xs
xsm
sm
md
lg

เผย3กลยุทธ์ ‘No-Capex’ ทางรอดโรงแรมไทยเปลี่ยนโรงแรมจาก‘อสังหาฯ’สู่ ‘ธุรกิจ’สร้างกำไรได้ทุกวัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ในปี ค.ศ. 1929 ยอดขายของบริษัท Matsushita Electric หรือก็คือ Panasonic ในปัจจุบัน ดิ่งลงร่วมครึ่งหนึ่ง แต่นายโคโนสึเกะ มัตสึชิตะ ผู้ก่อตั้ง กลับปฏิเสธที่จะปลดพนักงานออกแม้แต่คนเดียว พนักงานทุกคนยังได้รับค่าจ้างเต็มจำนวนในขณะที่การผลิตถูกลดลงครึ่งหนึ่ง และใช้เวลาในแต่ละวันไปกับการร่วมแรงร่วมใจขายสินค้าที่ค้างอยู่ในโกดัง จนกระทั่งสินค้าทั้งหมดถูกขายหมดเกลี้ยงภายในเวลาเพียงสองเดือน

ต่อมา มัตสึชิตะ ได้ตกผลึกปรัชญานี้เป็นวลีภาษาญี่ปุ่นอันโด่งดังว่า “Kōkyō yoshi, fukyō sara ni yoshi” ซึ่งแปลความได้ว่า “ช่วงเวลาที่ดีย่อมเป็นเรื่องดี แต่ช่วงเวลาที่แย่กลับดียิ่งกว่า” เขาเชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยไม่ใช่แค่วิกฤตที่ต้องอดทนผ่านไป แต่คือโอกาสสำคัญในการยกระดับคุณภาพของการบริหารจัดการ

เจ้าของโรงแรมไทยในเวลานี้กำลังเผชิญกับบททดสอบในลักษณะเดียวกัน และกำลังโดนศึกสองด้านบีบพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือความต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยวยังคงซบเซา ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือแหล่งเงินทุนกลับเข้าถึงได้ยากยิ่งขึ้น มันคือสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อนักท่องเที่ยวไม่มาตามนัด และธนาคารก็ระมัดระวังการปล่อยกู้มากขึ้น


ข้อมูลสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า ในปี 2568 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 32.9 ล้านคน ซึ่งลดลง 7.2% จากปี 2567 และยังคงต่ำกว่าระดับสูงสุดช่วงก่อนเกิดโควิด-19 สภาพความซบเซานี้ยังคงส่งผลต่อเนื่องมาถึงปี 2569 โดยตัวเลขไตรมาสแรกพบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง 2.4% เมื่อเทียบปีต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าการฟื้นตัวด้านปริมาณยังคงมีความเปราะบางและชะลอตัว

ฝั่งการเข้าถึงแหล่งเงินทุนก็ไม่ได้ง่ายไปกว่ากัน ข้อมูลสินเชื่อในภาคธนาคารพาณิชย์ชี้ว่า สินเชื่อโครงการสำหรับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ลดลงราว 20% ณ สิ้นปี 2568 โดยสถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดและหันไปอนุมัติสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีพอร์ตผลงานชัดเจนมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้น มาตรฐานการปล่อยกู้สำหรับธุรกิจโรงแรมยังถูกคุมเข้มขึ้นไปอีก

โดยสรุปรายงาน “2026 Thailand Hotel Investment Guide” ที่จัดทำร่วมกันระหว่าง C9 Hotelworks และ Watson Farley & Williams ระบุว่า เกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อในปัจจุบันกำหนดอัตราส่วนวงเงินกู้ต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) ไว้เพียง 50–60% และกำหนดอัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ (DSCR) ไว้ที่ 1.2 เท่าสำหรับโครงการใหม่ และ 1.4–1.5 เท่าสำหรับอสังหาริมทรัพย์ที่มีผลงานแล้ว ซึ่งนับเป็นเพดานที่สูงเกินกว่าที่เจ้าของโรงแรมหลายราย โดยเฉพาะผู้พัฒนาโครงการรายใหม่ จะผ่านเกณฑ์ได้ง่ายๆ

