ธนาคารกลางจีนเดินหน้าขยายเครือข่ายผู้ให้บริการเงินหยวนดิจิทัล หรือ e-CNY อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดดึงสถาบันการเงิน 8 แห่งเข้าร่วมระบบในเดือนสิงหาคม 2569 ส่งผลให้จำนวนธนาคารในเครือข่ายเพิ่มขึ้นถึงสามเท่าเป็น 30 แห่งนับตั้งแต่ต้นปี ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนความพยายามเร่งเครื่องผลักดันสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจกระแสหลัก
ธนาคารประชาชนจีน (PBOC) อนุมัติให้ผู้ให้บริการรายใหม่ 8 แห่ง ซึ่งรวมถึงธนาคารผิงอัน (Ping An Bank) ธนาคารเหิงเฟิง (Hengfeng Bank) ธนาคารแห่งเซี่ยงไฮ้ (Bank of Shanghai) และธนาคารแห่งหางโจว (Bank of Hangzhou) เชื่อมต่อเข้ากับระบบ e-CNY ส่วนกลาง สถาบันการเงินเหล่านี้จะเริ่มให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปได้ทันทีหลังจากการเตรียมความพร้อมด้านเทคนิคเสร็จสมบูรณ์ การอนุมัติรอบนี้ถือเป็นการขยายเครือข่ายครั้งที่สองของปี 2569 ต่อเนื่องจากเดือนเมษายนที่เปิดรับสถาบันการเงินเข้ามาแล้ว 12 แห่ง
ผู้ให้บริการหน้าใหม่จะทำหน้าที่เป็นด่านหน้าเชื่อมต่อกับลูกค้าในระบบหยวนดิจิทัลแบบสองชั้น ธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับอนุญาตจะคอยดูแลการเปิดกระเป๋าเงินดิจิทัลทั้งสำหรับบุคคลและองค์กร การแลกเปลี่ยนเงิน ประมวลผลการชำระเงิน ตลอดจนตรวจสอบการฟอกเงิน ขณะที่ธนาคารกลางจะคุมระบบจัดการโครงสร้างหลัก ทิศทางเชิงรุกนี้สืบเนื่องจากการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา กฎเกณฑ์ใหม่กำหนดให้หยวนดิจิทัลในกระเป๋าเงินธนาคารพาณิชย์มีสถานะเป็นหนี้สินเงินฝาก บังคับให้ธนาคารต้องจ่ายดอกเบี้ยและเงินส่วนนี้จะได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันเงินฝาก
ข้อมูลสถิติจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2568 ชี้ว่าจีนประมวลผลธุรกรรมหยวนดิจิทัลไปแล้ว 3.48 พันล้านรายการ คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 16.7 ล้านล้านหยวน หรือราว 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ การปรับเปลี่ยนให้ e-CNY จ่ายดอกเบี้ยได้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ลดความเสียเปรียบเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างบิทคอยน์หรือเงินฝากดั้งเดิม สัญญาณที่น่าจับตาสำหรับนักลงทุนคือท่าทีของ PBOC ที่ยึดหลักการขยายเครือข่ายตามกลไกตลาด นโยบายเชิงรุกนี้อาจสร้างแรงกระเพื่อมต่อภาพรวมเทคโนโลยีการเงินในภูมิภาคเอเชีย และกดดันให้ประเทศอื่นต้องเร่งพัฒนาระบบการเงินเพื่อรับมือกับอิทธิพลของนวัตกรรมเงินตราจากจีนในอนาคตอันใกล้