xs
xsm
sm
md
lg

TTBยังแกร่งแม้INGลดการถือครองหุ้น ฐานทุนแข็งแถมปันผลเยี่ยม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



เมื่อ ING Bank N.V ลดทอนหุ้น “ทหารไทยธนชาต” โกยเงิน 1.8 หมื่นล้านบาทกลับไปลงทุนในยุโรป แต่กลับทำให้ Free Float เพิ่ม แถม"ปลดล็อกความกังวล" ที่เคยกดดันราคาหุ้นมายาวนาน ให้มีโอกาสฟื้นตัวกลับสู่ปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง ชี้คุณสมบัติแกร่งเกราะป้องกันหนาแน่นจากอัตราส่วนเงินสำรองสูง นอกจากนี้ยังมีโครงการซื้อหุ้นคืนและอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับ 5-6% ต่อปี ช่วยพยุงราคาหุ้นชั้นเลิศ
   
ราคาหุ้น ธนาคารทหารไทยธนชาต ช่วงนี้ผันผวนไม่น้อย เมื่อมีรายงานว่า ING Bank N.V. สถาบันการเงินชั้นนำจากเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ของ TTB ได้เปิดสำรวจความต้องการซื้อหุ้นเพื่อเสนอขายหุ้นแบบเฉพาะเจาะจงแก่นักลงทุนสถาบัน (Overnight Private Placement) มูลค่ารวมกว่า 475 ล้านยูโร (ประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท) โดยตั้งกรอบราคาเสนอขายไว้ที่ 2.64 – 2.70 บาท/หุ้น ซึ่งมีส่วนลด (Discount) ราว 6.9% – 8.9% จากราคาปิดในกระดาน ณ วันนั้น
ต่อมาเมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2569 เกิดรายการซื้อขายรายใหญ่ (Big Lot) หุ้น TTB จำนวน 6,890 ล้านหุ้น ที่ราคาเฉลี่ย 2.64 บาท/หุ้น คิดเป็นมูลค่าราว 1.81 หมื่นล้านบาท ธุรกรรมนี้ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นของ ING ใน TTB ปรับลดลงจาก 19.5% เหลือ 11.6% (โดยมีเงื่อนไขห้ามขายหุ้นส่วนที่เหลือ หรือ Lock-up Period เป็นเวลา 90 วัน) ซึ่งทาง ING ระบุว่าเป็นกลยุทธ์การบริหารเงินทุนเชิงรุกเพื่อจัดสรรพอร์ตการลงทุนของตนเอง

 

ปฏิกิริยาของตลาดและราคาหุ้น



ทันทีที่ตลาดเปิด (19ส.ค.) ราคาหุ้น TTB ร่วงลงทันที -4.14% ลงไปแตะระดับ 2.78 บาท เนื่องจากตลาดรับรู้ Sentiment เชิงลบจากราคา Discount ของบิ๊กล็อตและความกังวลเรื่องการลดสัดส่วนของกลุ่มทุนต่างชาติ อย่างไรก็ตามวันที่ 20ส.ค. ราคาเริ่มฟื้นตัว (Rebound) กลับขึ้นมายืนแถว 2.84 – 2.88 บาท หลังตลาดซึมซับข่าว เพราะเม็ดเงินสถาบันรายใหม่เข้ามารับหุ้นไปทั้งหมดนอกกระดาน ทำให้ไม่มี Overhang หรือแรงเทขายกระหน่ำในกระดานหลัก
ขณะเดียวกัน ทาง TTB ได้ออกมาชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ทันทีว่า ดีลนี้เป็นการตัดสินใจของทางผู้ถือหุ้นเอง และ ไม่กระทบต่อการดำเนินงานหรือกลยุทธ์หลักของธนาคาร เนื่องจากบริหารงานโดยทีมผู้บริหารชาวไทยอย่างอิสระมาโดยตลอด นอกจากนี้การกระจายหุ้นให้สถาบันยังช่วยเพิ่ม Free Float และสภาพคล่องในระยะยาว ขณะที่ธนาคารยังมีกันชนหนุนราคาอย่างโครงการซื้อหุ้นคืนที่ยังเหลือวงเงินอีกราว 1.4 หมื่นล้านบาท พร้อมอัตราเงินปันผล (Dividend Yield) ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง


โครงสร้างการถือหุ้นTTB ที่เปลี่ยนไป

สำหรับ โครงสร้างผู้ถือหุ้นของธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในกลุ่มผู้ถือหุ้นหลัก พบว่า บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) (TCAP) ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 24.37% ถือหุ้นใหญ่ลำดับ ตามมาด้วย กระทรวงการคลัง กลายเป็นผู้หุ้นใหญ่เป็นอันดับ 2 สัดส่วน11.65% ขณะที่ ING BANK N.V. เมื่อขายหุ้นบางส่วนออกไป ทำให้เหลือสัดส่วนการถือหุ้นในTTB เป็น 11.60% และเป็นอันดับ 3
 