แล้วเจ้าของโรงแรมควรทำอย่างไร นั่งหวังให้สถานการณ์ดีขึ้น หรือรอให้โชคชะตาเปลี่ยนไปเอง? สุภาษิตโบราณได้มอบทางออกที่นำไปใช้ได้จริงว่า “ฟ้าจะประทานพรให้กับผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองก่อน” หมายถึงความสำเร็จจะเข้าข้างผู้ที่ลงมือทำ ไม่ใช่ผู้ที่ปล่อยให้เวลาผ่านไป มัตสึชิตะ ไม่สามารถควบคุมวิกฤต Great Depression ได้ แต่สิ่งที่เขาควบคุมได้คือวิธีที่บริษัทรับมือกับวิกฤต โดยใช้ช่วงเวลาเศรษฐกิจชะลอตัวสร้างความแข็งแกร่งในการแข่งขัน เจ้าของโรงแรมไทยในวันนี้ก็กำลังยืนอยู่บนทางแยกเดียวกัน และทางรอดคือ 3 กลยุทธ์สำคัญที่สุดที่อาศัยเพียง “วินัยในการลงมือทำ” โดย ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนใหม่ (No-Capex)
นั่นคือ

1. การบริหารจัดการรายได้ (Revenue Management)
การบริหารจัดการรายได้คือการปรับราคาห้องพักอย่างต่อเนื่องให้สอดรับกับความต้องการที่เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นแต่ละวันในสัปดาห์ ฤดูกาลที่มี Event ในพื้นที่ หรือการเคลื่อนไหวของคู่แข่ง เพื่อค้นหาจุดสมดุลที่สร้างกำไรสูงสุดจากอัตราการเข้าพักและราคาห้องพัก การบริหารจัดการรายได้ขั้นสูงนี้กลายเป็นเรื่องปกติในโรงแรมห้าดาวและเชนโรงแรมระดับโลกไปแล้ว แต่กลับยังไม่ค่อยแพร่หลายในกลุ่มโรงแรมอิสระระดับกลางถึงประหยัด (Independent Mid-scale & Economy) ซึ่งมักยังใช้ตารางราคาตามฤดูกาลแบบคงที่ หรือการหั่นราคาเฉพาะหน้าเมื่อเห็นว่ายอดจองเงียบ

นี่ไม่ใช่ช่องว่างทางเทคโนโลยี แต่เป็น "ช่องว่างทางวินัย" เพราะจากข้อมูลกรณีศึกษาของโรงแรมที่นำวินัยการบริหารจัดการรายได้มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ พบว่า รายได้สามารถปรับตัวสูงขึ้นได้มากถึง 27% ภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือน โดยไม่ต้องรีโนเวทหรือลงเงินเพิ่มแม้แต่บาทเดียว เพียงแค่เปลี่ยนวิธีจัดการราคาและจำนวนห้องพักในแต่ละวัน


ผลประโยชน์ที่ได้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเลขบรรทัดแรกเท่านั้น เมื่อราคาถูกกำหนดขึ้นเพื่อสะท้อนคุณค่าที่แท้จริงแทนที่จะใช้วิธีหั่นราคาเฉพาะหน้าเมื่อเห็นว่ายอดจองเงียบ กลุ่มลูกค้าที่เข้ามาพักจะเปลี่ยนไปเป็นกลุ่มนักเดินทางที่เลือกโรงแรมจากสิ่งที่ตอบโจทย์พวกเขาจริง ไม่ใช่แค่คนที่มองหาออปชันที่ถูกที่สุด ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดบริเวณเคาน์เตอร์เช็กอิน เพิ่มขวัญกำลังใจให้พนักงานหน้างาน และช่วยรักษาคนทำงานเก่งๆ ไว้กับองค์กรได้ในระยะยาวจากการลดความขัดแย้งที่เกิดจากการตัดราคาแข่งอยู่ตลอดเวลา


