คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) สั่งปรับ “แสนสิริ” ไม่ยอมแจ้งผลการรวมธุรกิจ 2 ดีล ภายใน 7 วัน สั่งปรับรวมกว่า 16 ล้านบาท และจะปรับต่ออีกวันละ 5,000 บาท จนกว่าจะดำเนินการให้ถูกต้อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเดือน ก.ค.2569 ที่ผ่านมา คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ได้พิจารณากรณีการรวมธุรกิจของบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย จำนวน 2 กรณี ซึ่งเข้าข่ายต้องแจ้งผลการรวมธุรกิจต่อ กขค. แต่ไม่ได้ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงมีมติให้ลงโทษปรับบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และบริษัท สิริ สมาร์ท ไฟฟ์ จำกัด เป็นเงินรวมกว่า 16 ล้านบาท และยังต้องชำระค่าปรับรายวัน ในอัตราวันละ 5,000 บาท จนกว่าทั้ง 2 บริษัทจะดำเนินการแจ้งผลการรวมธุรกิจต่อ กขค. ให้แล้วเสร็จ
โดยกรณีแรก เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ส.ค.2563 บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัท พีเคแอล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด จำนวน 3,512,694 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท โดยพีเคแอลฯ ถือครองที่ดินใน ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ 2 งาน 85.48 ตารางวา ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท สิริพัฒน์ อีเลฟเว่น จำกัด และแสนสิริได้นำที่ดินดังกล่าวมาพัฒนาโครงการ “ดีคอนโด รีฟ ภูเก็ต”
ส่วนกรณีที่สอง เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 ส.ค.2566 โดยบริษัท สิริ สมาร์ท ไฟฟ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ บริษัท เอส 71 พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด จำนวน 6.5 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท โดยเอส 71ฯ ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) ถือครองที่ดินในเขตวัฒนา กรุงเทพฯ เนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ 9.9 ตารางวา
ทั้งนี้ กขค.ได้พิจารณาข้อเท็จจริงกรณีการรวมธุรกิจ 2 กรณีแล้ว เห็นว่า เป็นการรวมธุรกิจของผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ในตลาดเดียวกัน คือ ตลาดธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยมีรายได้ของผู้รวมธุรกิจรวมกันเกิน 1,000 ล้านบาท จึงเข้าเกณฑ์การรวมธุรกิจ ที่จะต้องแจ้งผลการรวมธุรกิจต่อ กขค. ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่รวมธุรกิจ ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่า บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และบริษัท สิริ สมาร์ท ไฟฟ์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้กระทำการรวมธุรกิจ มีหน้าที่ต้องแจ้งผลการรวมธุรกิจดังกล่าวต่อ กขค. ภายใน 7 วันนับแต่วันที่รวมธุรกิจ แต่ทั้ง 2 บริษัท กลับไม่ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด
บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และบริษัท สิริ สมาร์ท ไฟฟ์ จำกัด จึงกระทำความผิด ฐานไม่แจ้งผลการรวมธุรกิจภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560 มาตรา 51 วรรค 1 ประกอบกับประกาศ กขค. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการแจ้งผลการรวมธุรกิจ พ.ศ.2561 อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560 มาตรา 80 โดยกำหนดบทลงโทษให้ต้องชำระค่าปรับทางปกครองไม่เกิน 2 แสนบาท และปรับรายวันไม่เกิน 10,000 บาทต่อวัน ตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่
ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ปี 2568 ตลาดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยมีมูลมากกว่า 655,000 ล้านบาท หากพิจารณาส่วนแบ่งตลาดจากรายได้รวมแล้ว บริษัทที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุด คือ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ลำดับ 2 บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ลำดับ 3 บริษัท แลนด์แอนเฮาส์ จำกัด (มหาชน) ลำดับ 4 บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และลำดับ 5 บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน)
อย่างไรก็ตาม แม้มีผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีรายได้ระดับหมื่นล้านบาท แต่ตลาดยังมีผู้เล่นจำนวนมาก ทำให้ไม่มีผู้ประกอบการรายใดเข้าข่ายเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาดตามหลักเกณฑ์ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560 แต่การทำธุรกรรมรวมธุรกิจที่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย ยังต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการแจ้งต่อ กขค.อย่างเคร่งครัด เพื่อให้หน่วยงานสามารถติดตามและประเมินผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาดได้อย่างเป็นระบบ