ถัดจากนั้น ได้แก่ ธนาคาร ทหารไทยธนชาต (หุ้นซื้อคืน)5.93% (Treasury Shares) อันดับ 5.บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด (NVDR) 5.68% อันดับ 6. กองทุนรวม วายุภักษ์หนึ่ง สัดส่วน 3.59%

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ นักลงทุนสถาบันรายใหม่ และนักลงททุนททั่วไปเพิ่มขึ้นจากการขายหุ้น Big Lot ทำให้Free Float ขยับจาก 35.68% เป็น 43.58% ส่งผลให้สภาพคล่องในการหมุนเวียนซื้อขายหุ้น TTB ในระยะยาวมีความคล่องตัวมากขึ้น นอกจากนี้ TCAP ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นหลักที่ทิ้งห่างเบอร์สองชัดเจน ทำให้มีเสถียรภาพและบทบาทในการกำกับทิศทางธุรกิจร่วมกับทีมผู้บริหารไทยอย่างเต็มตัว
 
ขณะเดียวกัน แม้ ING ลดบทบาทเชิง Strategic Partner แต่ยังไม่ถอนตัวทั้งหมด และติดเงื่อนไขห้ามขายหุ้นที่เหลือ (Lock-up Period) เป็นเวลา 90 วัน โดยยังมีตัวแทนอยู่ในระดับคณะกรรมการธนาคารเช่นเดิม

 
 ภาพรวมการดำเนินงาน TTB


ทั้งนี้ ภาพรวมการดำเนินงานของ TTB ในรอบครึ่งแรกของปี 2569 ยังคงรักษาระดับกำไรและความแข็งแกร่งทางการเงินได้ตามแผนงาน โดยมีกำไรสุทธิ 1H69 ประมาณอยู่ที่ 10,683 ล้านบาท และมีกันชนสำรองหนี้เสีย (Coverage Ratio) สูงขึ้นถึง 157% ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของรายได้ค่าธรรมเนียม (Non-NII) โดยเฉพาะกองทุน ประกัน และบัตรเครดิตคุณภาพสินทรัพย์ อีกทั้งยังควบคุม NPL ได้อย่างรัดกุมที่ระดับ 2.93% (ต่ำกว่ากรอบเพดานเป้าหมายทั้งปีที่ไม่เกิน 3.2%)
ขณะที่ แผนงานเชิงกลยุทธ์ของ TTB เน้นสินเชื่อ High-Yield ใน Ecosystem โดยมุ่งเน้นสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูง เช่น สินเชื่อบ้านแลกเงิน (ttb cash your home), สินเชื่อรถแลกเงิน (ttb cash your book) และสินเชื่อบุคคล ควบคู่กับการปล่อยกู้ตามความเสี่ยง (Risk-Based Pricing)
 
นอกจากนี้ ธนาคารยังนำ AI และดิจิทัลมาใช้วิเคราะห์เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์เฉพาะบุคคล (Personalized Offering) พร้อมลดต้นทุนการให้บริการ (Cost to Serve) อีกทั้งยังรักษาระดับการจ่ายปันผลสูง

โดยเป้าหมายปี 2569 จากผลงานจริงครึ่งปีแรก (1H69)ประเมินความเป็นไปได้ การเติบโตของสินเชื่อ (Loan Growth) อยู่ที่ 0% – 2%-1.8% ถือว่ามีความท้าทายสูง ขณะที่ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM)3.00% – 3.02%มีโอกาสเข้าเป้า ส่วนอัตราส่วนหนี้เสีย (NPL Ratio) 3.20%-2.93% ถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย โดยรวม TTB มีแนวโน้มทำได้ ตามเป้าหมายหรือดีกว่าคาด
 


ศักยภาพของ ING Group

ส่วน ING Group เป็นกลุ่มสถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกจากประเทศเนเธอร์แลนด์ (สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม) และเป็นหนึ่งในธนาคารที่มีความสำคัญเชิงระบบระดับโลก (G-SIB) มีสินทรัพย์รวมมากกว่า 1.3 ล้านล้านยูโร โดยเน้นโมเดลธนาคารดิจิทัล (Digital-first Bank) ที่ให้บริการครอบคลุมกว่า 40 ประเทศทั่วโลก

โดยมี 2 เสาหลักธุรกิจ ได้แก่ Retail Banking (ลูกค้ารายย่อยและดิจิทัลแบงก์กิ้ง) ตลาดหลักอยู่ในยุโรป ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม เยอรมนี สเปน อิตาลี รวมถึงออสเตรเลีย โดยเน้นการระดมเงินฝาก สินเชื่อบ้าน (Mortgage) สินเชื่อธุรกิจขนาดย่อม และบริการแพลตฟอร์มการลงทุนดิจิทัล

ถัดมาคือ Wholesale Banking (ลูกค้าองค์กรและสถาบัน) ให้บริการสินเชื่อองค์กรขนาดใหญ่ ธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศ (Transaction Services / Cash Management) ตลาดทุน และการปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) แก่องค์กรทั่วโลก

