.ต." ทำได้แค่ "เฝ้าระวัง" แต่ "คนจับคนร้าย" กลับติดหล่ม
อย่าลืมว่า ก.ล.ต. เป็นเพียง "ผู้กำกับดูแล" แต่เมื่อเกิดอาชญากรรมทางการเงินข้ามชาติ หน่วยงานที่ต้องเข้ามาจัดการคือ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.)
ปัญหาของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายไทยในคดีสินทรัพย์ดิจิทัลคือ "ความล่าช้า" และ "ข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี"
คดี Forex-3D หรือคดีแชร์ลูกโซ่คริปโตหลายสิบคดีที่คาอยู่ในศาลและชั้นสอบสวน แสดงให้เห็นว่า ตำรวจและ DSI ขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Specialist) ในการแกะรอย ติดตามกระเป๋าเงินบน Blockchain ข้ามประเทศ การขอความร่วมมือจาก Exchange ต่างประเทศก็ทำได้ช้าเต่าคลาน เพราะขั้นตอนทางกฎหมายระหว่างประเทศ (MLAT) ที่ซับซ้อน
หาก Crypto ETF เกิดปัญหาที่ต้นทางคือ "ผู้รับฝากต่างชาติ" ตำรวจไทยจะตามเงินกลับคืนมาได้อย่างไร? ในเมื่อเงินมันถูกแปลงเป็น Stablecoin และกระโดดข้าม Chain ไปอยู่ใน DeFi Protocol ที่ไม่มีตัวตน?
นี่คือความจริงที่เจ็บปวดกฎหมายไทยตามไม่ทันอาชญากรไซเบอร์ และ ก.ล.ต. ก็ไม่สามารถสร้างเกราะป้องกันที่แกร่งพอได้
ก.ล.ต. ต้อง "จัดหนัก" กว่านี้ไม่ใช่เพียงเสือกระดาษ
การเปิดรับฟังความคิดเห็น คือโอกาสสุดท้ายที่ ก.ล.ต. จะรับฟังเสียงสะท้อนจากภาคส่วนต่างๆ ก่อนที่กฎเกณฑ์จะถูกประกาศใช้ หากต้องการให้ Crypto ETF เป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและยั่งยืน ก.ล.ต. ต้องทำมากกว่าการ "ยกระดับมาตรฐานบนกระดาษ" ในการวางมาตรการล่วงหน้าถึงอนาคต เช่น
1. บังคับใช้ Proof of Reserves (PoR) แบบ Real-time ห้ามใช้แค่การ Audit ประจำปี บลจ. และ Custodian ต้องเชื่อมต่อระบบเพื่อแสดง Proof of Reserves ที่นักลงทุนสามารถตรวจสอบได้แบบ Real-time ว่าสินทรัพย์ดิจิทัลในกองทุน มีอยู่จริงและถูกแยกออกจากสินทรัพย์ของ Custodian อย่างสมบูรณ์
2. กำหนด "Local Custodian" เป็นทางเลือกหลัก ก.ล.ต. ควรผลักดันและสร้างมาตรฐานให้ "ผู้รับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลในไทย" (เช่น ศูนย์รับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลของ บลจ. หรือ Exchange ที่ได้รับใบอนุญาตพิเศษ) ให้แข็งแกร่งพอที่จะรองรับสินทรัพย์ระดับ ETF ได้ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาต่างชาติ และ ก.ล.ต. จะได้มีอำนาจตรวจสอบโดยตรง
3. กลไกประกันภัย (Insurance Fund) ที่ต้องบังคับให้ บลจ. และ Custodian ต้องจัดตั้งกองทุนประกันภัย หรือซื้อประกันความเสี่ยง (Cyber & Custody Insurance) เพื่อชดเชยความเสียหายให้แก่นักลงทุนในกรณีที่เกิดการถูกแฮกหรือยักยอกสินทรัพย์ ไม่ใช่ปล่อยให้นักลงทุนรับความเสี่ยงเอง 100%
4. บูรณาการกับ DSI และ ปปง. ล่วงหน้า ก่อนอนุมัติผลิตภัณฑ์ ก.ล.ต. ต้องจับมือกับ DSI และ ปปง. สร้าง "หน่วยเฉพาะกิจ" (Taskforce) ที่พร้อมจะ Trace และอายัดสินทรัพย์ข้ามประเทศได้ทันทีที่เกิดความผิดปกติ ไม่ใช่รอให้เงินหายไปแล้วค่อยตั้งกรรมการสอบ
Crypto ETF อย่าปล่อยให้ "ของดี" กลายเป็น "กับดัก"
Crypto ETF เป็นนวัตกรรมทางการเงินที่ดี มันเปิดโอกาสให้คนทั่วไปเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและเสียภาษี แต่ "ผลิตภัณฑ์ที่ดี ต้องอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัย"
การที่ ก.ล.ต. ไทย พยายามเปิดประตูรับ Crypto ETF โดยที่ยังพึ่งพา "ผู้รับฝากต่างชาติ" ซึ่งเป็นกล่องดำที่ตัวเองควบคุมไม่ได้เต็มที่ และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศยังตามไม่ทันอาชญากรไซเบอร์
มันไม่ใช่การ "ยกระดับมาตรฐาน" แต่มันคือการ "ผลักความเสี่ยง" ไปให้นักลงทุนรายย่อย!
ก.ล.ต. ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า การออกกฎเกณฑ์ครั้งนี้ ไม่ได้ทำเพื่อตอบสนองความต้องการของ "ปลาใหญ่" (บลจ. และสถาบันการเงิน) ที่อยากมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มาขายเก็บค่าธรรมเนียม แต่ทำเพื่อปกป้อง "ปลาเล็ก" (นักลงทุนรายย่อย) อย่างแท้จริง
เพราะในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล... เมื่อเงินหายไปแล้ว ไม่มี "ก.ล.ต." หน้าไหน สามารถเสกเงินคืนให้คนที่เสียไปได้!
คงต้องมาจับตาดูกันต่อไปว่า ร่างเกณฑ์สุดท้ายที่จะคลอดออกมา จะเป็นการ "สร้างเกราะป้องกัน" หรือแค่ "เปิดประตูให้ปลาใหญ่"... คำตอบอยู่ที่การรับฟังความคิดเห็นและการมองเกมส์ขาดของ ก.ล.ต. เอง!