คืนวันพุธที่ 19 สิงหาคม ต่อเนื่องเช้าวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ตามเวลาไทย ราคาบิทคอยน์ทะยานจากระดับราว 64,000 เหรียญสหรัฐฯ ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 69,825 เหรียญ เพิ่มขึ้นกว่า 8.5% จากราคาเมื่อวันอังคาร และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน คิดเป็นเม็ดเงินที่พุ่งขึ้นเกือบ 5,700-6,000 เหรียญภายในเวลาไม่ถึงวัน สร้างแรงกระเพื่อมในโซเชียลทั่วโลกอย่างมาก
CLARITY Act ผ่านจริงหรือแค่ถูกปลุกกระแส
CLARITY Act หรือชื่อทางการคือ Digital Asset Market Clarity Act (H.R. 3633) ผ่านสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ไปตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 ด้วยคะแนนเสียง 294 ต่อ 134 แต่กลับเป็นคอขวดในฝั่งวุฒิสภามาตลอดปี เพราะติดขัดประเด็นจริยธรรมเจ้าหน้าที่รัฐที่มีผลประโยชน์ในธุรกิจคริปโต กฎเกณฑ์ DeFi และขอบเขตอำนาจกำกับดูแลระหว่าง ก.ล.ต. (SEC) กับ CFTC ล่าสุดวุฒิสภาเลื่อนโหวตออกไปก่อนปิดสมัยประชุมเดือนสิงหาคม โดยผู้นำเสียงข้างมาก จอห์น ธูน ยื่นเรื่องเปิดทางให้มีการโหวตขั้นตอนแรกในวันที่ 15 กันยายน 2569
ประเด็นสำคัญคือการโหวตในวันที่ 15 กันยายนนี้ ไม่ใช่การโหวตผ่านร่างกฎหมาย แต่เป็นเพียง "คลอเจอร์" หรือการโหวตว่าจะอนุญาตให้เปิดอภิปรายร่างกฎหมายในสภาได้หรือไม่ ซึ่งต้องใช้เสียง 60 เสียงเพื่อฝ่าด่านการอภิปรายยืดเยื้อ (filibuster) แม้ยื่นคลอเจอร์แล้ว ก็ไม่ได้การันตีว่าร่างกฎหมายจะผ่าน หรือแม้แต่จะได้รับการพิจารณาเลยด้วยซ้ำ หลังจากนั้นยังต้องผ่านการอภิปรายในสภา การประนีประนอมเนื้อหากับฉบับของสภาผู้แทนฯ ความเป็นไปได้ที่ต้องตั้งกรรมาธิการร่วม ก่อนส่งให้ประธานาธิบดีลงนาม เท่ากับยังเหลือด่านอีกหลายชั้นกว่าจะกลายเป็นกฎหมายจริง
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ตลาดพนันคาดการณ์ล่วงหน้าอย่าง Polymarket ปรับโอกาสที่ร่างกฎหมายจะได้รับการลงนามเป็นกฎหมายภายในปี 2569 ลงเหลือเพียง 15% จากที่เคยสูงกว่า 70% ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม หรือพูดง่ายๆ คือ นักเทรดมืออาชีพให้น้ำหนักความน่าจะเป็นแค่ 1 ใน 6-7 เท่านั้นที่กฎหมายนี้จะคลอดทันปีนี้ สวนทางกับกระแสข่าวที่ทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่า "ผ่านแล้ว" หรือ "ใกล้ผ่านแน่นอน"
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในคืนวันพุธคือ ทรัมป์เปิดทำเนียบขาวต้อนรับผู้บริหารบริษัทคริปโตรายใหญ่ อาทิ Coinbase, Gemini, Ripple และ Chainlink Labs พร้อมเรียกร้องให้สภาผลักดัน "ฉบับที่เป็นธรรม" ของ CLARITY Act เป็นการ "กระตุ้น" ไม่ใช่ "ประกาศชัยชนะ" แต่จังหวะข่าวและการตีความที่คลาดเคลื่อนต่างหากที่กลายเป็นเชื้อไฟให้ราคาพุ่ง
เปิดกลไกเบื้องหลังใครกดปุ่มราคาบิทคอยน์พุ่ง
