OR ลั่นไตรมาส3ฟื้นตัว หลังผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส2/69 ที่ได้รับผลกระทบจากการขาดทุนสต๊อกน้ำมันและ NRV มากถึง 1.1 หมื่นล้านบาท ขณะที่วอลุ่มการขายน้ำมันปีนี้ทรงตัว ชี้สงครามสหรัฐ-อิหร่านที่ยืดเยื้อยังเป็นปัจจัยเสี่ยง ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เตรียมชี้ขาดการลงทุนในกัมพูชาไปต่อหรือถอนการลงทุน
นางสาวปิติรัตน์ รัตนโชติ ผู้จัดการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด(มหาชน)หรือ OR เปิดเผยว่าแนวโน้มธุรกิจในไตรมาส 3 ปี2569 ดีขึ้นเมื่อเทียบจากไตรมาสก่อนแม้ว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันจะยังมีความผันผวนอยู่แต่ลดลง โดยช่วงเดือน ก.ค. ที่ผ่านมาราคาขึ้น ส่งผลให้ผลการดำเนินงานในไตรมาส3 ปีนี้กลับขึ้นมาสู่ระดับเกือบปกติ จากไตรมาสก่อนที่ผิดปกติ ส่วนการบริหารสินค้าคงคลังได้ลดลงเกือบระดับปกติ ทั้ง Stock Loss ที่มีการระบายน้ำมันออกมามากขึ้น ทำให้ส่วนต่างที่อยู่ในถังเก็บกับราคาตลาดก็มีช่องว่างที่แคบลง ทำให้การขาดทุนสินค้าคงคลัง (Inventory Loss) จะน้อยลงมาก เชื่อว่าบริษัทได้ผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2/2569 ที่ขาดทุนสุทธิ 1,774.95ล้านบาท
เนื่องจาก OR เป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของไทย จำเป็นต้องสำรองน้ำมันเพื่อให้ลูกค้าของOR มีน้ำมันเพียงพอในการใช้ในช่วงความไม่สงบในตะวันออกกลาง ทำให้ไตรมาส2/2569 OR ขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) และ การบันทึกบัญชีมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV - Net Realizable Value) รวม 11,000 ล้านบาท แบ่งเป็น Stock Loss ประมาณ 8,000-9,000 ล้านบาท และ NRV ประมาณ 2,300 ล้านบาท แต่หากไม่รวมผลกระทบตรงนี้ หรือพิจารณาเฉพาะอัตราค่าการตลาด (Marketing Margin) ยังอยู่ที่ระดับกว่า 1 บาทต่อลิตร ขณะที่ลูกหนี้เงินชดเชยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังคงค้างอยู่ ณ มิ.ย. 2569 ประมาณ 13,000-14,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ OR ได้เตรียมแผนรับมือ หากอัตราค่าการตลาด (Marketing Margin)ในอนาคตไม่กลับไปสู่ระดับเดิม โดยหันมารุกธุรกิจEV มากขึ้นเพื่อให้รายได้มาทดแทนกับวอลุ่มน้ำมันที่จะหายไป แม้ว่าปัจจุบันมีขนาดเล็กอยู่ แต่เชื่อว่าธุรกิจEV จะเติบโตขึ้นมาแต่คงไม่เทียบเท่าธุรกิจน้ำมันก็ตาม แต่ก็ต้องมีธุรกิจ Lifestyle เข้ามาช่วยด้วย โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตของธุรกิจEV ภายใน 5-6 ปี มีสัดส่วน 10% ของกลุ่มธุรกิจ Mobility
กลุ่มธุรกิจ Lifestyle แม้ว่าจะมีสัดส่วน EBITDA ที่สูงแต่ยังมีสัดส่วนรายได้ที่น้อยอยู่นั้น OR ยังเดินหน้าสร้างการเติบโตโดยขยายสาขาคาเฟ่ อเมซอน อย่างต่อเนื่อง พร้อมอัดโปรโมชั่นดึงดูดลูกค้า รวมถึงได้ร่วมมือกับ Minor Food ขยายสาขาร้านอาหาร 4 แบรนด์ชั้นนำ จะเปิดบริการผ่านเครือข่าย PTT Station และพื้นที่เชิงพาณิชย์ของ OR ทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการขยายสาขามากกว่า 150 สาขาภายในปี 2573 ซึ่งตั้งเป้าหมายจะเพิ่ม EBITDA Margin ระดับ 15% ได้
นางสาวปิติรัตน์ กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านที่ยืดเยื้อ ทำให้เศรษฐกิจไทย ( GDP )ในปี 2569 คาดว่าขยายตัว 2.3% โดยไตรมาส 2 ปี2569 GDPไทย อยู่ที่ 1.9% ถือว่าชะลอตัวลงอย่างมาก และอยู่ในอันดับท้ายสุดของประเทศในแถบอาเซียน ดังนั้น คาดการณ์ว่า ปริมาณการขายน้ำมัน(วอลุ่ม)ทั้งปี 2569 อาจเติบโตไม่มาก หรือ ทรงตัวจากปี 2568 ขณะที่ตลาดค้าปลีก มองว่ายังเติบโตต่อเนื่องและเติบโตสูงกว่าแผนที่วางไว้ ส่วนตลาดเชิงพาณิชย์ คาดว่าความต้องการใช้(ดีมานด์) อาจชะลอตัวจากซัพพลายที่มีมากและการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ทำให้วอลุ่มในตลาดเชิงพาณิชย์อาจลดลง ส่งผลให้ภาพรวมวอลุ่มของ OR ทั้งปี อาจลดลงหรือ ทรงตัว
อย่างไรก็ตาม การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆของรัฐบาล เป็นปัจจัยบวกสนับสนุนในเศรษฐกิจไทยคึกคักขึ้นในระยะสั้น ทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ แต่ยังมีปัจจัยท้าทายจากราคาน้ำมันตลาดโลกที่มีความผัวผวน จากสถานการณ์สงคราม ทำให้บริษัทต้องบริหารจัดการต้นทุนและสต็อกน้ำมันให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
ส่วนธุรกิจในต่างประเทศ เช่น กัมพูชา พบว่าสถานการณ์ความขัดแย้งยังมีอยู่ต่อเนื่อง ซึ่งผู้บริหารOR อยู่ระหว่างการพิจารณากลยุทธ์การลงทุนต่างๆในกัมพูชา คาดว่าจะมีความชัดเจนออกมาในเร็วๆนี้
ณ 30 มิ.ย. ปี 2569 OR มีสถานีบริการ PTT Station ทั้งสิ้น 2,743 แห่ง แบ่งเป็นในประเทศไทยกว่า 2,425 แห่ง ในต่างประเทศ 318 แห่ง มีร้านคาเฟ่ อเมซอน อยู่ที่ 5,078 แห่ง แบ่งเป็นในประเทศไทย 4,830 แห่ง ในต่างประเทศ 248 แห่ง มีสถานีชาร์จ EV Station PluZ จำนวน 1,353 แห่ง หรือ ติดตั้ง 2,979 หัวชาร์จ(DC) ครอบคลุม 77 จังหวัด และมีร้าน Convenience Store จำนวน 2,451 สาขา บริษัทมีกระแสเงินสด อยู่ที่ระดับ 32,566 ล้านบาท