รถไฟไทย-จีน ระยะที่ 1 กรุงเทพ-นครราชสีมา ล่าช้า 34.5% “สิริพงศ์”ลงพื้นที่สัญญา 4-7 จุดก่อสร้างสถานีสระบุรี จี้รฟท.เร่งงาน มุ่งแก้โจทย์สัญญา 4-1 ทับซ้อนไฮสปีด 3 สนามบิน ให้ได้ข้อสรุปปีนี้ ไม่ให้กระทบเปิดเดินรถปี 74
วันที่ 22 ส.ค. 2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจงานก่อสร้างโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไทยจีน ระยะที่ 1 กรุงเทพฯ - นครราชสีมา สัญญาที่ 4-7 ช่วงสระบุรี-แก่งคอย (สถานีสระบุรี) เพื่อเร่งรัดให้การก่อสร้างเป็นไปตามแผนงานที่กำหนด โดยได้กำชับให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) บริหารจัดการโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการให้ความสำคัญสูงสุดต่อมาตรฐานความปลอดภัย โดยเฉพาะเขตพื้นที่ก่อสร้างที่อยู่ใกล้แนวเส้นทางรถไฟและพื้นที่ที่มีประชาชนใช้สัญจรผ่าน จะต้องมีมาตรการป้องกันอุบัติเหตุและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างรัดกุม เนื่องจากสถานีสระบุรีอยู่ติดกับทางรถไฟทางคู่ จึงสั่งการห้ามเคลื่อนย้ายเครื่องจักรขณะมีรถไฟผ่านเด็ดขาด
ในส่วนของพื้นที่ก่อสร้างงานอุโมงค์ ได้กำชับให้ รฟท. ติดตามตรวจตราความแข็งแรงและจุดชำรุดในพื้นที่อุโมงค์เป็นพิเศษ เพื่อความปลอดภัย พร้อมเตรียมมาตรการป้องกันและแผนรองรับเหตุฉุกเฉิน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มีน้ำหลาก เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชน
นายกำพล บุญชม วิศวกรใหญ่ฝ่ายโครงการพิเศษและก่อสร้าง รฟท.กล่าวว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร–นครราชสีมา มีระยะทางรวมประมาณ 250.77 กิโลเมตร แบ่งการดำเนินงานด้านโยธาออกเป็น 14 สัญญา ปัจจุบันมีแผนงานสะสม 90.487% ขณะที่ผลงานสะสมอยู่ที่ 55.978% คิดเป็นความล่าช้ากว่าแผน 34.509% โดยการรถไฟฯ อยู่ระหว่างติดตามและเร่งรัดการดำเนินงานของแต่ละสัญญาอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น เพื่อให้การก่อสร้างสามารถเดินหน้าต่อเนื่องและบรรลุเป้าหมายของโครงการ
สำหรับงานก่อสร้างสัญญาที่ 4–7 ช่วงสระบุรี–แก่งคอย ระยะทาง 12.99 กิโลเมตร มูลค่า 8,560 ล้านบาท มีบมจ. ซีวิลเอ็นจิเนียริง เป็นผู้รับจ้าง ปัจจุบันมีแผนงานสะสม 81.50% ผลงานสะสม 73.25% คิดเป็นความล่าช้ากว่าแผน 8.25% โดยอยู่ระหว่างดำเนินงานก่อสร้างโครงสร้างทางยกระดับและองค์ประกอบต่าง ๆ ของระบบรถไฟความเร็วสูงในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยงานติดตั้ง Segment มีความก้าวหน้า 86% งานก่อสร้าง Balance Beam ที่ 33% และงานก่อสร้าง Switch Beam ที่ 68%
สำหรับสถานีรถไฟความเร็วสูงสระบุรี ตั้งอยู่ที่ตำบลตะกุด อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี เป็นสถานีรูปแบบยกระดับ แบ่งพื้นที่ใช้งานออกเป็น 4 ชั้น ได้แก่ ชั้นที่ 1 เป็นชั้นทางเข้าอาคารและชั้นชานชาลารถไฟทางไกล ชั้นที่ 2 เป็นพื้นที่จำหน่ายตั๋วรถไฟความเร็วสูงและรถไฟทางไกล ชั้นที่ 3 เป็นพื้นที่พักคอยผู้โดยสาร และชั้นที่ 4 เป็นชานชาลารถไฟความเร็วสูง โดยมีชานชาลาความยาว 450 เมตร จำนวน 2 ชานชาลา และมีทางรถไฟจำนวน 4 ทาง