1. คะแนนรีวิว (Reviews): คุณค่าประสบการณ์ลูกค้าที่วัดผลได้
หลายคนมักมองข้ามความสำคัญของการรีวิวและความพึงพอใจของลูกค้าว่ามันส่งผลโดยตรงต่อรายได้ได้อย่างไร งานวิจัยจาก Center for Hospitality Research แห่งมหาวิทยาลัยคอร์เนล (Cornell University) พบว่า คะแนนรีวิวออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นเพียง 1% ส่งผลให้อัตราค่าห้องพักเฉลี่ย (ADR) เพิ่มขึ้นได้สูงสุด 0.89%, อัตราการเข้าพักเพิ่มขึ้น 0.54% และ RevPAR พุ่งขึ้นถึง 1.42% โดยเอฟเฟกต์นี้ส่งผลแรงเป็นพิเศษในโรงแรมระดับกลางถึงประหยัด ซึ่งคะแนนรีวิวมีน้ำหนักอย่างมากต่อการตัดสินใจจองของลูกค้า

ขั้นตอนแรกในการยกระดับคะแนนที่แทบไม่มีต้นทุนใดๆ นั่นคือ "การวัดผล" การติดตามคะแนนรีวิวและข้อติชมของลูกค้าทุกสัปดาห์ แล้วนำมาสื่อสารกับพนักงานหน้างานอย่างเปิดเผย ทำงานด้วยหลักจิตวิทยาเดียวกับการชั่งน้ำหนักประจำวัน เพียงแค่เราเริ่มติดตามและวัดผลอย่างสม่ำเสมอ พฤติกรรมและการทำงานหน้างานก็เริ่มปรับเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นทันที

การวัดผลเป็นตัวนำทาง แต่สิ่งที่จะดันคะแนนให้พุ่งสูงขึ้นต่อมาคือการลงมือทำจากสิ่งที่ได้รับรู้ ซึ่งมักเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ควรใส่ใจและใช้ต้นทุนต่ำ เช่น

การเปลี่ยนระบบน้ำดื่ม: ที่โรงแรมระดับกลางแห่งหนึ่ง เปลี่ยนจากการแจกขวดน้ำพลาสติกในห้องพัก มาเป็นการตั้งตู้น้ำดื่มดีไซน์เรียบหรูให้กดได้ฟรีบริเวณโถงทางเดินทุกชั้น ต้นทุนการดำเนินงานแทบเป็นศูนย์ แต่กลับกลายเป็นจุดที่ลูกค้าประทับใจและหยิบไปเขียนชมในรีวิวบ่อยครั้ง แถมยังช่วยลดขยะพลาสติกและลดเวลาในการทำความสะอาดห้องของแม่บ้านลงได้อีกด้วย

ชุดนอนดีไซน์พิเศษ: ที่โรงแรมอีกแห่งหนึ่ง ได้นำชุดลำลองใส่สบายสำหรับใส่นอน (Room Wear) ซึ่งเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในเรียวกังของญี่ปุ่นแต่แทบไม่เคยเห็นในโรงแรมระดับกลางของไทยมาให้บริการ สิ่งนี้กลายเป็นความประทับใจเล็กๆ ที่ทำให้การเข้าพักน่าจดจำ และยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าซื้อกลับบ้านได้ จึงกลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางสร้างรายได้เสริมกลับเข้าสู่โรงแรมโดยไม่รู้ตัว


2. ไคเซ็น (Kaizen): การปรับปรุงอย่างไม่สิ้นสุด
กลยุทธ์ที่สามคือ "ไคเซ็น" (Kaizen) ปรัชญาการทำงานแบบญี่ปุ่นที่แพร่หลายไปทั่วโลกผ่านระบบการผลิตของโตโยต้า นั่นคือการปรับปรุงทีละนิดอย่างต่อเนื่องโดยพนักงานหน้างาน ซึ่งไม่ใช่โครงการใหญ่โตขององค์กร แต่คือการใส่ใจปรับปรุงจุดเล็กๆ นับสิบเรื่องอย่างไม่ย่อท้อ เมื่อเวลาผ่านไป ผลลัพธ์เล็กๆ เหล่านี้จะทวีคูณจนกลายเป็นความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่

