สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT ลุย Waste to Craft เดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิต ลดการสูญเสีย เพิ่มมูลค่าวัตถุดิบท้องถิ่น แล้วทำให้กลับมาเป็นงานหัตถกรรมสร้างสรรค์ที่มีมูลค่า ล่าสุดประสบความสำเร็จช่วยผลักดันผู้ประกอบการนำใยไหมสาง เศษรังไหม และรังไหมที่ไม่ได้มาตรฐาน มาผลิตเป็นเป็นผ้าพันคอ กระเป๋า และของตกแต่ง สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ให้ชุมชน
ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT เปิดเผยว่า SACIT ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์ ได้เดินหน้าส่งเสริมการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทย โดยสนับสนุนการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรม ภายใต้แนวคิด “Waste to Craft” เปลี่ยนวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตให้กลับมาเป็นงานหัตถกรรมสร้างสรรค์ ช่วยลดการสูญเสียทรัพยากร เพิ่มมูลค่าวัตถุดิบท้องถิ่น โดยได้เข้าไปช่วยเหลือด้วยการมองหาองค์ความรู้ ภูมิปัญญา หรือทรัพยากรที่มีศักยภาพ และสามารถนำงานวิจัยเข้าไปช่วยต่อยอดให้เกิดประโยชน์ได้จริง โดยเฉพาะการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่ช่วยยกระดับวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การออกแบบ และผลิตภัณฑ์ ให้สามารถสร้างมูลค่าและโอกาสทางเศรษฐกิจกลับคืนสู่ชุมชน เพราะเชื่อว่าภูมิปัญญาจะเติบโตได้อย่างยั่งยืน ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการอนุรักษ์ แต่ต้องสามารถพัฒนาและปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทของผู้บริโภคและตลาดในปัจจุบัน
โดยผลสำเร็จที่ได้เข้าไปช่วยเหลือ คือ การฟื้นฟูคุณค่าเส้นใยไหม นวัตกรรมงานหัตถกรรมจากวัสดุเหลือใช้ ซึ่ง SACIT ได้สนับสนุนการใช้ใยไหมสาง เศษรังไหม และรังไหมที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งเป็นวัสดุเหลือจากกระบวนการผลิตที่ยังมีศักยภาพในการนำกลับมาใช้ประโยชน์ จึงสนับสนุนการศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการฟื้นฟูและแปรรูปเส้นใย เพื่อยกระดับวัสดุเหลือใช้ให้สามารถกลับมาเป็นวัตถุดิบสำหรับสร้างสรรค์งานหัตถกรรมและต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ โดยผสานองค์ความรู้จากการวิจัยเข้ากับภูมิปัญญาและทักษะของคนในพื้นที่ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ทรัพยากร ลดของเสียจากกระบวนการผลิต และสร้างโอกาสในการพัฒนาอาชีพและรายได้ให้แก่ชุมชน
ล่าสุดมีตัวอย่าของการนำแนวทางดังกล่าวไปใช้ประโยชน์จริง คือ Socoon แบรนด์สมาชิก SACIT จากชุมชนรังไหมประดิษฐ์ จังหวัดสระบุรี ซึ่งเริ่มต้นจากการมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่เหลือจากรังไหมที่ไม่ได้มาตรฐาน อาทิ ใยไหมสาง และวัสดุส่วนเกินจากกระบวนการผลิต ซึ่งในอดีตอาจถูกทิ้งและกลายเป็นขยะ ได้นำกลับมาทดลองและพัฒนาเป็นวัตถุดิบสำหรับสร้างสรรค์งานหัตถกรรมร่วมสมัย ตั้งแต่เส้นใยและผืนผ้า ไปจนถึงผ้าพันคอ กระเป๋า และของตกแต่ง พร้อมต่อยอดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของไหมให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
“SACIT จะเดินหน้าสนับสนุนผู้สร้างสรรค์และผู้ประกอบการงานศิลปหัตถกรรมไทยอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ การต่อยอดด้านการออกแบบและยกระดับผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการขยายโอกาสทางการตลาด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรในท้องถิ่น เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้แก่ชุมชน พร้อมเสริมศักยภาพงานศิลปหัตถกรรมไทยให้สามารถเติบโตและก้าวสู่ตลาดสากลได้อย่างยั่งยืน”ผศ.ดร.อนุชากล่าว