ปัจจุบัน งานก่อสร้างสถานีสระบุรีมีแผนงานสะสม 47.22% ผลงานสะสม 29.30% คิดเป็นความล่าช้ากว่าแผน 17.92% ทั้งนี้ การรถไฟฯ จะติดตามและเร่งรัดการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมกำกับดูแลมาตรฐานงานก่อสร้างให้เป็นไปตามข้อกำหนด เพื่อให้สถานีสามารถรองรับการให้บริการรถไฟความเร็วสูงในอนาคต
ขณะที่สัญญาที่ 3–2 ช่วงงานอุโมงค์บริเวณมวกเหล็กและลำตะคอง ซึ่งเป็นหนึ่งในงานก่อสร้างสำคัญของโครงการ ปัจจุบันมีแผนงานสะสม 99.77%ขณะที่ผลงานสะสมอยู่ที่ 99.99% เร็วกว่าแผน 0.22% โดยมีความก้าวหน้างานก่อสร้างอุโมงค์หินลับ 87.25% อุโมงค์คลองไผ่ 95.53% อุโมงค์มวกเหล็ก 95.56% และอุโมงค์ผาเสด็จ 85.22%
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีสัญญา4-1 ช่วงบางซื่อ – ดอนเมือง ซึ่งเป็นจุดทับซ้อนกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง - สุวรรณภูมิ - อู่ตะเภา) การเจรจากับบจ.เอเขีย เอรา วัน (ซี.พี.) ยังไม่ได้ข้อยุติ จะส่งผลกระทบต่อโครงการรถไฟไทน-จีนหรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า เฉพาะงานสัญญา 4-1 ของรถไฟไทย-จีนอาจจะแยกงานบางส่วนออกมาทำเป็นอีกสัญญา เพื่อให้โครงการคุ้มค่าตอบโจทย์
ส่วนรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ต้องหาข้อสรุปให้ได้ โดยดูทางออกของกฎหมาย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดจากมติของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (บอร์ด EEC) ก็ต้องไปดูว่าคณะกรรมการ EEC มีความเห็นอย่างไร อันดับแรก ต้องดูว่าไปต่อได้ไหม ถ้าไปต่อไม่ได้ จะต้องดำเนินการอย่างไร ซึ่งแนวทางหนึ่งที่จะมีการพิจารณาคือ การทำให้สามารถเชื่อม 2 สนามบินก่อน (ดอนเมือง - สุวรรณภูมิ)
“ ต้องรอดูก่อนว่ารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินจะเอาอย่างไร การแยกโครงการออกมาเป็นออปชั่นหนึ่ง โดยคาดการณ์เรื่องสัญญาไฮสปีด 3 สนามบิน จะต้องมีคำตอบภายในปีนี้ เพื่อเร่งรัดการก่อสร้างงสัญญา 4-1 ไม่ให้กระทบแผนเปิดบริการปี 2574”
ส่วนรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ต้องหาข้อสรุปให้ได้ โดยดูทางออกของกฎหมาย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดจากมติของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (บอร์ด EEC) ก็ต้องไปดูว่าคณะกรรมการ EEC มีความเห็นอย่างไร อันดับแรก ต้องดูว่าไปต่อได้ไหม ถ้าไปต่อไม่ได้ จะต้องดำเนินการอย่างไร ซึ่งแนวทางหนึ่งที่จะมีการพิจารณาคือ การทำให้สามารถเชื่อม 2 สนามบินก่อน (ดอนเมือง - สุวรรณภูมิ)
“ ต้องรอดูก่อนว่ารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินจะเอาอย่างไร การแยกโครงการออกมาเป็นออปชั่นหนึ่ง โดยคาดการณ์เรื่องสัญญาไฮสปีด 3 สนามบิน จะต้องมีคำตอบภายในปีนี้ เพื่อเร่งรัดการก่อสร้างงสัญญา 4-1 ไม่ให้กระทบแผนเปิดบริการปี 2574”