• ปรับปรุงอุปกรณ์การทำงาน: ในแผนกแม่บ้านของโรงแรมแห่งหนึ่ง พนักงานได้เปลี่ยนจากการทำงานแบบตั้งรับมาเป็นการป้องกันปัญหาล่วงหน้า เพียงแค่ปรับปรุงอุปกรณ์ทำงาน การนำไม้ม็อบด้ามยาวมาใช้ช่วยให้เช็ดฝุ่นในจุดสูงๆ ได้ง่ายขึ้น ขณะที่หัวหน้างานเริ่มพกที่ตักผงและแปรงขนาดเล็กติดตัวระหว่างตรวจห้อง เพื่อเก็บเศษผมที่ตกค้างได้ทันที พร้อมทั้งอัดคลิปวิดีโอสั้นๆ สอนเทคนิคการทำความสะอาดให้พนักงานเข้าใจตรงกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยรักษามาตรฐานการทำงานที่สูงของทีมเอาไว้ได้ โดยไม่ต้องเพิ่มงบประมาณจัดซื้ออุปกรณ์ใหม่แม้แต่น้อย

• การทำงานอัตโนมัติ (Workflow Automation): ที่โรงแรมอีกแห่งหนึ่ง พนักงานต้อนรับกะดึกเคยต้องรวบรวมและจัดส่งรายงานเงินสดและธุรกรรมประจำวันด้วยมือทุกคืน ซึ่งเป็นกระบวนการซ้ำซากที่ต้องกดคลิกในระบบ PMS มากกว่า 10 ครั้ง พนักงานคนหนึ่งได้เปลี่ยนกระบวนการทั้งหมดให้เป็นระบบอัตโนมัติ เพียงแค่ตั้งค่าให้ระบบ PMS ส่งอีเมลรายงานเหล่านั้น แล้วใช้ Google Apps Script ดึงไฟล์ไปเก็บในไดรฟ์กลาง ก่อนจะนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้กับรายงานประจำวันอื่นๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม บทเรียนที่แท้จริงของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเวลาที่ประหยัดไป แต่คือคำถามสำคัญที่ตามมาว่า เมื่อระบบกะดึกทำงานได้เองแล้ว หน้าที่ที่แท้จริงของพนักงานกะดึก นับจากนี้คืออะไร?

สิ่งที่ทั้ง 3 กลยุทธ์นี้มีร่วมกัน คือ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนก้อนใหม่ และไม่จำเป็นต้องนั่งรอให้ตลาดฟื้นตัวก่อน สิ่งที่ต้องมีอย่างเดียว คือการบริหารจัดการโรงแรมในฐานะ "ธุรกิจเชิงการบริหาร" (Active Operating Business) ที่ต้องสร้างคุณค่าใหม่ในทุกๆ วัน ไม่ใช่เป็นเพียงอสังหาริมทรัพย์ตั้งนิ่งๆ ที่นั่งรอนักท่องเที่ยวเดินเข้ามา

เรื่องราวการลงทุนในธุรกิจโรงแรมของไทยมักถูกเล่าในมุมของอสังหาริมทรัพย์มาโดยตลอด แต่งานบริหารโรงแรมไม่เคยเป็นแค่เรื่องของอสังหาริมทรัพย์ มันคือธุรกิจเชิงการบริหาร และดังที่ประวัติศาสตร์ของ Panasonic ได้เตือนใจเราไว้เมื่อเกือบร้อยปีก่อนว่า ช่วงเวลาเศรษฐกิจชะลอตัวจะตอบแทนผู้ที่มุ่งมั่นพัฒนาการบริหารจัดการองค์กร เพราะฟ้าจะประทานพรให้กับโรงแรมที่ช่วยเหลือตัวเองก่อนเสมอ