ราคาที่พุ่งแรงขนาดนี้ไม่ได้มาจากแรงซื้อออร์แกนิกล้วนๆ แต่มีกลไกเชิงเทคนิคที่เรียกว่า "short squeeze" เป็นตัวขยายแรงสั่นสะเทือน อธิบายง่ายๆ คือ ก่อนหน้านี้นักเทรดจำนวนมากถือสถานะ "short" หรือเดิมพันว่าราคาจะร่วงต่อ เมื่อราคากลับตีขึ้นแรง สถานะเหล่านี้ถูกบังคับปิดโดยอัตโนมัติ ยิ่งปิดยิ่งต้องซื้อคืน ยิ่งซื้อคืนยิ่งดันราคาขึ้นเป็นวงจร
ตัวเลขที่ยืนยันเรื่องนี้ชัดเจนคือ ยอดการบังคับปิดสถานะ short ทั่วตลาดคริปโตพุ่งแตะ 1,790 ล้านเหรียญ โดย เฉพาะช่วงประมาณหนึ่งชั่วโมงมีการบังคับปิดสถานะ short เกิน 1,000 ล้านเหรียญ ถือเป็นการล้างพอร์ตฝั่ง short ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่มีการเก็บสถิติในปี 2564 ฝั่งนักวิเคราะห์อย่าง Thomas Lee หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Fundstrat ถึงกับระบุว่านี่คือการบังคับปิดสถานะ short ครั้งใหญ่เป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ตลาดคริปโต
และนั่นทำให้เกิดคำถามว่า "แรงซื้อจริงจากสถาบันมีมากแค่ไหน" คำตอบคือ "ไม่ได้มากอย่างที่คิด" เม็ดเงินไหลเข้ากองทุน ETF บิทคอยน์ในช่วงสองวันอยู่ที่ราว 487 ล้านเหรียญเท่านั้น ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดรวมหลักล้านล้านเหรียญ ขณะที่ปัจจัยหนุนตัวจริงกลับมาจากฝั่งมหภาคมากกว่า โดยเฉพาะการที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว 10-30 ปี จากเดิม 2,000 ล้านเหรียญ เป็นอย่างน้อย 4,000 ล้านเหรียญต่อครั้ง เริ่มตั้งแต่ 9 กันยายนนี้ ซึ่งเป็นสัญญาณสภาพคล่องที่นักลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงชอบมากกว่าข่าวการเมือง
แม้แต่นักวิเคราะห์ที่มองบวกก็ยังเตือนตัวเองว่า ความยั่งยืนของการฟื้นตัวครั้งนี้จะดีกว่านี้มาก หากแรงซื้อในอนาคตมาจากดีมานด์สปอตจริงๆ แทนที่จะเป็นการบังคับปิดสถานะ short ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สถาบันวางกับดักแมงเม่าหรือไม่
ตรงนี้คือจุดที่ต้องตั้งข้อสังเกตอย่างตรงไปตรงมา รูปแบบที่เกิดขึ้นคืนวันพุธไม่ใช่ครั้งแรกของปีนี้ เดือนเมษายนที่ผ่านมาก็เคยเกิดเหตุการณ์คล้ายกัน เมื่อบิทคอยน์กระโดดขึ้นเหนือ 75,000 เหรียญ พร้อมบังคับปิดสถานะ short กว่า 600 ล้านเหรียญ ก่อนที่สื่อสายคริปโตจะยอมรับว่านี่คือรูปแบบที่คุ้นเคยของตลาดขาลงในปี 2569 พูดตรงๆ คือ ตลาดกระทิงหลอกแบบนี้เคยเกิดมาแล้ว และก็เคยดับไปแล้วเช่นกัน
ส่วนดัชนีวัดความโลภ-ความกลัวของตลาด (Fear and Greed Index) ก็ยังไม่ได้บ่งชี้ว่าแมงเม่าแห่กันเข้าตลาดแบบคลั่งไคล้ ดัชนีอยู่ที่ระดับ 40 ในโซนความกลัว ก่อนขยับขึ้นมาจากจุดต่ำสุดรอบ 7 วันที่ 26 เท่านั้น ยังห่างไกลจากโซนโลภมาก เท่ากับว่าจังหวะนี้ยังไม่ใช่ภาวะแมงเม่าแห่ซื้อสุดโต่งแบบที่มักเห็นตอนใกล้จุดสูงสุดของรอบ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่เกิดขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า หากราคายังไต่ระดับต่อเนื่องพร้อมข่าว CLARITY Act ถูกปั่นกระแสซ้ำ
อย่างไรก็ตามยังสรุปไม่ได้ว่าเป็น "กับดักแมงเม่า" ไม่ได้ 100% เพราะปัจจัยหนุนบางส่วนเป็นของจริง (มาตรการคลัง, การประชุมทำเนียบขาว) แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลไกราคาส่วนใหญ่มาจากแรงบังคับปิด short ไม่ใช่แรงซื้อสะสมระยะยาว ซึ่งเป็นรูปแบบที่เคยพิสูจน์แล้วว่า "โผล่เร็ว ดับเร็ว" ได้เช่นกัน
นักวิเคราะห์แตกเป็นสองขั้ว "ปิดตลาดหมี หรือเปิดตลาดกระทิง" กันแน่
ฝั่งมองบวก นำโดย Geoffrey Kendrick หัวหน้าฝ่ายวิจัยสินทรัพย์ดิจิทัลของ Standard Chartered ระบุว่านักลงทุนควรเริ่มวางเดิมพันสำหรับการเคลื่อนไหวสู่ระดับ 100,000 เหรียญภายในสิ้นปี 2569 ด้าน Zach Pandl หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Grayscale ก็มองว่าจุดต่ำสุดของตลาดหมีรอบนี้อาจผ่านไปแล้ว หากธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มและเศรษฐกิจยังประคองตัวได้
แต่ฝั่งระมัดระวังกลับมองตรงข้ามโดย Benjamin Cowen นักวิเคราะห์ที่ยึดทฤษฎีวัฏจักร 4 ปีของบิทคอยน์ ยังคงมองว่าตลาดหมีรอบนี้จะลากยาวไปถึงไตรมาส 4 ปี 2569 ตามรูปแบบวัฏจักรที่เคยเกิดในปี 2557 ปี 2561 และ 2565 ส่วนกลุ่มนักวิเคราะห์อื่นอย่าง Willy Woo, CryptoQuant และ Ali Martinez ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าจุดต่ำสุดของรอบนี้น่าจะเกิดขึ้นระหว่างเดือนกันยายนถึงธันวาคม 2569 ยกเว้น K33 Research ที่มองต่างว่าจุดต่ำสุดผ่านไปแล้วตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ระดับ 60,000 เหรียญ
อย่างไรก็ดีภาพรวมของปี 2569 ทั้งปีคือความผันผวนสุดขั้ว บิทคอยน์เคยทำจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 126,000 เหรียญในเดือนตุลาคม 2568 ก่อนร่วงลงกว่า 50% สู่จุดต่ำสุดในรอบ 21 เดือนใกล้ระดับ 58,000 เหรียญ และเป้าราคาสิ้นปี 2569 จากนักวิเคราะห์สถาบันกระจายตัวกว้างมาก ตั้งแต่ฝั่งหมี 38,000-39,000 เหรียญ ไปจนถึงฝั่งกระทิงสุดขั้ว 200,000-250,000 เหรียญ สะท้อนว่าแม้แต่มืออาชีพก็ยังไม่มีใครฟันธงได้จริง
แนวโน้มตลาดคริปโต และบิทคอยน์ระยะสั้น กลาง ยาว จะไปในทิศทางไหน
ระยะสั้น (สัปดาห์ถัดไป) จับตาโซนแนวต้านสำคัญที่ 70,284-73,245 เหรียญ ซึ่งเป็นโซนที่เคยฉุดราคาไว้มาก่อน หากผ่านไม่ได้และกลไก short squeeze หมดแรง มีความเสี่ยงย้อนกลับไปทดสอบโซน 62,000-65,000 เหรียญอีกครั้ง ตามรูปแบบที่เคยเกิดในเดือนเมษายน
ระยะกลาง (ไตรมาส 3-4 ปีนี้) ตัวแปรชี้ขาดที่แท้จริงไม่ใช่กระแสข่าวรายวัน แต่คือผลโหวตคลอเจอร์วันที่ 15 กันยายน หากผ่านด่านนี้ไปได้ ตลาดน่าจะมีแรงหนุนต่อเนื่อง แต่ถ้าล้มตั้งแต่ขั้นตอนแรก ตามที่ Polymarket ให้น้ำหนักไว้เพียง 15% เท่านั้นที่จะเป็นกฎหมายทันปีนี้ ความหวังเรื่อง "กฎหมายรับรองความชัดเจน" ที่เป็นแรงหนุนราคาช่วงนี้อาจพังทลายและกดราคากลับลงแรง
ระยะยาว (ข้ามปีไปสู่ 2570) นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น การยอมรับของสถาบัน กองทุน ETF และวัฏจักรหลังฮาล์ฟวิ่ง ยังหนุนขาขึ้นระยะยาวอยู่ แต่เส้นทางไปถึงจุดนั้นแทบทุกสำนักเตือนตรงกันว่าจะไม่ใช่เส้นตรง และมีโอกาสเห็นการร่วงแรงอีกอย่างน้อยหนึ่งรอบก่อนเข้าสู่ขาขึ้นใหม่จริงจัง