หุ้นบิ๊กบิ๊กรับอานิสงส์ “ดาต้า เซ็นเตอร์ ” ร่วงระนาว หวั่นโครงการชะงักหรือล่าช้า หลัง รัฐออกโรง สั่ง BOI แก้ไขนโยบายใหม่ เน้นคำนึงถึงความคุ้มค่ากับเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ตลอดจนให้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม น้ำและไฟฟ้า รวมทั้ง การสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยและคนไทยมากน้อยเพียงใด
จากประเด็นที่เกิดการก่อสร้าง ดาต้า เซ็นเตอร์ หรือศูนย์จัดเก็บและประมวลผลข้อมูล ที่ไทยกลายเป็นที่สนใจของยักษ์ใหญ่ทางเทคโนโลยีอย่าง Amazon Web Services (AWS), Google และ Microsoft ที่มีแผนการลงทุนระยะยาวในไทยอย่างเป็นทางการซึ่งแรกเริ่มโครงการนี้ถูกมองว่า เม็ดเงินจากทุนใหญ่จากทั่วโลกจะไหลเข้าสู่เมืองไทย
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ออกมาชี้แจงเกี่ยวกับการกำกับดูแลเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ในไทยยังไม่มีระบบ เพราะบางแห่งไม่ได้ยื่นขอรับการสนับสนุนการลงทุนกับบีโอไอ แต่สามารถมาตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งประเทศไทยต้องปรับตัวให้ทันเหตุการณ์ ดังนั้นจึงได้สั่งให้ทาง BOI แก้ไขนโยบายใหม่ โดยคำนึงถึงความคุ้มค่ากับเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ซึ่งจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ต่อคนไทย และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม น้ำและไฟฟ้า รวมทั้งทบทวนการให้แรงจูงใจ (Incentive) ด้ว โดย การทบทวนครั้งนี้จะให้น้ำหนักกับความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจากการเป็นฐานของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ โดยต้องพิจารณาว่าการลงทุนจะสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยและคนไทยมากน้อยเพียงใด ควบคู่กับการพิจารณาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ
วอนมาตรการเข้มป้องผลกระทบ
แม้โครงการด้าต้า เซ็นเตอร์จะเนื้อหอมและรัฐมองว่าจะเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ แต่มวลชนคนไทยหลายภาคส่วนกลับกังวลผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาเพราะต้องใช้ทรัพยากรสูงมากสิ้นเปลืองทรัพยากรทำลายสิ่งแวดล้อมเพื่อรองรับโครงการนี้ เพราะหากโครงการดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริง รัฐควรควบคุมการใช้พลังงานและทรัพยากรน้่ำ อย่างมาตรการด้านไฟฟ้าและพลังงานสะอาดแยกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้า ต้องกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าเฉพาะกลุ่มสำหรับ ด้าต้า เซ็นเตอร์ ควรคิดที่สูงกว่ากลุ่มทั่วไปเพื่อให้สะท้อนต้นทุนจริง , การบริหารจัดการน้ำกำหนดค่าน้ำอัตราสูงพิเศษสำหรับธุรกิจศูนย์ข้อมูลเพื่อควบคุมปริมาณการใช้บังคับส่งแผนประสิทธิภาพการใช้น้ำ ,งควบคุมมลพิษและความร้อนสะสมที่ปล่อยออกสู่ภายนอก ตลอดจนให้ผู้ลงทุนต้องเสนอแผนพัฒนาทักษะบุคลากรไทย หรือร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในประเทศเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อเกื้อหนุนและเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง เพราะมองว่าผู้ที่จะได้ประโยชน์คือเอกชนที่ทำธุรกิจผลิตไฟฟ้าและขาย เจ้าของนิคมอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ดี ล่าสุดนโยบายพลังงานของรัฐ ที่ได้ทบทวนและปรับแผน PDP ฉบับใหม่โดยขยับเป็น 25 ปี (ปี 69-93) ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดให้เป็น 60 % ภายในปี 93 โดยเพิ่มทั้งโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่, โซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนและการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ของภาคอุตสาหกรรมคาดค่าไฟเฉลี่ยอยู่ที่ 4 บ. รองรับความต้องการจาก Data Center และ AI
