เมื่อวันที่ 18 ส.ค. ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผอ.สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยถึงโครงการพัฒนาระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้นระดับโลก (Startup Thailand: Global Startup Hub 2026) ว่า NIA พร้อมเดินหน้าสนับสนุนสตาร์ตอัป อย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้กลไกหลัก 4 ด้าน ได้แก่ GROOM (เตรียมความพร้อม), GRANT (ให้ทุนสนับ สนุน), GROWTH (สร้างการเติบโต) และ GLOBAL (ก้าวสู่ระดับโลก) โดยมุ่งเน้นการสร้างศูนย์กลางระดับโลกหรือ Global Startup Hub เพื่อเป้าหมายในการ Scale up หรือการขยายขนาดธุรกิจให้เติบโตขึ้นเพื่อไปสู่ตลาดสากลอย่างยั่งยืน โดยปัจจัยแห่งความสำเร็จที่ NIA เน้นย้ำคือ การให้ธุรกิจเกิดใหม่เหล่านี้มีความเข้าใจใน Ecosystem หรือระบบนิเวศที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ กฎระเบียบข้อบังคับของต่างประเทศ และที่สำคัญคือการหา Partner หรือพันธมิตรทางการค้าหรือองค์กรขนาดใหญ่ เข้ามาเป็น "พี่เลี้ยง" ช่วยผลักดันโซลูชันนวัตกรรมให้เติบโตทั้งในและต่างประเทศ
ผอ.NIA กล่าวต่อว่า ปีนี้ NIA เน้นสตาร์ตอัปในกลุ่มเทคโนโลยีที่มีศักยภาพต่อเศรษฐกิจแห่งอนาคต ได้แก่ AI, IoT, Semiconductor, EV & Mobility, Energy Tech และ Climate Tech & Sustainability มีบริษัทเข้าร่วมโครงการจำนวนทั้งสิ้น 30 บริษัทและเพื่อรองรับการเติบโตนี้ NIA ได้สร้าง Platform หรือระบบฐานรากที่รองรับการทำงานที่เชื่อมโยงการทำงานอย่างครบวงจร มีการจัด Workshop อย่างเข้มข้น และให้คำปรึกษาแบบเจาะลึกรายบริษัท โดยหัวใจสำคัญของโครงการคือการทำ Business Matching หรือการจับคู่ธุรกิจ เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการทำ Proof of Concept - POC (การพิสูจน์และทดสอบแนวคิดว่าใช้งานได้จริง) กับองค์กรระดับประเทศ โดยในปีนี้มีการหารือจับคู่ธุรกิจกว่า 60 คู่ และเกิดการทดสอบจริงแล้วหลายโครงการ อาทิ บริษัทสหพัฒน์พิบูล จำกัด (มหาชน) ร่วมทดสอบระบบกับสตาร์ตอัป Alive Loop, ไปรษณีย์ไทย (Thai Post) ร่วมทดสอบนวัตกรรมกับ Scamtify, Klola และ Bot and Life, และ ปตท. (PTT) กลุ่มก๊าซ ร่วมงานกับ Nisha Carbon และ Simply
ดร.กริชผกา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ เม็ดเงินลงทุนเพื่อสนับสนุนธุรกิจเกิดใหม่จากภาคเอกชน (Corporate) ยังมีมูลค่ามหาศาล มากกว่างบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาของภาครัฐที่มีอยู่ราว 1.9 หมื่นล้านบาทอย่างมาก การจับคู่ธุรกิจจึงเปิดประตูสู่การเข้าถึงแหล่งทุนขนาดใหญ่เหล่านี้ด้วย
”สำหรับแผนงานในปีหน้า NIA เตรียมต่อยอดความสำเร็จโดยตั้งเป้าดึงบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ มาร่วมตั้งโจทย์ปัญหาให้กลุ่มธุรกิจเกิดใหม่เหล่านี้ช่วยแก้ไข พร้อมกางแผนบุกตลาดต่างประเทศ รวม 12 ประเทศ ได้แก่ ภูมิภาคอาเซียน 6 ประเทศ มีอินโดนีเซีย, ลาว, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และเวียดนาม ภูมิภาคเอเชีย มี ญี่ปุ่น,จีน (โดยเฉพาะเซินเจิ้นและฮ่องกง) และไต้หวัน กลุ่มตะวันออกกลาง มีซาอุดีอาระเบีย โดยอาจจะต้องประเมินเรื่อง Geopolitics หรือ ภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงทางการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่สงคราม และกลุ่มอเมริกา ได้แก่ สหรัฐอเมริกา และ ตลาดในภูมิภาคแอฟริกา ซึ่งมีศักยภาพสำหรับเทคโนโลยีด้านการเกษตร (AgTech) แต่การเข้าไปทำตลาดจำเป็นต้องดำเนินการผ่านช่องทางทางการทูตของกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อรับประกันความปลอดภัยของบริษัทไทย” ดร.กริชผกา กล่าว