xs
xsm
sm
md
lg

"พิพัฒน์–วราวุธ” ลุย"สุพรรณบุรี"แก้จุดเสี่ยงถนนดันรถไฟ สายใหม่"สุพรรณบุรี–นครหลวง–ชุมทางบ้านภาชี"

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“พิพัฒน์–วราวุธ” ลงพื้นที่ "สุพรรณบุรี"ฟังเสียงประชาชนแก้ปัญหาคมนาคม เร่งจุดเสี่ยงถนน–ปลดล็อกจุดตัด ดันรถไฟสายใหม่สุพรรณบุรี–นครหลวง–ชุมทางบ้านภาชี Missing Link ระบบราง เชื่อมศก.เหนือ–อีสาน–ใต้

วันที่ 21 สิงหาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ติดตามการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง โดยบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ ซึ่งได้นำปัญหาและข้อร้องเรียนของประชาชนมาสะท้อนต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขทั้งปัญหาเร่งด่วนด้านความปลอดภัย และการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมในระยะยาวให้ตอบโจทย์การเดินทางและเศรษฐกิจของจังหวัด

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ต้องการให้หน่วยงานของรัฐมารับฟังปัญหาจากพื้นที่โดยตรง โดยเฉพาะข้อเสนอจาก ส.ส. ซึ่งเป็นผู้รับฟังเสียงของประชาชนในแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกหน่วยงานนำปัญหามาวางบนโต๊ะเดียวกันและร่วมกันหาทางออก ไม่ว่าจะเป็นจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ การเชื่อมต่อถนนสองฝั่ง จุดตัดทางรถไฟ หรือโครงการที่ยังติดขัด เพื่อให้สิ่งที่ประชาชนรอคอยได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

กรณี ความปลอดภัยบนทางหลวงหมายเลข 340 ซึ่งประชาชนในพื้นที่สะท้อนปัญหาการเดินทางข้ามระหว่างชุมชนสองฝั่งถนนและอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณ “แยกยินดี” ซึ่งมีข้อเสนอให้ศึกษารูปแบบทางลอดหรือโครงสร้างทางแยกต่างระดับที่เหมาะสม เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางเชื่อมต่อกันได้อย่างปลอดภัย ขณะเดียวกันได้ติดตามปัญหาบริเวณทางหลวงหมายเลข 3260 และจุดตัดทางรถไฟ เพื่อเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สามารถเปิดใช้โครงข่ายถนนที่ก่อสร้างแล้วให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนโดยเร็ว


นายพิพัฒน์ กำชับให้กรมทางหลวง การรถไฟแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประสานการดำเนินงานในส่วนที่ยังเป็นอุปสรรค โดยยึดความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก และไม่ปล่อยให้ข้อจำกัดระหว่างหน่วยงานทำให้โครงการที่ก่อสร้างไว้แล้วไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ พร้อมให้พิจารณาแนวทางแก้ไขจุดเสี่ยงและจุดตัดทางรถไฟอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทยและแขวงทางหลวงสุพรรณบุรีที่ 1 ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOA) เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการก่อสร้างจุดตัดทางรถไฟกับถนนจำนวน 2 แห่ง บริเวณ กม.133+980 และ กม.134+023.30 เพื่อปลดล็อกปัญหาการเชื่อมต่อโครงข่ายในพื้นที่

ด้านนายวราวุธ กล่าวว่า การลงพื้นที่ร่วมกันครั้งนี้ช่วยให้หลายปัญหาของจังหวัดสุพรรณบุรีได้รับการขับเคลื่อน โดยเฉพาะเรื่องที่ประชาชนและผู้แทนในพื้นที่ติดตามมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งจุดเสี่ยงอุบัติเหตุบริเวณแยกยินดี การเชื่อมต่อถนนกับทางรถไฟ ตลอดจนการเร่งรัดอุปกรณ์และระบบความปลอดภัยบริเวณจุดตัดทางรถไฟ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน

การพัฒนาในระยะยาว “ระบบราง” จะเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับศักยภาพของสุพรรณบุรีและระบบโลจิสติกส์ของประเทศ เพราะการขนส่งสินค้าทางรางจะช่วยลดปริมาณรถบรรทุกบนถนน ลดการใช้พลังงาน และสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ ขณะเดียวกันแนวเส้นทางต้องผ่านพื้นที่รับน้ำหลายแห่ง จึงจำเป็นต้องออกแบบและดำเนินโครงการอย่างรอบคอบ ให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสามารถอยู่ร่วมกับระบบบริหารจัดการน้ำของพื้นที่ได้


ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมกำลังผลักดัน คือ โครงการทางรถไฟสายสุพรรณบุรี–นครหลวง–ชุมทางบ้านภาชี ระยะทางประมาณ 73.8 กิโลเมตร ประกอบด้วยสถานี 5 แห่ง และย่านขนส่งสินค้า/ลานกองเก็บสินค้า (CY) 2 แห่ง โดยมีโครงสร้างทางรถไฟยกระดับประมาณ 60.6 กิโลเมตร และระดับพื้นประมาณ 13.2 กิโลเมตร ปัจจุบันอยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียดและจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)

โครงการดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็น “Missing Link” เชื่อมโครงข่ายรถไฟสายเหนือและสายตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่สายใต้ โดยไม่จำเป็นต้องนำขบวนรถผ่านพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ปศุสัตว์ สินค้าแปรรูป ปูนซีเมนต์ และวัสดุก่อสร้าง รวมถึงสร้างโอกาสให้สุพรรณบุรีก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในจุดเชื่อมโยงโลจิสติกส์สำคัญของภาคกลาง

ส่วนปัญหาความปลอดภัยบนถนนสาย 340 เป็นเรื่องที่ประชาชนร้องเรียนมาเป็นเวลานาน และมีการนำปัญหาเข้าสู่การหารือในสภาผู้แทนราษฎรหลายครั้ง โดยเป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง แต่คือการทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่สองฝั่งถนนสามารถเดินทางถึงกันได้อย่างปลอดภัย จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณารูปแบบทางลอด ทางแยกต่างระดับ หรือแนวทางอื่นที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่

ขณะเดียวกัน การเกิดขึ้นของโครงข่ายรถไฟสายใหม่จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้จังหวัดอย่างมาก จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมของพื้นที่ควบคู่กันไป ตั้งแต่ระบบถนนเชื่อมเข้าสถานี ระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่ การเชื่อมโยงกับถนนวงแหวน ตลอดจนการเตรียมระบบนิเวศทางเศรษฐกิจรอบสถานีและลานกองเก็บสินค้า (CY) เพื่อให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และประชาชนในจังหวัดได้รับประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างเต็มที่ ไม่ใช่เพียงเป็นพื้นที่ที่เส้นทางรถไฟพาดผ่าน


นอกจากนี้ กรมทางหลวงชนบทยังเดินหน้าพัฒนาโครงข่ายสำคัญในจังหวัด ได้แก่ ถนนสาย สพ.3054 แยก ทล.340–บ้านคลองชะอม อำเภอศรีประจันต์ เชื่อมต่อไปยังอำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง ถนนสาย สพ.4022 แยก ทล.3365–บ้านทึง อำเภอหนองหญ้าไซ และถนนสายแยก ทล.340–บึงลำควง อำเภอศรีประจันต์ เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างอำเภอ รองรับแหล่งท่องเที่ยว และกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชน

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมจะนำทุกข้อเสนอจากพื้นที่ไปขับเคลื่อนต่อ โดยให้ทุกหน่วยงานทำงานร่วมกับจังหวัด ส.ส. และประชาชนอย่างใกล้ชิด เพราะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพต้องเริ่มจากปัญหาและความต้องการจริงของประชาชน