“ศุภจี”ชี้ไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงของโลกในหลายมิติ ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ การกระจายความเสี่ยง เทคโนโลยีและ AI สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างประชากร ต้องปรับตัวจากเรามีอะไร ผลิตอะไร เป็นตลาดต้องการอะไร และสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร เพื่อกระจายตลาด กระจายรายได้ เผยการตั้ง 4 คณะทำงาน มีเป้าหมายรับมือการเปลี่ยนแปลง และเชื่อมรัฐ-เอกชนทำงานร่วมกัน ขับเคลื่อนเกษตร SME เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการค้าระหว่างประเทศ มุ่งผลสัมฤทธิ์สั้นและยาว
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์และทิศทางการทำงานของคณะทำงานด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชนว่า วันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงของโลกในหลายมิติพร้อมกัน จึงไม่สามารถดำเนินเศรษฐกิจด้วยวิธีการแบบเดิมได้ โดยมองผ่าน 5D สำคัญ ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ (Decoupling) การกระจายความเสี่ยง (Diversification) เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI (Digital/AI) การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอน (Decarbonization) และโครงสร้างประชากร (Demographics) ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของไทย
โดยความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้ไทยต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะด้านการค้าและการตลาด โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเรามีอะไร หรือเราจะผลิตอะไร แต่ต้องถามว่า ตลาดต้องการอะไร และเราจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร เพื่อกระจายตลาด กระจายรายได้ และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจให้ลงไปถึงทุกระดับ จึงเป็นที่มาของการบูรณาการการทำงานข้ามกระทรวงและหน่วยงาน โดยภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาทำงานร่วมกัน เพราะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่สามารถต่างคนต่างเดินได้ แต่ต้องเดินไปด้วยกัน และแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่เกิดผลสัมฤทธิ์จริง
สำหรับภารกิจด้านการค้า การผลิต การบริการ และเศรษฐกิจชุมชน ที่ตนรับผิดชอบ ได้จัดตั้ง 4 คณะทำงาน เพื่อขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจให้ครอบคลุมทั้งระบบ ได้แก่ 1.คณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร 2.คณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs 3.คณะทำงานด้านพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy และ 4.คณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ ตั้งใจให้ทำงานเกิดผลสัมฤทธิ์จริง และวัดผลได้ทั้งระยะสั้นและยาว ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาเพิ่มอีกจากที่มีแล้ว 320 คณะ
โดยคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ต้องแก้ปัญหาเกษตรทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยประเทศไทยมีครัวเรือนเกษตรกรประมาณ 7.7 ล้านครัวเรือน หรือเกือบ 30% ของครัวเรือนทั้งประเทศ แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพียงประมาณ 8.8% ของ GDP จึงต้องยกระดับผลิตภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้มากขึ้น โดยต้นน้ำ ต้องยกระดับการผลิต เทคโนโลยี และข้อมูล ส่วนกลางน้ำ ต้องเพิ่มการแปรรูปและการเก็บรักษา เพื่อไม่ให้เกษตรกรต้องเร่งขายผลผลิตในช่วงที่มีผลผลิตออกมาก และปลายน้ำ ต้องขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยการส่งออก 6 เดือนของปี 2569 มีมูลค่ากว่า 8 แสนล้านบาท แต่ยังติดลบ 3.2% ซึ่งตัวเลขสะท้อนว่าภาคเกษตรยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก หากสามารถยกระดับทั้งห่วงโซ่และเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรแปรรูปได้มากขึ้น
ด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs จะใช้แนวคิด SME Journey ดูแลผู้ประกอบการตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ การขยายกิจการ การก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ไปจนถึงการเป็น Regional Player โดยเน้นการยกระดับทักษะ เทคโนโลยี การเข้าถึงแหล่งทุน ช่องทางตลาด และการเชื่อมโยงเข้าสู่ Supply Chain ของธุรกิจขนาดใหญ่ โดยปัจจุบันมี SME ประมาณ 3.28 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด และสร้างรายได้ประมาณ 35% ของ GDP เป้าหมายต้องสร้างระบบให้เกิดง่าย โตง่าย ก้าวขึ้นเป็นผู้นำได้ และต้องปลดล็อกอุปสรรค กฎ ระเบียบ การพัฒนา SME ID และฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน เพื่อให้ภาครัฐสามารถเข้าใจสถานะของผู้ประกอบการและออกแบบมาตรการช่วยเหลือได้ตรงจุด
ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy ต้องเปลี่ยนจากการมองเพียงจำนวนนักท่องเที่ยว ไปสู่การมอง มูลค่าทางเศรษฐกิจและประสบการณ์ของผู้มาเยือน โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ว่าผู้มาเยือนแต่ละกลุ่มเดินทางเข้ามาด้วยวัตถุประสงค์ใด และออกแบบสินค้า บริการ และประสบการณ์ให้ตอบโจทย์มากขึ้น โดยปัจจุบันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยมีมูลค่าประมาณ 1.44 ล้านล้านบาท หรือราว 8% ของ GDP ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวและผู้มาเยือนสร้างรายได้ประมาณ 1.58 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา จึงมีโอกาสที่จะเชื่อมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยว สินค้า บริการ และการลงทุนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย
ด้านการค้าระหว่างประเทศ จะมุ่งลดการกระจุกตัวของตลาดและผู้ประกอบการ โดยเดินหน้าขยายตลาดใหม่ ควบคู่กับรักษาตลาดเดิม เร่งใช้ประโยชน์จาก FTA และลดอุปสรรคทางการค้า รวมทั้งเพิ่ม Local Content และเชื่อม SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก โดยการส่งออกของไทยในช่วง 6 เดือนของปีนี้ เพิ่ม 17% ถือว่าเป็นผลงานที่ดี ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แต่ต้องมองไส้ในของตัวเลขด้วยว่าโครงสร้างการส่งออกมีความสมดุลเพียงใด โดยเฉพาะการกระจายตลาด การเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป และการเพิ่มการมีส่วนร่วมของ SME
นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy และคณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องปรับมุมมองจากการนับจำนวนนักท่องเที่ยว ไปสู่การทำความเข้าใจว่า ผู้มาเยือนแต่ละกลุ่มเดินทางเข้ามาเพื่ออะไร เพราะผู้เดินทางจำนวนมากไม่ได้เข้ามาเพื่อการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่อาจเดินทางมาเพื่อสุขภาพ การทำงาน การศึกษา กีฬา การพักผ่อน หรือประสบการณ์เฉพาะด้าน ดังนั้น Visitor Economy จึงเป็นการออกแบบระบบเศรษฐกิจให้สามารถตอบสนองวัตถุประสงค์ของผู้มาเยือนแต่ละกลุ่ม และเปลี่ยนประสบการณ์ที่ได้รับให้กลายเป็นการใช้จ่าย การลงทุน การกลับมาเยือนซ้ำ และการมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจของชุมชน
“การท่องเที่ยวไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือ และจำนวนผู้มาเยือน ก็ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด สิ่งสำคัญคือประสบการณ์ที่ประเทศไทยส่งมอบ และทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกอยากมีส่วนร่วมกับชุมชน เศรษฐกิจ และประเทศไทย และต้องกระจายโอกาสจากเมืองหลักไปสู่เมืองรอง รวมถึงเมืองรองในเมืองหลัก และสร้างกิจกรรมใหม่ที่ทำให้ผู้มาเยือนมีเหตุผลที่จะใช้เวลาและใช้จ่ายในพื้นที่มากขึ้น โดยให้ชุมชนเป็นผู้ร่วมสร้างประสบการณ์ ไม่ใช่เพียงผู้ให้บริการ”
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และคณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs กล่าวว่า คณะทำงานได้ประชุมมาแล้ว 2 ครั้ง และรวบรวมข้อเสนอได้เกือบ 100 ข้อเสนอ โดยจะไม่มุ่งจัดทำแผนเพิ่มเติม แต่จะเน้นนำข้อเสนอที่มีอยู่ไปสู่การปฏิบัติ เพราะประเทศไทยมีแผนเยอะแล้ว แต่หัวใจ คือ เรามีอุปสรรคและปัญหาที่รู้คำตอบอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องมีคนลงมือแก้จุดนั้นให้ได้
สำหรับภาคเกษตร จะมุ่งยกระดับตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนด้วยเทคโนโลยี พัฒนาเครื่องจักรที่เหมาะสมกับพื้นที่เกษตรไทย การใช้โดรนและศูนย์บริการเครื่องจักรในชุมชน การยกระดับ Food Safety การพัฒนาฐานข้อมูลภาคเกษตรร่วมกัน การส่งเสริม Young Smart Farmer ตลอดจนการเพิ่มการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ขณะเดียวกัน ยังเสนอแนวทางสร้างตลาดให้เกษตรกรผ่านช่องทางใหม่ ทั้งการเชื่อมโยงกับนิคมอุตสาหกรรม การพัฒนาช่องทาง E-commerce การลดต้นทุนโลจิสติกส์ และการเชื่อมตลาดต่างประเทศ เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกในการขายมากขึ้น และลดการพึ่งพาตลาดเพียงช่องทางเดียว
ส่วน SME จะเน้นการสร้าง SME Journey ตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจจนเติบโตเป็นผู้ประกอบการระดับโลก โดยมีแนวทางสำคัญ เช่น การลดขั้นตอนใบอนุญาต การจัดทำ SME ID และฐานข้อมูล การพัฒนานักบัญชีชุมชน การสร้างระบบ Big Brother ให้ธุรกิจขนาดใหญ่ช่วยพัฒนาธุรกิจขนาดเล็ก การเชื่อม SME เข้าสู่ Supply Chain การยกระดับสินค้าและบรรจุภัณฑ์ การใช้ AI และดิจิทัล ตลอดจนการขยายช่องทางการตลาดออนไลน์
โดยข้อเสนอทั้งหมดจะถูกจัดลำดับตามความพร้อม โดยเรื่องที่สามารถทำได้เร็วจะเร่งดำเนินการทันที ขณะที่เรื่องที่ต้องใช้เวลาในการวางระบบ เช่น ฐานข้อมูล จะเดินหน้าเป็นระยะ เพื่อให้เกิดทั้ง Quick Big Win ในช่วงประมาณ 6 เดือน–1 ปี และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะ 2–4 ปี