โดยภาพรวมผลการดำเนินงานและสถานะการเงินล่าสุด (ปี 2569) ING Group มีรายได้รวมแตะระดับกว่า 2.45 หมื่นล้านยูโร โดยมีแรงหนุนจากการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียม (Fee Income โตกว่า 14% YoY) และการขยายฐานลูกค้ารายย่อยบน Mobile Banking อย่างรวดเร็ว ทำให้มีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่จับต้องได้ (ROTE) สูงถึง 17.0% สะท้อนประสิทธิภาพการทำกำไรที่แข็งแกร่ง

ด้านความแข็งแกร่งของเงินกองทุน (Capital Position) มีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (CET1 Ratio) อยู่ที่ 13.1% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์กำกับดูแลสากลอย่างมาก

ส่วนกลยุทธ์และเหตุผลเบื้องหลังการลดสัดส่วนหุ้น TTB คือ ING มุ่งเน้นการจัดสรรเงินทุน (Capital Allocation) กลับไปยังตลาดยุโรปที่เป็นแกนหลัก (Core European Markets) และธุรกิจ Private Banking / Wealth Management ที่มีอัตราผลตอบแทนสูง

และการขายหุ้น TTB บางส่วน (ล็อกกำไรราว 1.8 หมื่นล้านบาท) ช่วยปลดล็อกเงินทุนส่วนเกินเพื่อนำไปรองรับการจ่ายเงินปันผล โครงการซื้อหุ้นคืนของ ING เอง และการลงทุนขยายธุรกิจ Wealth ในยุโรป โดยยังคงเหลือสัดส่วน 11.6% ใน TTB ไว้เป็น Strategic Investment รับผลตอบแทนเงินปันผลระยะยาว


ผ่ามุมมอง 3 โบรกเกอร์



การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของกลุ่มทุนเนเธอร์แลนด์อย่าง ING Bank N.V. ที่ตัดสินใจขายบิ๊กล็อตหุ้นธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) มูลค่ากว่า 1.8 หมื่นล้านบาท ได้สร้างแรงกระเพื่อมอย่างหนักในตลาดทุนไทย ทว่าท่ามกลางแรงตกใจชั่วคราว บริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำต่างเริ่มทยอยออกบทวิเคราะห์ประเมินทิศทางธุรกิจ พร้อมทั้งกำหนดราคาเป้าหมายใหม่ ซึ่งสะท้อนทั้งมุมมองเชิงบวก โอกาส และข้อจำกัดที่นักลงทุนต้องรู้

ฝ่ายวิเคราะห์ของ บล.กรุงศรี มีมุมมองเชิงบวกสูงสุดในกลุ่ม ประเมินราคาเป้าหมาย 3.50 บาท โดยระบุว่าการทำรายการ Big Lot ครั้งนี้เปรียบเสมือนการ "ปลดล็อกความกังวล" ที่เคยกดดันทิศทางราคาหุ้นมาอย่างยาวนาน เมื่อแรงขายก้อนใหญ่ถูกส่งต่อไปยังมือนักลงทุนสถาบันนอกกระดานจนหมดสิ้น ราคาหุ้นจึงมีโอกาสฟื้นตัวกลับสู่ปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง

ในแง่ผลการดำเนินงาน KSS ประเมินว่า TTB ยังมีจุดแข็งรอบด้าน ทั้งการคุมคุณภาพสินทรัพย์ที่ทำให้อัตราหนี้เสีย (NPL) อยู่ในระดับต่ำเพียง 2.93% รวมถึงเกราะป้องกันหนาแน่นจากอัตราส่วนเงินสำรอง (Coverage Ratio) สูงถึง 157% นอกจากนี้ ธนาคารยังมีโครงการซื้อหุ้นคืนและอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับ 5-6% ต่อปี ซึ่งถือเป็นตัวช่วยพยุงราคาหุ้นชั้นเลิศ

ด้าน บล.เอเซีย พลัส (ASPS) ให้คำแนะนำ "ถือ" ราคาเป้าหมาย 3.20 บาท โดยมอง TTB เป็นหุ้นปันผลเด่น แต่สินเชื่อชะลอ ทำไห้มีมุมมองที่ระมัดระวังมากขึ้น ขณะเดียวกันธนาคารสามารถบริหารต้นทุนดอกเบี้ยและรักษาส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย 3.00% – 3.10% ได้อย่างยอดเยี่ยม ควบคู่ไปกับการควบคุมค่าใช้จ่ายดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ASPS ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายด้านการเติบโต โดยการขยายตัวของสินเชื่อรวมยังคงติดลบตามนโยบายการปล่อยกู้ที่เข้มงวดเพื่อเลี่ยงความเสี่ยงหนี้เสีย ทำให้กำไรสุทธิอาจไม่เติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดและการคืนผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นผ่านเงินปันผลยังคงมีความสม่ำเสมอ จึงเหมาะสำหรับกลยุทธ์การถือครองเพื่อรับเงินปันผลระยะยาว