xs
xsm
sm
md
lg

เม็ดเงินสถาบันทะลัก ETF คริปโต 2.6 พันล้านดอลลาร์ ดันมูลค่าพุ่งสุดรอบ 10 เดือน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กองทุน Spot ETF ของบิทคอยน์และอีเธอเรียมในสหรัฐฯ กวาดเม็ดเงินลงทุนใหม่รวม 2.6 พันล้านดอลลาร์ในสัปดาห์เดียว ทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนการกลับมาสะสมสินทรัพย์ดิจิทัลของนักลงทุนสถาบันท่ามกลางการฟื้นตัวของโครงสร้างตลาดอย่างชัดเจน

สัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 21 สิงหาคม 2569 ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีเผชิญกับคลื่นสภาพคล่องระลอกใหญ่จากนักลงทุนสถาบัน กองทุน Spot ETF ของบิทคอยน์และอีเธอเรียมที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ ดึงดูดเงินทุนไหลเข้าสุทธิรวมกันถึง 2.6 พันล้านดอลลาร์ ตัวเลขดังกล่าวนับเป็นสถิติรายสัปดาห์ที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบ 10 เดือน กองทุนบิทคอยน์เป็นแกนนำหลักด้วยเม็ดเงินไหลเข้า 1.92 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่กองทุนอีเธอเรียมสามารถพลิกกลับมาดึงดูดเงินทุนได้ 697.18 ล้านดอลลาร์ ล้างภาพการเทขาย 391.96 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ก่อนหน้าได้อย่างเบ็ดเสร็จ

การเคลื่อนย้ายของกระแสเงินทุนครั้งนี้ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อการประเมินมูลค่าสินทรัพย์อ้างอิงโดยตรง ราคาบิทคอยน์ทะยานขึ้นมาเคลื่อนไหวในระดับ 77,125 ดอลลาร์ ควบคู่กับอีเธอเรียมที่ไต่ระดับขึ้นแตะ 2,423 ดอลลาร์ สิ่งที่น่าจับตาคือมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการของกองทุนทั้งสองกลุ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าเม็ดเงินใหม่ที่อัดฉีดเข้ามาเกือบเก้าเท่า ข้อมูลนี้ชี้ชัดว่าการเติบโตของมูลค่ากองทุนเกิดจากการเพิ่มขึ้นของราคาอ้างอิงเป็นหลัก สืบเนื่องจากผลตอบแทนแฝงในพอร์ตลงทุนพุ่งขึ้น 22.9% สำหรับบิทคอยน์ และ 29.2% สำหรับอีเธอเรียม

เมื่อเจาะลึกลงไปในข้อมูลเครือข่ายและปริมาณการซื้อขายตามรายงานของ SoSoValue จะพบรูปแบบการสะสมสินทรัพย์ที่ต่อเนื่อง กองทุนบิทคอยน์มีเงินไหลเข้าสุทธิติดต่อกัน 5 วันทำการระหว่างวันที่ 17 ถึง 21 สิงหาคม เฉพาะวันที่ 20 สิงหาคมเพียงวันเดียวมีเม็ดเงินทะลักเข้ามาสูงถึง 606 ล้านดอลลาร์ ปริมาณการซื้อขายในสัปดาห์ดังกล่าวทะยานแตะ 2.21 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นราว 3 เท่าเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน ปรากฏการณ์นี้สะท้อนอุปทานในตลาดที่ถูกดูดซับอย่างรวดเร็วโดยผู้เล่นรายใหญ่ ยุติภาวะซบเซาที่กดดันตลาดมาตั้งแต่ช่วงที่ยอดเงินไหลเข้าสะสมเคยทำจุดสูงสุด 6.27 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนตุลาคม 2568 ก่อนจะย่อตัวลงมาอยู่ที่ 5.37 หมื่นล้านดอลลาร์

นอกเหนือจากสินทรัพย์หลักแล้ว เม็ดเงินสถาบันยังกระจายตัวเข้าสู่กลุ่มอัลต์คอยน์อย่างมีนัยสำคัญเชิงกลยุทธ์ กองทุน ETF ของ XRP นำตลาดด้วยยอดเงินไหลเข้า 39.78 ล้านดอลลาร์ พร้อมทำสถิติปริมาณการซื้อขายรายสัปดาห์สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 271.74 ล้านดอลลาร์ ตามมาด้วยกองทุน Solana ที่ดึงดูดเงินทุนได้ 28.34 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการเติบโตต่อเนื่องสัปดาห์ที่ 8 ติดต่อกัน ตลอดจนกองทุน Chainlink ที่กวาดเงินไปได้ 13.35 ล้านดอลลาร์ ดันมูลค่าสินทรัพย์ปิดที่ระดับสูงสุด 171.59 ล้านดอลลาร์ ภาพการกระจายพอร์ตลงทุนเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า Smart Money เริ่มวางโครงสร้างความเสี่ยงที่กว้างขึ้น

แนวโน้มการเติบโตของเม็ดเงินในผลิตภัณฑ์กระแสหลักสะท้อนถึงการปรับตัวของโครงสร้างตลาดคริปโทเคอร์เรนซีที่เชื่อมโยงกับสภาพคล่องในระบบการเงินโลก การไหลเข้าของเงินทุนอย่างฉับพลันชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของสถาบันการเงินที่มองสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยง แม้ว่าภาพรวมตั้งแต่ต้นปี 2569 กองทุนบิทคอยน์และอีเธอเรียมจะยังคงเผชิญยอดไหลออกสะสม 2.91 พันล้านดอลลาร์ และ 177.93 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ กระนั้นการฟื้นตัวอย่างรุนแรงในสัปดาห์ล่าสุดก็อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการประเมินมูลค่าช่วงครึ่งปีหลัง

อย่างไรก็ดีการอัดฉีดเม็ดเงินกว่า 2.6 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเพียงสัปดาห์เดียว เป็นสัญญาณเชิงโครงสร้างที่บ่งชี้ว่าตลาดอาจผ่านพ้นจุดต่ำสุดของรอบการปรับฐานไปแล้ว หากโมเมนตัมของกระแสเงินทุนยังคงรักษาระดับการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีมีโอกาสเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นรอบใหม่ การวางตำแหน่งของนักลงทุนสถาบันในขณะนี้จึงไม่ใช่เพียงการเก็งกำไรระยะสั้น แต่เป็นการจัดสรรเงินทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจมหภาคในระยะต่อไป