หุ้นดาต้า เซ็นเตอร์ ร่วงระนาว
จากข้อมูลข้างต้น ส่งผลให้ราคาหุ้น 7 บิ๊กด้านพลังงานและนิคมอุตสาหกรรมที่ถูกจับตามองมีผลทันที โดยเช้าวันนี้(18 ส.ค.) ราคาหุ้นสวิงพอสมควร แม้บางตัวเปิดตลาดมาพบว่าบวกเขียวแต่เมื่อเวลา 10.30 น.ราคาหุ้นเปลี่ยนแปลงดังนี้
STECON หรือ บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ราคาอยู่ที่ 17.70 บาท ลดลง 0.10 บาทหรือ 0.56% จากวันก่อนราคาหุ้นปิดที่ 17.80 บาท
GULF หรือ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ราคาอยู่ที่ 65.00 บาท ลดลง 0.25 บาทหรือ 0.38% จากวันก่อนราคาหุ้นปิดที่ 65.25 บาท
GPSC บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ราคาหุ้นอยู่ที่ 50.00 บาท ลดลง 0.25 บาทหรือ 0.50% จากวันก่อนราคาหุ้นปิดที่ 50.25 บาท
BGRIM หรือ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ราคาหุ้นอยู่ที่ 18.90 บาท ลดลง 0.10 บาทหรือ 0.53% จากวันก่อนปิดที่ 19บาท
GUNKUL หรือ บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) ราคาหุ้นอยู่ที่ 5.15 บาท ลดลง 0.05 บาทหรือ 0.96% จากวันก่อนปืดที่ 5.20 บาท
WHA หรือ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)ราคาหุ้นอยู่ที่ 4.90 บาท ลดลง 0.06 บาทหรือ 1.21% จากวันก่อนปิดที่ 4.96 บาท
AMATA หรือ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ราคาหุ้นอยู่ที่ 31.75 บาท ลดลง 0.50 บาทหรือ 1.55% จากวันก่อนปิดที่ 32.25 บาท
อย่างไรก็ดี เมื่อเทรดช่วงบ่ายเวลา 14.00 น.พบว่าราหุ้นที 7 ตัวข้างต้น ราคาปรับลดลงอีก โดย
STECON อยู่ที่ 17.60 นาท ลดลง 0.20 บาท หรือ 1.12%
GULF อยู่ที่ 64.75 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 0.77%
GPSC อยู่ที่ 49.75 บาท ลดลง 0.50 บาทหรือ 1.00%
BGRIM อยู่ที่ 18.90 บาท ลดลง 0.10 บาทหรือ 0.53%
GUNKUL อยู่ที่ 5.10 บาท ลดลง 0.10 บาทหรือ 1.92%
WHA อยู่ที่ 4.88 บาท ลดลง 0.08 บาท หรือ 1.61%
AMATAอยู่ที่ 31.75 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 0.55%
โบรกฯเทช่วงสั้น ระยะยาวสดใส
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมิน GUNKUL ได้รับผลดีจากการรปรับแผน PDP ฉบับใหม่ ขณะที่ Backlog แข็งแกร่งในธุรกิจ EPC และธุรกิจผลิตและจําหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้า รวมถึงการประมูลงานใหม่ๆ ที่กําลังจะมาถึง โดยเฉพาะ โครงการปรับปรุงระบบสายส่งและโครงการยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าของภาครัฐ มี นอกจากนี้ วัฏจักรการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ก็กําลังเริ่มต้นขึ้น และร่าง PDP2026 ฉบับใหม่ (ส่วนใหญ่เป็น โครงการพลังงานแสงอาทิตย์) คาดว่าจะประกาศใช้ภายในปีนี้ ในฐานะที่ GUNKUL เป็นผู้นําตลาดใน ประเทศด้านงาน EPC โรงไฟฟ้าและพลังงานแสงอาทิตย์ โดยมีปัจจัยหนุนจากความได้เปรียบด้านต้นทุนจากการผลิตเองภายในบริษัทและฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งคาดกำไรปี 69 ที่ 2,085 ลบ.