นายกิติศักดิ์ ขจรภัย เแบรนด์ Socoon สมาชิก SACIT และเป็นกรรมการกลุ่มชุมชนรังไหมประดิษฐ์ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของกลุ่ม เกิดจากการมองเห็นรังไหมที่ไม่ได้มาตรฐานและวัสดุเหลือจากกระบวนการผลิต ซึ่งในอดีตมักถูกทิ้งและกลายเป็นขยะทางการเกษตร จึงเกิดแนวคิดในการนำวัสดุเหล่านี้กลับมาทดลอง ออกแบบ และพัฒนา เพื่อสร้างคุณค่าและมูลค่าใหม่ จนต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนทั้งภูมิปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ พร้อมสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชน ภายใต้แบรนด์ Socoon ชื่อที่เกิดจากการผสานคำว่า “So” ซึ่งสื่อถึงความเปี่ยมด้วยคุณค่า ทั้งในด้านวัตถุดิบและความใส่ใจ เข้ากับคำว่า “Cocoon” หรือรังไหม ซึ่งสื่อถึงการปกป้องและการฟูมฟัก
“ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก SACIT ซึ่งมีส่วนสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้และเทคนิคการแปรรูปใยไหมเหลือใช้ โดยเฉพาะใยไหมสางและเศษรังไหม ให้สามารถนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับงานหัตถกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยหนึ่งในองค์ความรู้สำคัญที่ได้จากงานวิจัย คือ เทคนิคการแปรรูปใยไหมเหลือใช้ให้เป็นเส้นไหมพรม ด้วยการนำใยไหมที่เหลือจากกระบวนการผลิตมาผ่านการคัดแยก ทำความสะอาด สางเพื่อฟื้นคืนสภาพเส้นใย และปั่นเป็นเส้นไหมสำหรับนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างสรรค์งานหัตถกรรมอีกครั้ง พร้อมทั้งเกิดองค์ความรู้ด้าน การออกแบบผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้เชิงสร้างสรรค์ และการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้จากนักวิจัยเข้ากับภูมิปัญญาและทักษะของคนในพื้นที่ ทำให้วัสดุที่เดิมอาจถูกทิ้งจากกระบวนการผลิตสามารถกลับเข้าสู่กระบวนการสร้างสรรค์และพัฒนาเป็นวัตถุดิบที่มีมูลค่าเพิ่มได้”นายกิติศักดิ์กล่าว
นอกเหนือจากการนำวัตถุดิบเหลือใช้ไปผลิตงานหัตถกรรมร่วมสมัย ตั้งแต่ผืนผ้า ผ้าพันคอ กระเป๋า ไปจนถึงของตกแต่ง Socoon ยังต่อยอดการใช้ประโยชน์นำโปรตีนเซริซิน หรือโปรตีนกาวไหม ซึ่งเป็นโปรตีนธรรมชาติที่เคลือบและช่วยยึดเส้นใยไหมให้รวมตัวเป็นรังไหม มาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ทั้งนี้ ยังให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่ไม่เบียดเบียนตัวไหม ควบคู่กับการสร้างงานและกระจายรายได้สู่คนในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้การพัฒนางานหัตถกรรมสามารถสร้างประโยชน์ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ ยอมรับว่า สิ่งที่ SACIT เข้ามาเติมเต็ม ไม่ได้มีเพียงการสนับสนุนทุนวิจัย แต่ยังช่วยต่อยอดองค์ความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการออกแบบ ตลอดจนเปิดโอกาสให้เราเข้าถึงตลาดได้กว้างขึ้น ทั้งผ่านการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า การประชาสัมพันธ์ และช่องทางจำหน่ายอย่าง SACIT Shop ทำให้องค์ความรู้จากงานวิจัยสามารถนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดและสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ถือเป็นการเชื่อมโยงตั้งแต่การพัฒนาวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการสร้างโอกาสทางการตลาด เพื่อให้งานหัตถกรรมของชุมชนสามารถเติบโตและสร้างประโยชน์แก่คนในพื้นที่ได้ในระยะยาว