xs
xsm
sm
md
lg

“ภานวีย์” เร่งโรงงานไทยอัปเกรดสู่ AI-Smart Manufacturing

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“ภานวีย์” อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ชี้คลื่นลงทุนอิเล็กทรอนิกส์เป็นโอกาสใหญ่ แต่ความยั่งยืนไม่ควรฝากไว้กับภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนแรงงาน เร่งยกระดับโรงงานจากสายการผลิตเดิมสู่ Automation-Smart Manufacturing นำ AI แก้โจทย์การผลิตจริง พร้อมใช้ ECWC17 เชื่อม “สองโลก” นักวิจัยกับภาคอุตสาหกรรม ผลักงานวิจัยจากโรงงานไทยสู่เวทีโลก

ท่ามกลางการไหลเข้าของการลงทุนด้านเซมิคอนดักเตอร์ แผ่นวงจรพิมพ์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โจทย์ของประเทศไทยอาจไม่ได้อยู่เพียงว่าจะดึงโรงงานเข้ามาได้มากเพียงใด แต่อยู่ที่ว่าโรงงานและบุคลากรในประเทศจะสามารถยกระดับเทคโนโลยีตามการลงทุนเหล่านั้นได้เร็วแค่ไหน

รศ. ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT) มองว่า แม้ประเทศไทยกำลังได้รับความสนใจจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลก แต่การพึ่งพาปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์หรือความได้เปรียบด้านต้นทุนแรงงานเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างความยั่งยืนในระยะยาวได้


สิ่งที่จะทำให้ฐานอุตสาหกรรมอยู่กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน คือการสร้าง Talent และ Knowledge Workforce ควบคู่กับการยกระดับเครื่องมือ เทคโนโลยี และความสามารถในการวิจัยและพัฒนาของประเทศ

รศ. ดร.ภานวีย์ ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ปัจจุบันจะมีการพูดถึง Advanced Electronics มากขึ้น แต่อุตสาหกรรมการผลิตของไทยยังมีพื้นที่ให้ยกระดับได้อีกมาก โดยโรงงานจำนวนหนึ่งยังดำเนินการตามกระบวนการผลิตเดิม โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การนำ Automation, AI และ Smart Manufacturing เข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงพัฒนาคนให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ ไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนแรงงานหรือจำนวนโรงงาน

การยกระดับดังกล่าวไม่จำเป็นต้องหมายถึงการกระโดดไปลงทุนในเทคโนโลยีต้นน้ำที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงทั้งหมดในทันที แต่สามารถเริ่มจากฐานอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว แล้วขยับไปสู่เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพและมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น จาก PCB สามารถต่อยอดไปสู่ Substrate PCB จาก Packaging ไปสู่ Advanced Packaging รวมถึงการพัฒนา Photonics และ Power Devices ซึ่งเป็นพื้นที่เทคโนโลยีที่สามารถต่อยอดจากองค์ความรู้และฐานอุตสาหกรรมเดิมของไทยได้

หนึ่งในประเด็นที่ รศ. ดร.ภานวีย์ ให้ความสำคัญ คือการนำ AI ไปใช้กับปัญหาในกระบวนการผลิตจริง โดยมองว่า AI สำหรับภาคอุตสาหกรรมไม่ได้จำกัดอยู่เพียง Generative AI หรือการใช้งานผ่านหน้าจอ แต่สามารถนำไปช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและตรวจสอบกระบวนการผลิตได้


รศ. ดร.ภานวีย์ ยกตัวอย่างเทคโนโลยี AI ที่ใช้วิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ เช่น ภาพ X-ray เพื่อค้นหาความผิดปกติ หากเปลี่ยนชุดข้อมูลจากภาพทางการแพทย์เป็นภาพ PCB หลักการเดียวกันก็สามารถนำมาพัฒนา AI เพื่อช่วยตรวจสอบความผิดปกติของแผ่นวงจรพิมพ์ได้

แนวคิดนี้สะท้อนว่าโจทย์ของประเทศไทยไม่ใช่เพียง “มี AI” แต่ต้องสามารถนำ AI เข้าไปแก้ Pain Point ของโรงงาน เช่น การลดของเสีย การตรวจสอบคุณภาพ การเพิ่ม Automation และการเพิ่มประสิทธิภาพของสายการผลิต

อีกหนึ่งข้อจำกัดที่ต้องเร่งแก้ คือช่องว่างระหว่างงานวิจัยในมหาวิทยาลัยกับโจทย์จริงของภาคอุตสาหกรรม รศ. ดร.ภานวีย์ มองว่า ในหลายกรณี Academic และ Industry ยังทำงานอยู่ใน “คนละโลก” งานประชุมวิชาการจำนวนมากมีนักวิชาการเป็นผู้พัฒนางานวิจัย นำเสนอ และแลกเปลี่ยนกันเอง ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีโจทย์วิจัยอีกชุดหนึ่ง เช่น จะลดของเสียอย่างไร จะเพิ่ม Automation อย่างไร หรือจะเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตได้อย่างไร

หากสามารถนำสองฝั่งมาเชื่อมกัน งานวิจัยจะไม่จบเพียงบทความทางวิชาการ แต่สามารถถูกนำไปใช้สร้างผลลัพธ์ในโรงงาน และในทางกลับกัน ปัญหาจากโรงงานก็สามารถกลายเป็นโจทย์วิจัยที่มีคุณค่ามากขึ้น

แนวคิดดังกล่าวกำลังถูกนำไปใช้กับการเตรียมจัดงานใหญ่ระดับโลกของวงการอิเล็กทรอนิกส์ Electronic Circuits World Convention ครั้งที่ 17 หรือ ECWC17 ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-20 สิงหาคม พ.ศ. 2570 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ โดย รศ. ดร.ภานวีย์ มองว่าเวทีดังกล่าวเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยกับนักวิจัยและวิศวกรจากภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน


เป้าหมายหนึ่งของ ECWC17 คือการเพิ่มสัดส่วนผลงานวิจัยที่เกิดขึ้นจากภาคอุตสาหกรรมจริง โดยคาดหวังว่า อย่างน้อย 20% ของผลงานจากประเทศไทยจะมาจากฝั่งอุตสาหกรรม ไม่ใช่เฉพาะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย โดยโจทย์วิจัยอาจเริ่มจากปัญหาใกล้ตัวในโรงงาน เช่น การลดของเสีย การเพิ่มประสิทธิภาพ การตรวจสอบคุณภาพด้วย AI หรือการเพิ่มระบบอัตโนมัติ ก่อนพัฒนาเป็นงานวิจัยที่สามารถนำเสนอและแลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ

ความท้าทายของอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไปจึงไม่ใช่เพียงการรองรับโรงงานใหม่ แต่ต้องทำให้การลงทุนที่เข้ามากลายเป็นโอกาสในการสร้างความสามารถภายในประเทศ หากประเทศไทยสามารถเชื่อม โรงงาน คน เทคโนโลยี และงานวิจัย เข้าด้วยกัน การพัฒนาอุตสาหกรรมจะไม่ได้หยุดอยู่ที่การผลิตตามสายการผลิต แต่สามารถขยับไปสู่ Smart Manufacturing และกิจกรรมที่ใช้ความรู้และเทคโนโลยีสูงขึ้น

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงทำให้ประเทศไทยมี “โรงงานมากขึ้น” แต่ต้องทำให้ โรงงานในประเทศไทยเก่งขึ้น คนไทยมีทักษะสูงขึ้น และโจทย์จากสายการผลิตสามารถพัฒนาเป็นเทคโนโลยีและองค์ความรู้ของประเทศได้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยในระยะยาว.