ผู้จัดการออนไลน์ - สมาคมผู้ค้าปลีกไทย (TRA) ประเมินทิศทางธุรกิจค้าปลีกไทยช่วงครึ่งหลังปี 69 ถึงปี 70 ยังอยู่ในภาวะ “ฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง” แม้ตลาดมีแนวโน้มขยายตัว แต่กำลังซื้อยังเป็นโจทย์ใหญ่ คาดปี 69 ตลาดค้าปลีกไทยทำได้ 4.38 ล้านล้านบาท เติบโต 3% และปีหน้า มีโอกาสขยายตัว 3–3.5% หรือแตะ 4.51–4.53 ล้านล้านบาท หากได้รับแรงส่งจากการท่องเที่ยว การลงทุน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีมีสัญญาณฟื้นตัว แต่ยังเป็นลักษณะ K-shaped โดยกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก เศรษฐกิจดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และการลงทุนยังมีแรงส่ง ขณะที่ SMEs และธุรกิจรายย่อยยังฟื้นตัวช้า จากแรงกดดันด้านต้นทุน สภาพคล่อง หนี้เสีย และการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก
สถานการณ์ช่วงครึ่งปีหลังมองว่า ผู้บริโภคยังจับจ่าย แต่ใช้จ่ายต่อครั้งน้อยลง สะท้อนว่ากำลังซื้อยังไม่กลับมาเต็มที่ โดยข้อมูลดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (RSI) เดือนกรกฎาคม สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังคาดหวังการฟื้นตัวในช่วงปลายปี โดยเฉพาะเทศกาลจับจ่ายและมาตรการกระตุ้นการบริโภค ขณะที่ยอดขายไตรมาส 3–4 มีแนวโน้มทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน
ทั้งนี้ ผู้บริโภคยังมีความถี่ในการซื้อสินค้าใกล้เคียงเดิม แต่ “จำนวนสินค้าและมูลค่าการใช้จ่ายต่อบิลลดลง” สะท้อนภาวะกำลังซื้อที่หดตัว โดยเลือกซื้อเฉพาะสิ่งจำเป็นและให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากขึ้น สินค้าที่ได้รับแรงหนุนยังเป็นอาหารและเครื่องดื่ม ของใช้จำเป็น สุขภาพและความงาม ขณะที่เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน สินค้าคงทน และสินค้ามูลค่าสูงยังเผชิญแรงกดดัน
สำหรับปี 2570 สมาคมฯ ประเมินตลาดค้าปลีกมีโอกาสเติบโต 3–3.5% หรือมีมูลค่าราว 4.51–4.53 ล้านล้านบาท จากแรงส่งของการท่องเที่ยว การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมต่อช่องทางขายแบบ Omnichannel รวมถึงการใช้ AI และ Big Data เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน ทั้งกำลังซื้อในประเทศที่เปราะบาง หนี้ครัวเรือนระดับสูง สินเชื่อธุรกิจที่ตึงตัว ต้นทุนพลังงาน การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง และการรุกเข้ามาของสินค้านำเข้าราคาถูก
“โจทย์สำคัญของผู้ประกอบการจึงไม่ใช่เพียง ‘ทำยอดขาย’ แต่ต้องบริหารต้นทุน ห่วงโซ่อุปทาน และข้อมูลลูกค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมปรับสินค้าและราคาให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่แบ่งขั้วชัดเจนระหว่างกลุ่มที่มองหาความคุ้มค่า กับกลุ่มที่พร้อมจ่ายเพื่อคุณภาพ ประสบการณ์ และคุณค่าทางอารมณ์”
TRA ชงรัฐ 3 เรื่อง เร่งเครื่องค้าปลีกไทย
นายณัฐ กล่าวต่อว่า ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเดินหน้ากลยุทธ์ TRA “ACT” เพื่อยกระดับภาคค้าปลีกและสร้างการเติบโตที่ทั่วถึง โดยมี 3 แกนหลัก ได้แก่ Advancing Inclusive & Fair Growth, Capability Building for Future-Ready Retail และ Together for Sustainable Growth
โดยสมาคมผู้ค้าปลีกไทยเสนอให้ภาครัฐเร่งดำเนินการในประเด็นสำคัญ ได้แก่
1. เร่งปลุกกำลังซื้อและดึงนักท่องเที่ยวใช้จ่าย
ผลักดันประเทศไทยสู่ Shopping Destination ระดับภูมิภาค โดยเสนอการคืน VAT ณ จุดขาย (Instant VAT Refund) สำหรับยอดซื้อขั้นต่ำ 3,000 บาท รวมถึงพิจารณาปรับโครงสร้างอากรสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์และลักชัวรีบางประเภท เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและดึงเม็ดเงินนักท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศ
นอกจากนี้ เสนอให้ภาครัฐนำมาตรการ Easy E-Receipt กลับมาใช้เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ รวมถึงโครงการลักษณะ “คนละครึ่ง Plus” หรือ “ไทยช่วยไทย Plus” ซึ่งมองว่าจะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ ขณะที่การใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐควรขยายขอบเขตให้ครอบคลุมผู้ประกอบการค้าปลีกมากขึ้น เพื่อกระจายเม็ดเงินสู่ภาคค้าปลีกในวงกว้าง
สำหรับการผลักดันประเทศไทยสู่ Shopping Paradise ยังเสนอให้พิจารณาโครงการนำร่องในพื้นที่ท่องเที่ยว เช่น จังหวัดภูเก็ต โดยอาจลดภาษีนำเข้าสินค้าบางประเภท เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาจับจ่ายมากขึ้น แต่ภาครัฐจำเป็นต้องประเมินความคุ้มค่าเปรียบเทียบกับรายได้ภาษีที่อาจสูญเสียไป
อย่างไรก็ตาม สำหรับข้อเสนอที่ TRA เคยผลักดันก่อนหน้านี้ นายณัฐกล่าวว่า ภาครัฐมีท่าทีตอบสนองและเริ่มเห็นความคืบหน้าในหลายเรื่อง แม้บางประเด็นอาจล่าช้าจากกระบวนการและระบบระเบียบภายใน
ตัวอย่างเช่น การตรวจสอบมาตรฐานสินค้าบน E-Commerce ที่ภาครัฐเริ่มเข้ามาดูแลมากขึ้น รวมถึงมาตรการลักษณะ “ไทยช่วยไทย Plus” หรือคนละครึ่ง และมาตรการกระตุ้นภาษีอย่าง Easy E-Refund/Easy E-Receipt ซึ่งช่วยผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่และ SMEs ที่จดทะเบียน VAT ได้ระดับหนึ่ง ตลอดจนการเริ่มหารือเพื่อทบทวนและลดขั้นตอนทางกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจ
ทั้งนี้ ข้อเสนอนโยบายระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวที่ TRA นำเสนอ ยังคงเป็นประเด็นที่สมาคมฯ เน้นย้ำอย่างต่อเนื่อง และสอดคล้องกับทิศทางกลยุทธ์ “ACT” ที่ต้องการผลักดันภาคค้าปลีกไทยให้เติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืน
2. เสริมสภาพคล่องและขีดความสามารถ SMEs
เชื่อมโยง SMEs เกษตรกร ผู้ประกอบการท้องถิ่น และแบรนด์ไทยเข้าสู่ช่องทางค้าปลีกทั้งออฟไลน์และออนไลน์ พร้อมพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล AI ข้อมูล และ Omnichannel รวมถึงผลักดันการเข้าถึงแหล่งทุนและลดอุปสรรคในการทำธุรกิจ
พร้อมกันนี้ เสนอให้ผลักดัน FTA ระหว่างไทยและสหภาพยุโรป (EU) เพื่อช่วยลดราคาสินค้านำเข้าบางรายการ โดยเฉพาะสินค้าประเภทไลฟ์สไตล์ รวมถึงปรับปรุงกฎหมายและขั้นตอนการออกใบอนุญาตต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการค้าปลีกดำเนินธุรกิจได้คล่องตัวและรวดเร็วขึ้น ขณะที่ BOI ควรเข้ามาสนับสนุนการลงทุนของภาคค้าปลีกในบางพื้นที่หรือบางจังหวัด เพื่อกระจายเม็ดเงินลงทุนสู่ภูมิภาคมากขึ้น
อีกประเด็นที่ TRA ให้น้ำหนักคือการส่งเสริมการจ้างงานรายชั่วโมงและการจ้างงานผู้สูงอายุ เนื่องจากภาคค้าปลีกยังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน ขณะที่มีประชาชนจำนวนมากต้องการทำงานเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม แต่กฎระเบียบและระบบงานยังไม่เอื้อต่อการจ้างงานในรูปแบบดังกล่าว การปรับปรุงข้อจำกัดเหล่านี้จะช่วยให้ประชาชนมีช่องทางสร้างรายได้ และกระจายเม็ดเงินกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมองว่ายั่งยืนกว่าการพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพียงอย่างเดียว
3. สร้างกติกาการแข่งขันที่เป็นธรรม
เร่งจัดการปัญหาสินค้านำเข้าราคาถูกไม่ได้มาตรฐาน ธุรกิจนอมินี และสร้างมาตรฐานการแข่งขันที่เท่าเทียมระหว่างร้านค้าออฟไลน์ ออนไลน์ แพลตฟอร์มไทย และแพลตฟอร์มต่างประเทศ ทั้งด้านภาษี มาตรฐานสินค้า และความปลอดภัยของผู้บริโภค
โดย TRA มองว่า ผลกระทบจากสงครามการค้าและการกีดกันทางภาษีของประเทศหลัก ๆ ทำให้สินค้าจากต่างประเทศบางส่วนไหลเข้ามาในไทยมากขึ้น และสร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านต้นทุนและขีดความสามารถในการแข่งขัน
นายณัฐกล่าวถึงข้อเสนอให้แพลตฟอร์ม E-Commerce เข้ามารับผิดชอบด้านภาษีมากขึ้นว่า ปัจจุบันสินค้านำเข้าบางประเภทสามารถเข้ามาจำหน่ายในราคาที่ต่ำมาก จนเกิดปัญหาความไม่เท่าเทียมในการแข่งขัน จึงต้องการให้ระบบของแพลตฟอร์มสามารถตรวจสอบและรับรู้แหล่งกำเนิดสินค้า เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาคำนวณและจัดเก็บภาษีนำเข้าได้อย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวเป็นภาษีในส่วนอื่นนอกเหนือจากภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ซึ่งมองว่าระบบปัจจุบันมีการจัดเก็บอยู่แล้ว โดยเป้าหมายสำคัญคือการสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการไทยกับสินค้าที่นำเข้าผ่านช่องทางออนไลน์
ส่วนปัญหาสินค้าต่างประเทศไหลเข้ามาแข่งขันกับสินค้าไทย นายณัฐระบุว่า ภาคค้าปลีกไม่มีอำนาจโดยตรงในการสั่งการ แต่ที่ผ่านมาได้ส่งข้อเสนอและผลักดันไปยังหน่วยงานภาครัฐและกระทรวงที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง รวมถึงใช้เวทีแถลงข่าวและสื่อมวลชนเป็นช่องทางสะท้อนปัญหา เพื่อกระตุ้นให้ภาครัฐเข้ามาร่วมแก้ไขอย่างจริงจัง
4 เทรนด์เปลี่ยนเกมค้าปลีก
นายณัฐ ยังกล่าวถึงโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยมองว่าผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับ 4 เทรนด์สำคัญ
เริ่มจากตลาดผู้บริโภคแบ่งขั้วมากขึ้น โดยกลุ่มพรีเมียมยังพร้อมจ่ายเพื่อคุณภาพและประสบการณ์ ขณะที่ตลาดแมสให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ส่งผลให้ตลาดระดับกลางถูกกดดันมากขึ้น
ขณะเดียวกัน หน้าร้านไม่ได้เป็นเพียงจุดขายสินค้าอีกต่อไป แต่ต้องเปลี่ยนเป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์ ความเชื่อมั่น และความสัมพันธ์กับลูกค้า เพื่อเพิ่มโอกาสในการกลับมาซื้อซ้ำ
ด้านผู้ประกอบการต้องหันมาควบคุม Value Chain ตั้งแต่ House Brand, Local Sourcing และระบบโลจิสติกส์ ไปจนถึงการใช้ข้อมูลยอดขายและข้อมูลลูกค้า เพื่อบริหารสินค้าและต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ขณะที่ AI กำลังเปลี่ยนค้าปลีกจาก Mass Marketing สู่ Personalization โดย AI และข้อมูลลูกค้าจะเข้ามามีบทบาทในการคาดการณ์ความต้องการ ออกแบบโปรโมชั่น และนำเสนอสินค้าเฉพาะบุคคล ขณะที่ Retail Media จะกลายเป็นช่องทางสำคัญในการเข้าถึงผู้บริโภคในช่วงใกล้จุดตัดสินใจซื้อ
นายณัฐ ย้ำว่า สิ่งที่ภาคค้าปลีกกังวลมากที่สุดในปัจจุบันคือ “กำลังซื้อที่ลดลง” เนื่องจากรายได้ของประชาชนลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัญหาที่ภาคค้าปลีกไม่สามารถแก้ไขได้เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ
แนวทางที่ต้องการเห็นจึงไม่ใช่เพียงมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายเป็นครั้งคราว แต่ควรให้ความสำคัญกับการสร้างรายได้ผ่านการจ้างงานรายชั่วโมงและการจ้างงานผู้สูงอายุ เพื่อกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ประชาชนโดยตรง และเปลี่ยนรายได้ดังกล่าวกลับมาเป็นกำลังซื้อในระบบอย่างยั่งยืน.