ทั้งนี้ ช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา GUNKUL ประสบความสำเร็จในกลุ่มธุรกิจพลังงานสะอาด บรรลุเป้าเมกะวัตต์สะสม 2,000 MW ได้ก่อนกำหนด จากการคว้าเมกะโปรเจกต์โซลาร์ลอยน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียนขนาด 784 MW ที่ประเทศฟิลิปปินส์มาได้สำเร็จ ทำให้ปัจจุบันมีกำลังการผลิตติดตั้งตามสัดส่วนการถือหุ้น (Equity Installed Capacity) รวม 2,121 MW และครึ่งปีหลัง เดินหน้ายกระดับบริการโซลูชั่นด้านพลังงานสะอาดโดยมุ่งเน้นการปลดล็อกศักยภาพการใช้พลังงานสะอาดในกลุ่มภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ หรือแม้แต่ภาคครัวเรือน ผ่านโมเดล Solar + Battery ที่ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมสร้างการเติบโตในทุกมิติ ดังนั้น บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ปรับราคาเป้าหมายเป็น 6.20 บ./หุ้น
บล.กสิกรไทย มอง STECON ให้ราคาเป้าหมาย 20.62 บาท หลัง คาดกำไรปกติไตรมาส 2 ปีนี้อยู่ที่ 888 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 363% จากปีก่อน และ 474% จากไตรมาสก่อน โดยมีแรงหนุนสำคัญจากเงินปันผล GULF หากไม่รวมรายการดังกล่าว กำไรจากธุรกิจหลักยังเติบโตประมาณ 18% จากปีก่อน จากธุรกิจก่อสร้างที่ยังแข็งแกร่ง และความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้น
ปัจจุบัน STECON มีงานในมือมูลค่าราว 1.14 แสนล้านบาท แม้ลดลงจากช่วงก่อนหน้า แต่ยังเพียงพอรองรับรายได้ประมาณ 3 ปี ขณะที่เป้าหมายรับงานใหม่ทั้งปียังคงไว้ที่ 5 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะเร่งตัวในช่วงครึ่งหลังของปี แม้กำไรครึ่งปีหลังมีแนวโน้มลดลงจากครึ่งปีแรก เนื่องจากไม่มีเงินปันผลเข้ามาช่วย แต่กำไรจากธุรกิจหลักยังมีโอกาสเติบโตจากงานในมือและงานภาคเอกชน จึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”
บล.โกลเบล็ก คาดว่าผลประกอบการครึ่งหลังปี 69 ของ AMATA จะเร่งตัวขึ้นตามยอดโอนที่ดิน โดยบริษัทตั้งเป้ายอดขายที่ดินปี 69 ที่ 2.8 พันไร่ สูงกว่ายอดขายในปี 68 ที่ทำได้ 1.235 พันไร่ โดยเน้นยอดขายในประเทศเวียดนาม ซึ่งมีเศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทมี Backlog ราว 1.9 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะรับรู้รายได้ในปี 69 ราว 50% ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนเพิ่ม ขณะเป้าหมายยอดขายที่ดินทั้งปีนี้ยังประเมินเป็นความท้าทาย แต่ในแง่มุมของนักลงทุนที่สนใจหุ้น AMATA น่าจะให้ความสำคัญกับภาพรวมความต่อเนื่องของผลงานที่จะออกมาในแต่ละไตรมาสมากกว่าตัวเลขเป้าหมาย คาดว่าจะเห็นการเร่งตัวขึ้นของยอดขาย (Presales) และสามารถเติบโตเทียบไตรมาสก่อนหน้าได้ในทุกไตรมาสตั้งแต่ไตรมาส 3 ปีนี้ เป็นต้นไป จากการเจรจากับลูกค้าในกระบวนการ (Pipeline) กลุ่มลูกค้า Data Center และอิเล็กทรอนิกส์ ขณะดียอดโอนที่ดินในครึ่งปีแรกคิดเป็น 10% ของเป้าหมายทั้งปี และมีโอกาสปรับลดเป้าหมายลงหลังการประชุมนักวิเคราะห์ (Earnings Call) แนะนำ "ถือ" ราคาเป้าหมาย 33.50 บาท
บล.กสิกรไทย มองกำไร WHA ช่วงครึ่งหลังปี 2569 มีโอกาส ฟื้นตัวอย่างโดดเด่น หลังธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม สาธารณูปโภค และธุรกิจให้เช่ามีแนวโน้มดีขึ้น เพราะปัจจุบัน WHA มีงานขายที่ดินรอรับรู้ประมาณ 1,464 ไร่ มูลค่าเกือบ 1 หมื่นล้านบาท พร้อมโอกาสขายเพิ่มเติมอีกกว่า 1,300 ไร่ ขณะที่กำไรจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทรัสต์ WHART และ WHAIR จะเป็นอีกแรงหนุนสำคัญในช่วงครึ่งปีหลัง ประเมินว่า แม้กำไรครึ่งปีแรกคิดเป็นเพียง 39% ของประมาณการทั้งปี แต่แนวโน้มครึ่งหลังมีโอกาสเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน ระยะยาว WHA ยังได้แรงหนุนจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนด้าน เซมิคอนดักเตอร์ ศูนย์ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ จึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายกลางปี 2570 ที่ 6.25 บาท
นักวิเคราะห์รายหนึ่งมองว่า ราคาหุ้นที่ร่วงไปเป็๋นเพียงระยะสั้น เนื่องจากก่อนหน้านี้มีมีเอกชนหลายรายรุกหนักงานด้านดาต้าเซ็นเตอร์ เพราะเป็นธุรกิจใหม่ผลตอบแทนสูง จึงเนื้อหอมมาก ซึ่งเอกชนหลายรายที่เงินทุนหนาและต่อยอดธุรกิจเดิมต่างอัดงบลงทุนไปแล้วและสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำมาแล้ว แต่หลังจากที่บริษัทยักษ์ใหญ๋จะเข้ามา ด้วยเงินทุนมหาศาล ไซด์ของโครงการย่อมไม่ธรรมดา ต่อเนื่องไปถึงการใช้ทรัพยากรที่มีในประเทศ แรงต้านย่อมมี และเมื่อมีกระแสต่อต้านเริ่มมีมากขึ้นส่งผลให้โครงการดังกล่าวสะดุด ทำให้ รัฐทบทวนมาตรการ ด้วยการวางกรอบเกณฑ์และจำกัดเงื่อนไขและรายละเอียดมากขึ้นกว่าแต่ก่อน แน่นอนว่าทำให้ผู้ประกอบการเอกชน หรือบริษัทจดทะเบียนได้รับผลกระทบจากโครงการ เพราะแผนงานหยุดชะงัก ทำให้ล่าช้า ส่งผลถึงแผนการใช้เม็ดเงินตลอดจนการประมาณการรายได้ที่จะเข้ามายืดเยื้อจากแผนเดิม เหล่านี้ทำให้นักลงทุนกังวล วันนี้จึงทำให้มีแรงเทขายหุ้นบิ๊กๆ ที่จะได้ประโยชน์จากโครงการดาต้า เซ็นเตอร์ แต่เชื่อว่าระยะยาวหุ้นบิ๊กเหล่านี้ เป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและผลประกอบการที่แข็งแกร่ง เชื่อว่านักลงทุนยังให้ความสนใจ อาจเป็นการถอยเพื่อรอจังหวะมากกว่า